ตอนที่ 176
ตอนที่ 176
ตอนที่ 176
แต่…ยังไม่ทันก้าวเข้ามา เงาอีกชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น รวดเร็วยิ่งกว่า เงียบยิ่งกว่า
บ่าวรับใช้ในชุดธรรมดาของจวนเจียง ผู้ที่ในยามปกติดูไม่ต่างจากคนทั่วไป กลับโผล่ออกมาจากทุกทิศทาง ราวกับเฝ้าอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
การปะทะเกิดขึ้นในพริบตา ไร้เสียงตะโกน ไร้เสียงโลหะปะทะ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เสียดพื้น เสียงลมหายใจที่ถูกกดต่ำ และแรงปะทะของฝ่ามือกับร่างกาย
เงาดำฝ่ายบุกรุกเคลื่อนไหวรวดเร็ว ท่วงท่าคมกริบ
แต่บ่าวของจวนเจียง…กลับดูมั่นคงกว่า
กระบวนท่าเรียบง่าย แต่แม่นยำถึงขีดสุด
เพียงหนึ่งฝ่ามือกดลงที่ไหล่ อีกฝ่ายก็ทรุดลงทันที
หนึ่งศอกตัดจังหวะการเคลื่อนไหว อีกฝ่ายก็หมดแรงตอบโต้
ไม่กี่อึดใจ เงาดำที่บุกเข้ามา ก็ถูกกดลงกับพื้นทีละคน มีเพียงเสียงครางเบาๆ ของผู้บาดเจ็บ ไม่มีเลือดสาด ไม่มีผู้ใดตาย
แต่ทุกคน…ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน
ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วครู่
ท่ามกลางความกดดันนั้น
ยังมีร่างหนึ่งยืนอยู่ เป็นร่างใหญ่…มั่นคงดั่งภูผา แรงกดดันแผ่กระจายออกจากตัวเขาอย่างชัดเจน บ่าวของจวนเจียงหลายคนล้อมอยู่รอบด้าน แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้าประชิดได้
ขณะที่เขากำลังก้าวไปข้างหน้า
ร่างสูงเพรียวอีกคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ราวกับก้าวออกมาจากเงา
ชุดฮั่นฝูสีดำแนบกาย ไร้ลวดลาย แต่กลับขับให้รูปร่างนั้นยิ่งสง่างามและลึกลับ
เขายืนขวางอยู่ตรงหน้า ระหว่างบุรุษผู้นั้น…กับสองแม่ลูก โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้านหลัง
“จวนเจียง…” เสียงของเขาทุ้มต่ำ แต่กดทับบรรยากาศทั้งห้องไว้ในคราวเดียว “ไม่ต้อนรับแขกยามวิกาล”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาคมเฉียงทอดมองไปยังอีกฝ่าย
“ยิ่งเป็นแขกที่ไม่ได้ส่งเทียบเชิญมา…” น้ำเสียงเริ่มคมกริบ
“มิทราบว่า…ท่านโหว มีเรื่องด่วนอันใด จึงมายังเรือนหลังแห่งนี้…ขอรับ”
หลิงหยวนโหวทอดสายตามองภาพตรงหน้า
หน่วยรบระดับสูงของกองทัพหลิงหยวน…ที่ควรจะเป็นดั่งคมดาบของสนามรบ กลับถูกกดสยบให้กับบ่าวคุ้มกันในจวนคหบดีอย่างไร้ทางตอบโต้ เพียงไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้น
ไม่มีเสียงปะทะรุนแรง ไม่มีการดิ้นรนโกลาหล มีเพียงการเคลื่อนไหวสั้น กระชับ แม่นยำ ราวกับถูกควบคุมจังหวะตั้งแต่ต้นจนจบ
กับบ่าวพวกนี้เขาอาจะเสียเวลาสักหน่อย แต่เมื่อมีชายหนุ่มผู้นี้ปรากฎ ทั้งๆ ที่ไร้คลื่นของจิตสังหาร แต่เขากลับรู้สึกถึงหลุมดำลึกที่อยากจะระบุได้ว่าชัยชนะจะอยู่ในมือตน
ใบหน้าเขาก็พลันดำคล้ำขึ้นมา
ดูเหมือนว่าตระกูลเจียงนี้จะมีเรื่องน่าสนใจอย่างที่บุตรสาวบุญธรรมเขาบอกจริงๆ
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยคำใด
พริบตาเดียว เงาหนึ่งก็ถูกดึงลงมาปรากฎกลางห้อง
ร่างเรียวบางถูกบิดแขนไพล่ไปด้านหลัง ท่วงท่าที่ควรลื่นไหลกลับถูกหยุดลงอย่างไร้ทางดิ้น
ผู้ที่จับนางไว้…กลับเป็นอาไฉ ชายวัยกลางคนใบหน้าซื่อๆ มือหยาบกร้านของเขากดอยู่เพียงจุดเดียว แต่นั่นกลับทำให้ทั้งร่างของนางไม่อาจขยับได้
“หึ่ย! เป็นข้าเอง ปล่อยได้แล้ว!” ฝานซูเมิ่งดิ้นเล็กน้อย ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
ทว่าแรงที่กดอยู่นั้น…ไม่คลายลงแม้แต่น้อย
อาไฉยังคงยืนนิ่ง ในโลกของเขา มีเพียงคำสั่งของนายน้อยเท่านั้น
