LNCrawler

ตอนที่ 177

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 177

ตอนที่ 177


 

หลิงหยวนโหวนิ่งไปเพียงครู่ เหมือนเสียจังหวะเล็กน้อย แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว

“ช่างเถอะ…” เขากล่าวช้าๆ “อย่างไรสามีเจ้าก็ตายแล้ว”

คำพูดนั้นเหมือนเติมเชื้อไฟ

“ช่างเถอะ…อันใดของท่าน!” จางซื่อสวนกลับทันที

“มีอันใดให้คิด ข้าก็มารับภรรยาข้ากลับ” เขาตอบทันที

ลมหายใจของทุกคนเหมือนหยุดลง

“ผู้ใดคือภรรยาท่าน! ข้าแต่งงานกับผู้อื่นแล้ว!” จางซื่อตอบกลับใบหน้าเห่อร้อน

“แต่เจ้าแต่งกับข้าก่อน” เขาพูดช้าๆ พยายามอดทนที่สุดในชีวิต “ข้าถูกเจ้าสวมเขา ยังไม่กล่าวอันใดเลย”

คำพูดนั้นทำให้จางซื่อถึงกับนิ่ง ก่อนจะกัดฟัน

“ผู้ที่แต่งกับเจ้าคือเฟยซิน! ข้ามิได้ชื่อนั้น!”

“ข้าไม่สนว่าจะชื่ออะไร แต่คนในห้องหอนั้นคือเจ้า!” หลิงหยวนโหวตอบ

จางซื่อเม้มปากอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ใบหน้าแดงก่ำไปหมด ยามนั้นเป็นนางที่หลอกเขาจริงๆ

ท่ามกลางการโต้เถียงนั้น ผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่าทุกคน กลับกลายเป็นเพียงผู้ยืนมอง

เพราะไม่มีที่ให้เอ่ยคำ ไม่มีช่องให้แทรกเสียง

หลิงหยวนโหวขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักว่า เรื่องนี้…ซับซ้อนเกินกว่าที่คิดไว้ อีกอย่างหลายสิ่งก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะให้คนนอกรับรู้

“พวกเจ้า…ออกไปก่อน”

น้ำเสียงของเขากลับมาเย็นสงบอีกครั้ง เหมือนกล่าวกับฝานซูเมิ่ง

แต่สายตากลับทอดไปยังเจียงมู่ไป๋และเหยาอวี้

เหยาอวี้ลังเล สายตาหันไปหามารดา ความกังวลฉายชัด

แต่เมื่อสบกับเจียงมู่ไป๋ ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าเบาๆ

นางจึงถอนหายใจ สายตากลับไปมองจางซื่ออีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลิงหยวนโหว

แม้เขายังคงยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดัน แต่แววตานั้น…กลับอ่อนลงอย่างประหลาด ราวกับทั้งโลกของเขา เหลือเพียงคนผู้หนึ่งตรงหน้า

สุดท้าย ทั้งหมดก็ก้าวออกจากเรือนป่าไผ่ ปล่อยให้เรื่องราวในอดีตได้ถูกทั้งสองสะสางสักที

แต่เหยาอวี้จะนอนหลับได้อย่างไร ฝานซูเมิ่งที่เพิ่งได้เจอหน้ากันจึงถูกนางเรียกมาซักฟอกที่เรือนนอนของนางทันที

แสงตะเกียงน้ำมันส่องสลัว เงาของทั้งสองทอดยาวบนพื้นไม้

“ไหนเจ้าว่ามาสิ” เหยาอวี้เอ่ยขึ้นทันที ไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย “นี่มันเรื่องอันใดกันแน่”

ฝานซูเมิ่งเกาหัวดังแกร๊กๆ ลอบถอนหายใจ

แม้ในห้องจะมีเพียงพวกนางสองคน แต่สัญชาตญาณกลับบอกชัดว่าที่ใดสักแห่งในความมืด ยังมีคนของเจียงมู่ไป๋เฝ้าอยู่

นางเหลือบสายตาไปเล็กน้อย ก่อนจะเก็บสีหน้า

เพราะรู้ดีว่า ต่อให้รู้ ก็ไม่มีทางขับไล่พวกเขาออกไปได้

และยิ่งไปกว่านั้น… เด็กหญิงตรงหน้า ก็ไว้ใจพี่รองบุญธรรมของนางผู้นั้น

ฝานซูเมิ่งจึงได้แต่ยอม

“ท่านแม่ของเจ้า…เคยแต่งงานกับบิดาบุญธรรมของข้า”

เพียงเปิดประเด็นมา เหยาอวี้ก็เบิกตากว้างทันที แม้นางจะคาดเดาได้ลางๆ แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากผู้อื่นจริงๆ ก็ยังอดตกใจไม่ได้

“แล้วเกิดอันใดขึ้น” นางถามต่อทันที “เหตุใดท่านแม่จึงกล่าวว่าคนที่แต่งกับบิดาบุญธรรมเจ้าเป็นผู้อื่นเล่า”

สรรพนามระหว่างทั้งสอง บัดนี้กลายเป็นกันเองโดยไม่รู้ตัว

ฝานซูเมิ่งส่ายหน้าเบาๆ

“เรื่องนั้น…ข้าก็ไม่ทราบ ไว้หลังคืนนี้เจ้าลองถาม…ป้าซิน…เอ้ย มารดาเจ้าดูเถิด” แล้วไม่วายกำชับ “แล้วอย่าลืมมาบอกข้าด้วยเล่า”

เหยาอวี้ถอนหายใจ “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ไปถามท่านโหวเองเล่า” น้ำเสียงปนบ่นเล็กน้อย เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจว่า มารดาจะยอมเล่าเรื่องนี้หรือไม่ เพราะมีหลายเรื่องที่มารดาตนแสร้งไม่กล่าวถึงเช่นกัน

ฝานซูเมิ่งทำหน้าเหมือนคนสิ้นหวัง

“ทางเจ้าน่าจะ…คุยง่ายกว่ากระมัง”

คำตอบนั้นทำให้เหยาอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยอย่างช่วยไม่ได้

คนอย่างหลิงหยวนโหว…มิใช่ผู้ที่จะนั่งเล่าอดีตของตนให้ใครฟังง่ายๆ

แม้แต่ฝานซูเมิ่งเอง ก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ไม่กี่ปีเช่นกัน

“แต่…หากท่านโหวดีกับมารดาข้าจริง เหตุใดมารดาข้าจึงไปแต่งงานกับบิดาข้าเล่า”

ฝานซูเมิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ แล้วเริ่มเล่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

“บิดาบุญธรรมข้า…แซ่ต้วน นามว่าข่าย เดิมเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก แต่เมื่อเก้าปีก่อน เกิดเหตุชิงบัลลังก์ ไท่จื่อในเวลานั้นใส่ความตระกูลต้วน……จนถูกลงโทษประหารทั้งตระกูล”

เหยาอวี้ชะงัก หัวใจหนักอึ้งโดยไม่รู้ตัว

“โชคดี…” ฝานซูเมิ่งกล่าวต่อ “ตอนนั้นบิดาบุญธรรมข้าไม่ได้อยู่ในจงหยวน เขาไม่ชอบชีวิตคุณชายสำอางอ่านตำรา จึงฝึกยุทธ์ตั้งแต่เด็ก แล้วหนีออกไปท่องยุทธภพกับสหาย และที่นั่น…” นางเหลือบมองเหยาอวี้ “พวกเขาได้พบกับมารดาเจ้าระหว่างการเดินทาง จึงได้รู้จักกัน”

เหยาอวี้นิ่งฟัง ไม่แทรกแม้แต่คำเดียว

“ต่อมา… ไม่รู้เกิดเหตุอันใด ทั้งสองจึงแต่งงานกัน แต่ไม่นาน…ตระกูลต้วนก็เกิดเรื่องใหญ่นั้นขึ้น เขาจึงต้องรีบกลับไปจัดการเรื่องของตระกูลตน”

เสียงของฝานซูเมิ่งแผ่วลงเล็กน้อย

“ช่วงนั้น…บ้านเมืองวุ่นวาย เป็นตายมีค่าเท่ากัน ยังไม่นับว่าเขาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง จึงไม่อาจพามารดาเจ้ากลับไปด้วย”

เหยาอวี้หลุบตาลง เข้าใจเหตุผลได้ในทันที

ทว่าเปลี่ยนจากอนาคตแม่ทัพ มาเลือกพลทหารจากบ้านนอกผู้หนึ่ง?

ดูอย่างไรก็ต่างกันมาก แม้ว่าตอนนั้นต้วนข่ายจะไม่ใช่แม่ทัพก็ตาม แต่บุคลิกก็ไม่ควรจะห่างกันมาก แต่มารดาไปคว้าเอาพลทหารมาจริงๆ หรือนี่?

แต่พอคิดๆ ดูแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ สามีอยู่ๆ ก็หายตัวไป มารดาน่าก็เหมือนจะมีความฝังใจว่าสตรีต้องออกเรือนอยู่ไม่น้อย ยิ่งในช่วงภาวะสบ้านเมืองไม่สงบก็ต้องเอาตัวรอด การที่นางจะรีบหาสามีก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

“ต่อมา…องค์ชายสิบห้าขึ้นครองบัลลังก์ แล้วบิดาบุญธรรมที่เป็นทหาร ก็ได้ถูกส่งมากำราบโจรสลัดที่ทะเลแถบนี้ กับคุมชายแดนกับพวกเกาซือที่ไม่ว่าผู้ใดมาที่นี่ก็ทำไม่ได้ จากนั้นก็แลกเกียรติยศนี้กับการรื้อฟื้นคดีของตระกูลต้วน จึงมีโอกาสล้างมลทินให้ตระกูล”

“หลังจากทุกอย่างสงบ…เขาก็เริ่มตามหามารดาเจ้า เรียกว่าพลิกแผ่นดินหา แต่สุดท้าย…กลับพบเพียงข่าวเก่าว่า อวี่เฟยซินตายแล้ว เพราะถูกโจรปล้นคาราวานฆ่า ตั้งแต่วันที่เขากลับไปจงหยวนเพียงไม่กี่วัน”

ตอนนี้เหยาอวี้งงไปหมด ไม่รู้จะถามส่วนไหนก่อนดี แต่คิดว่าเรื่องชื่ออวี่เฟยซินนั้น ฝานซูเมิ่งก็น่าจะไม่รู้เช่นกัน นางจึงถามอีกเรื่องแทน

“คาราวานหรือ?”

ฝานซูเมิ่งขมวดคิ้ว “เจ้าไม่รู้หรือ”

“มารดาเจ้าเป็นบุตรีคหบดีผู้หนึ่ง มีคาราวานเดินทางค้าขายตลอด”

เหยาอวี้ชะงัก ในใจอยากจะตะโกนออกมาจริงๆ ว่า

แม้แต่ตัวนางเอง…ยังไม่รู้ว่าตนคือผู้ใดกันแน่

แล้วจะไปรู้เรื่องอดีตของมารดาได้อย่างไร!

แต่สุดท้าย…นางเพียงส่ายหน้าเบาๆ ปล่อยให้เรื่องนั้นผ่านไป

ฝานซูเมิ่งนับนิ้วครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเอง

“ก็จริง…เจ้ายังเป็นเด็ก ไม่รู้ก็ไม่แปลก”

คำพูดนั้น ทำให้เหยาอวี้หน้ามุ่ยทันที ในใจแอบฮึดฮัด

เชอะ…เจ้าก็แค่สิบสี่ไม่ใช่หรือ! อายุร่างกายมากกว่าหน่อยเดียว คิดว่าแน่นักหรือไง

ข้า…ผ่านมาหลายภพหลายชาติ ยังไม่เคยอวดอ้างสักคำ

นางเบือนหน้าเล็กน้อย พยายามเก็บอารมณ์ แต่ในแววตากลับมีประกายขุ่นเคืองจางๆ ที่ยากจะปิดบังได้หมด