กระทั่งเจียงมู่ไป๋ยกมือขึ้นเบาๆ ท่าทางคล้ายจนใจ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับแม่ทัพในแคว้น และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายมิได้มีเจตนาร้ายอันใด เพียงแต่การมาเช่นนี้ เขาไม่อาจไม่ขัดขวางจริงๆ
แม้ไม่มีเสียงออกมา แต่ทุกคนเข้าใจ
อาไฉคลายมือทันที
ชายชุดดำถูกปล่อย
ฝานซูเมิ่งก็เช่นกัน
แต่บ่าวพวกนั้นยังคงยืนในตำแหน่งเดิม พร้อมจะเข้าควบคุมทุกสิ่งอีกครั้งได้ในพริบตา
ฝานซูเมิ่งกุมแขนตนเอง รอยช้ำเริ่มปรากฏชัด สีหน้าขุ่นเคืองอย่างไม่ปิดบัง
นี่เป็นครั้งแรก…ที่นางได้ปะทะกับคนของเจียงมู่ไป๋อย่างที่ปราถนา
และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากที่เคยหยั่งเชิงมาโดยตลอด
ชายวัยกลางคนผู้นั้น ใช้เพียงสามกระบวนท่า ก็สามารถจับกุมนางได้ในทันที ไร้ช่องว่าง ไร้โอกาสให้โต้กลับ เป็นความเจ็บใจที่อัดแน่นจนพูดไม่ออก
“ซูเมิ่ง…”
เสียงถอนหายใจโล่งอกของเหยาอวี้ดังขึ้น เด็กหญิงลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปยังหลิงหยวนโหว แววตายังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“คารวะท่านโหวเจ้าค่ะ”
ขณะที่ทั้งหมดยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวสิ่งใด จางซื่อที่ยังตกตะลึงกับเหตุการณ์รอบด้านก็ใจเต้นระส่ำ ยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าของหลิงหยวนโหวก็แตกตื่นยิ่งกว่าเดิม
“ข่ายเกอ!! ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ!”
ถ้อยคำหวานใส แต่สั่นไหวด้วยความสับสนและตื่นเต้น
ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน
คราวนี้ กลับเป็นเจียงมู่ไป๋และเหยาอวี้ที่นิ่งงัน
ส่วนหลิงหยวนโหว…
ร่างสูงใหญ่ที่มั่นคงดั่งภูผา กลับเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ดวงตาดำเข้มสั่นไหว ราวกับมีคลื่นความทรงจำโถมซัด
ช่วงเวลาหลายปี…ที่เขาเหมือนคนบ้าคนหนึ่ง ไล่ตามเงาของอดีต พลันไหลย้อนกลับมาในชั่วขณะ ขอบตาของแม่ทัพผู้ถูกขนานนามว่าอสูรกินคนแห่งแดนใต้ ค่อยๆ แดงก่ำ
แม้ไม่มีน้ำตาสักหยด แต่ความหนักหน่วงในใจ กลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
นานแล้วที่ไม่มีใครเรียกชื่อนี้ของเขา
ตระกูลถูกฆ่าล้าง มิตรสหายล้วนล่วงลับ ยิ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์โหว และราชทินนามหลิงหยวน ตามชื่อเมืองที่ปกครอง
ซื่อแซ่จริง ก็แทบไม่มีผู้ใดกล้าเรียกแล้ว
“ท่าน…” ฝานซูเมิ่งเบิกตากว้าง สายตาสลับมองระหว่างคนทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่อาจปิดบังความยินดี
“ท่านคือป้าซินจริงๆ หรือนี่”
นางก้าวเข้าไปใกล้ มองจางซื่อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วครุ่นคิดว่า
เหมือนในภาพวาดในห้องของบิดาบุญธรรมอย่างที่นางคิดจริงๆ
เพียงแต่ เหตุใดจึงกลายเป็นจางฟางหลัน …นางเองก็ยังไม่เข้าใจ
โชคดีที่นางเอะใจตั้งแต่ที่เจอจางซื่อครั้งแรก จึงส่งสาส์นผ่านนกพิราบไปให้บิดาบุญธรรมอ่าน
และไม่คิดเลยว่า เพียงไม่กี่วัน เขาจะมาปรากฏตัวถึงที่นี่ รวดเร็วราวกับฝืนระยะทางทั้งหมด
ดูท่า…ระหว่างทางนั้น คงมีม้าถูกเคี่ยนจนตายไปไม่น้อย
จางซื่อเมื่อได้ยินคำว่าป้าซิน ไหล่ที่เคยผ่อนคลายกลับหดเกร็งลงโดยไม่รู้ตัว นางย่นคอเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
สายตาที่เคยสงบกลับสั่นไหว เมื่อมองไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้า แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ตกกระทบเสี้ยวหน้าคมเข้มนั้นเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจมอยู่ในเงา