“เช่นนั้นเจ้าคือผู้ใด บุตรีของสหายท่องยุทธภพผู้นั้นหรือ” เหยาอวี้ถาม

ฝานซูเมิ่งส่ายหน้า “ข้าเป็นบุตรสาวชาวบ้านที่ถูกโจรภูเขาปล้นตายทั้งครอบครัว บิดาบุญธรรมนำกองทัพหลินหยวนไปปราบโจรพอดี อาจจะเพราะเขาสงสารข้ากระมัง จึงได้รับเลี้ยงไว้”

“ข้าเสียใจด้วย” เด็กหญิงแสดงสีหน้าสงสาร

“อืม แต่ชีวิตข้า ต่อมาก็ดีมาก มีข้าวกิน มีที่นอน และมีงานทำ คนเราเมื่อมีลมหายใจก็ต้องไปกันต่อ” ฝานซูเมิ่งไม่ค่อยมีเวลาให้คิดมากนัก เพราะเวลาส่วนใหญ่นางอยู่กับการฝึกฝนตนเอง และต้องการตอบแทนบุญคุณของหลิงหยวนโหว

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแรงดี แต่พอเมื่อมาพบมารดาบุญธรรมของตนแล้ว นางก็รู้แล้วว่าจะต้องทำตัวเช่นไรต่อไป

หากจางซื่อล่วงรู้ความคิดของฝานซูเมิ่งก็คงตะโกนถามมาว่า ช่วยถามข้าก่อนหรือไม่ ว่าอยากเป็นมารดาบุญธรรมเจ้าหรือไม่!

“แต่ท่านโหวได้ข่าวว่าอวี่เฟยซิน…ตายแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังตามหาอีกเล่า” เหยาอวี้ถาม

แต่ฝานซูเมิ่งกลับส่ายหน้า “เขามิได้ตามหานานแล้ว กระทั่งป้ายวิญญาณของอวี่เฟยซินยังอยู่ในศาลบรรพบุรุษที่จวนแม่ทัพเลย แต่เพราะตอนเจอเจ้า เขาจึงมีความหวังขึ้นมา ข้าจึงถูกส่งตามเจ้ามา เผื่อว่าจะเป็นหนึ่งในหมื่น[1]”

ความจริงตอนสืบเรื่องเหยาอวี้ก็รู้แล้วว่ามารดานาง ชื่อจางซื่อ เพียงเพราะความหวังอันน้อยนิดของคนแซ่ต้วน นางจึงต้องตามมาถึงเหออัน

แล้วก็เป็นหนึ่งในหมื่นนั้นจริงๆ …

“เรือนหงเหมยนั่น…” เหยาอวี้ทอดถอนใจ

เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีแต่สวนดอกเหมย หรือไม่ก็ดอกเหมยกุ้ยฮวา เพราะนั่นคือดอกไม้ที่มารดานางชอบ กระทั่งว่าตอนทำเครื่องประทินผล ยังผสมดอกไม้สองชนิดนี้เข้าไป เพื่อให้เกิดกลิ่นที่ตนชอบ

“น่าจะสร้างจากความชอบของมารดาเจ้า เขาเคยพูดว่า… ‘นางชอบ’ ”

เหยาอวี้ได้ฟังก็ยิ้งสะท้อนในอก

เฮ้อ…กระทั่งได้ข่าวแล้วว่าภรรยาของตนเสียชีวิต ท่านโหวยังยึดมั่นที่จะปลูกเรือนไว้ให้นาง ทั้งยังไม่แต่งงานใหม่ ถงฟางสักคนก็ยังไม่มี

เทียบกับมารดาตนแล้ว…

ถุยๆๆ ….คิดอะไรเนี่ย

นางเผลอคิดอกตัญญูต่อมารดาเสียแล้ว




 

[1] มาจากสำนวน หนึ่งหมื่นไม่กลัว กลัวหนึ่งในหมื่น หมายถึง เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้นไม่กลัว ชินชาเสียแล้ว แต่กลัวว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่ได้คาดคิด