ขับให้บุรุษผู้นั้นยิ่งดูดิบ เถื่อน และห่างไกล ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่ยืนอยู่บนยอดเขา
แม้นางจะเคยคุ้นเคย แต่ความคุ้นเคยนั้น…กลับคล้ายอยู่ห่างออกไปแสนไกล
“ท่านแม่…รู้จักหลิงหยวนโหวหรือเจ้าคะ”
เสียงของเหยาอวี้แทรกขึ้น บางเบา แต่เต็มไปด้วยความตื่นตกใจ
คำถามนั้นทำให้จางซื่อชะงัก นางเหมือนเพิ่งนึกได้ว่า สถานะของบุรุษตรงหน้า…มิใช่คนในอดีตอีกต่อไป
ปลายนิ้วที่ยกขึ้นชี้อย่างเผลอตัว แข็งค้างอยู่กลางอากาศ
“อะ-เอ่อ…เขาคือหลิงหยวนโหวหรือ”
แต่ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาดำลึกคู่นั้น นิ้วที่ชี้อยู่ก็รีบหดกลับ ราวกับถูกไฟลวก ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อย ก่อนจะกระแอม
“มะ-เหมือนจะ…เคยคุยกันอยู่”
คำพูดที่เหมือนจะเบา
กลับหนักอึ้งในหูของผู้ฟัง
หลิงหยวนโหวถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ใบหน้าที่แข็งดั่งศิลากระตุกเล็กน้อย ความมืดในดวงตาเคลื่อนไหว ราวกับพายุที่ก่อตัวในห้วงลึก
“อวี่…เฟย…ซิน”
เสียงของเขาทุ้มต่ำ เน้นทีละพยางค์ เหมือนจะสลักลงบนอากาศ
ชื่อที่หายไปจากโลกนี้เนิ่นนาน กลับถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
จางซื่อสะดุ้ง ดวงตาเอ่อรื้นขึ้นมาในทันที ภาพในอดีตพรั่งพรู ทุกอย่างปะทะกันในอก จนแทบหายใจไม่ออก
ทว่าในวินาทีถัดมา นางกลับเบะปาก ฝืนกลืนทุกอย่างลงไป
“ข้าไม่ได้ชื่อนั้นสักหน่อย” น้ำเสียงดื้อดึง เหมือนเด็กที่ปฏิเสธสิ่งที่ตนเองรู้ดีที่สุด
หลิงหยวนโหวกำมือแน่น เส้นเอ็นปูดขึ้นใต้ผิวหนัง
“จะไม่ใช่ชื่อเจ้าได้อย่างไร” เสียงของเขาแฝงแรงกดดัน แต่ยังคงพยายามควบคุม
“ข้าบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่!” คำตอบนั้นเหมือนคมมีด ตัดขาดทุกสิ่งที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
เขาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจยาว เสียงนั้นหนักแน่น ราวกับปล่อยบางสิ่งที่กดทับมานาน
“ช่างเถอะ…” เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง แววตากลับอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น
“แค่เป็นเจ้าก็พอ” ถ้อยคำเรียบง่าย แต่แฝงน้ำหนักที่ไม่ต้องอธิบาย
ทว่า จางซื่อกลับไม่ยอมรับมัน นางขมวดคิ้ว ดวงตาเป็นประกายวาบ
“ช่างเถอะอันใดของท่าน!” เสียงนั้นชัดเจน ไร้ความเกรงใจ “ท่านพาคนมาทำไมตั้งมากมาย! อย่าคิดว่าตำแหน่งสูงส่งแล้วจะทำอันใดก็ได้ หากลูกสาวข้าตกใจจะทำเช่นไร อายุก็ไม่น้อยแล้ว ยังทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังอยู่อีก!”
ถ้อยคำเหล่านั้นพุ่งออกมารวดเร็ว ราวกับน้ำที่กั้นไว้แล้วแตกทะลัก ทั้งแคว้นนี้คงมีนางคนเดียวที่กล้ายืนสั่งสอนเขาได้
ทั้งห้องเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก
หลิงหยวนโหวหันไปมองเหยาอวี้ สายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซับซ้อนจนยากจะอ่านออก ก่อนจะถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“นาง…คือบุตรสาวข้า?”
คำถามนั้นตกลงกลางห้อง เหมือนหินก้อนใหญ่กระแทกผิวน้ำ แรงสั่นสะเทือนกระจายไปทั่ว
เหยาอวี้ถึงกับเบิกตา
เจียงมู่ไป๋เองก็ชะงัก
แม้แต่บ่าวที่ยืนสงบนิ่งยังเหมือนสะดุดลมหายใจ
จางซื่อหน้าแดงก่ำ นางสบถออกมาอย่างหาได้ยาก ก่อนจะกล่าวชัดเจนว่า
“ไม่ใช่!”
คำตอบนั้นดังชัด ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย