ตอนที่ 18
ตอนที่ 18
ตอนที่ 18
รถม้าคันเล็กจอดหลังโรงเตี๊ยมอีกครั้งก็เป็นยามค่ำแล้ว ถนนด้านหลังเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีด ทั้งสามลงจากรถโดยไม่ให้ใครทันสังเกต
เมื่อเข้ามาในห้องเล็กด้านใน เหยาอวี้จึงวางถุงเงินลงบนโต๊ะไม้ เสียงก้อนเงินกระทบกันดังหนักแน่น นางแกะปากถุงออก เทก้อนเงินสีเงินวาวลงมาอย่างไม่รีบร้อน
ห้าสิบตำลึง
หลัวเหยาอวี้แบ่งเงินออกเป็นสามกองอย่างเรียบร้อย จากนั้นผลักเงินสิบตำลึงไปทางจินจื่อหาน และอีกสิบตำลึงไปทางจินเซียง
“ของพวกเจ้า”
จินเซียงตกใจ “มะ-มากเกินไปเจ้าค่ะ!”
จินจื่อหานเองก็รีบส่ายหน้า “พวกข้าเพียงติดตามมา มิได้ทำสิ่งใดขอรับ” เขาปฏิเสธอย่างนอบน้อม
“รับไว้เถิด” เหยาอวี้กล่าวเรียบๆ
แต่ทั้งสองกลับมองหน้ากัน ก่อนจะผลักเงินกลับมา
“รับไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ” จินเซียงกล่าวจริงจัง “ตั้งแต่หมออวี้อยู่ ร้านก็มีลูกค้ามากขึ้น เงินเข้ามากกว่าก่อนหลายเท่า พวกข้าแค่ตามไปถือพู่กันกับยืนเฝ้า ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย”
จินจื่อหานพยักหน้าเห็นด้วย
หลัวเหยาอวี้มองสองพี่น้องเงียบๆ ดวงตานิ่งแต่แฝงความพิจารณา จากนั้นนางก็หยิบเงินเหลือเพียงคนละห้าตำลึง ยัดใส่มือทั้งคู่โดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“นี่เป็นค่าเสียเวลา”
ทั้งสองชะงัก
“เวลา…?” จินจื่อหานมองเงินในมือสลับกับใบหน้าของเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้า แววตางุนงงชัดเจน
“เวลาก็มีค่าด้วยหรือเจ้าคะ” จินเซียงทวนคำอย่างงุนงง
หลัวเหยาอวี้มิได้ตอบ หรืออธิบายอะไร เพียงยกยิ้มบางๆ แต่ในใจนางกลับเอ่ยชัดเจน
มีสิ
นี่คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์
เงินทองหามาใหม่ได้
ชื่อเสียงสร้างขึ้นได้
แต่เวลา…
เมื่อผ่านไปแล้ว ไม่มีผู้ใดเรียกมันกลับมาได้อีกเลย
หลังเหตุการณ์ยามเซินผ่านไปเพียงสองวัน ข่าวในตำบลชิงเฟิงก็เริ่มกระเพื่อมอย่างเงียบงัน เรือนอนุซู่อิงปิดประตูเงียบผิดปกติ บ่าวเข้าออกระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม และที่สำคัญ เทียบยาจากเรือนนั้นถูกส่งไปซื้อสมุนไพรตามร้านต่างๆ ในตำบลอย่างระวังยิ่ง
แม้เทียบยาที่ส่งออกมาจะเป็นเพียงยารักษาโรคชี่พร่องโลหิต และโรคจุดซ่อนเร้นสตรี ทว่าคนของร้านยาหยางจี้กลับถูกสั่งกำชับให้จับตาดูเป็นพิเศษ
คำสั่งนั้นมาจากหยางซื่อ หรือก็คือฮูหยินเถียน
นางมิได้กล่าวหาสิ่งใดตรงๆ เพียงเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “หากมีเทียบยาจากเรือนเถียนไม่ว่าผู้ใดเข้ามา ให้จดจำไว้” น้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความหมายชัดเจน
เช้าวันนี้ ร้านยาหยางจี้คึกคักตามปกติ กลิ่นสมุนไพรตากแห้งลอยปะปนกับกลิ่นชะเอมและโกฐหัวบัว
หลัวเหยาอวี้เดินเข้ามาในร้านโดยมิได้คลุมผ้าปิดหน้าตามปกติ เพราะทุกครั้งก่อนออกจากโรงเตี้ยมนางจะออกประตูหลัง เสมือนพนักงานทั่วไปในโรงเตี้ยม เพราะหากออกมาข้างนอกด้วยตัวตนหมออวี้คงยากที่จะใช้ชีวิตตามปกติ
เด็กหญิงวัยแปดขวบในชุดเรียบง่าย หน้าตาสดใส ดวงตาใสแจ๋ว ต่างจากภาพหมอเทวดาน้อยที่ผู้คนเล่าขาน หากผู้ใดไม่รู้จัก คงคิดว่าเป็นเพียงเด็กหญิงมาซื้อยาให้ผู้ใหญ่
ทว่าหมอลู่ที่ยืนจัดลิ้นชักสมุนไพรอยู่ด้านในกลับชะงักมือไปครู่หนึ่ง
เขาจำได้
วันแรกที่เจอเด็กหญิงคนนี้ นางคือผู้ที่วินิจฉัยอาการได้เฉียบขาด และสั่งเทียบยาอย่างสมดุลจนเขาเองยังต้องทบทวนตำราเพิ่มเติมหลังจากนั้น ดังนั้นเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับหมออวี้น้อยลึกลับที่โรงเตี้ยมจินฟู่ เขาก็คาดเดาตัวตนนี้ได้มากกว่าแปดส่วนแล้ว
หมอลู่รู้สึกอึกอักเล็กน้อย ลึกๆ เขาเอ็นดูเด็กคนนี้
เถ้าแก่หยางเองก็คงรู้ เพราะล้วนอยู่ในเหตุการณ์สำคัญนี้ทั้งคู่
แต่ทั้งคู่ต่างทำเป็นเลอะเลือน และเลือกที่จะไม่พูดเกี่ยวกับพวกนาง เพราะสองแม่ลูกนี้คงมีเหตุผลที่ไม่อยากเปิดเผยตัว
“มาซื้อสมุนไพรหรือ” เถ้าแก่หยาง ผู้จัดการร้านออกมาต้อนรับเช่นเคย
หลัวเหยาอวี้พยักหน้า
“ต้องการไป๋จื่อสามตำลึง[1] ไป๋ฝูหลิงสองตำลึง หวงฉีผงครึ่งตำลึง จูซาห้าเฉียน และดอกเหมยแห้งหนึ่งห่อ”
ทั้งเถ้าแก่หยาง และหมอลู่ต่างชะงัก เพราะหลายวันมานี้ยังตามหาเบาะแสจากเทียบยาของคนใช้อนุซู่อิงไม่ได้ เมื่อได้พบหลัวเหยาอวี้ ที่พวกเขาสองคนคาดเดาแล้วว่าคือหมออวี้แน่นอน แม้ในใจจะคิดไว้แล้วว่าจะไม่เปิดเผยนาง เพราะไม่อยากให้สองแม่ลูกพบเจอความลำบาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สนใจ และสืบหาข้อมูลจากสมุนไพรที่แม่นางน้อยผู้นี้มาสั่งซื้อ
ทว่ารายการที่นางเอ่ยนั้น…
ไม่มีแม้แต่ตัวยาเกี่ยวกับสตรี
ไม่มีตัวยาขับเลือด
ไม่มีตัวยาบำรุงครรภ์
ไม่ว่าจะไป๋จื่อ ไป๋ฝูหลิง หวงฉีผง ล้วนแต่ช่วยเรื่องผิวพรรณ ส่วนจูซาก็ใช้แต่งสีกับใช้ภายนอก ส่วนดอกเหมยนั้นก็ช่วยเรื่องกลิ่นเป็นส่วนใหญ่
หากบอกว่านางจะทำครีมบำรุงผิวยังจะเข้าใจได้มากกว่า…
หรือว่าแท้จริงแล้วอนุซู่อิงกังวลเรื่องผิวพรรณกัน?
เถ้าแก่หยางพยักหน้าให้เด็กในร้านไปจัดสมุนไพรตามที่หลัวเหยาอวี้ต้องการ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแห่งการค้าเช่นเคย แต่ในใจกลับคร่ำครวญหนักว่าสมุนไพรเหล่านี้ยังสามารถทำสิ่งใดได้บ้างอีก แต่กลับไม่พบสิ่งใดให้คิดต่อได้เลย
หลัวเหยาอวี้ยืนรอเด็กในร้านจัดสมุนไพรโดยไม่สนอาการหมกหมุ่นของทั้งเถ้าแก่และหมอประจำร้าน อีกทั้งยังไม่สนใจว่าตัวตนของนางจะถูกสองคนนี้ล่วงรู้ได้ไม่ยาก เพราะถึงอย่างไรหลัวเหยาอวี้ก็ไม่ได้คิดจะปกปิด หรือจะเปิดเผยแต่อย่างใด ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะนางไม่ได้สำคัญตัวเองถึงเพียงนั้น ก็แค่หมอหญิงผู้หนึ่ง
เพียงแต่ว่าในยุคนี้เกิดเป็นสตรีนั้นช่างลำบาก ยิ่งการเป็นหมอหญิงแล้วด้วย ดังนั้นการที่ต้องปิดหน้าออกตรวจโรคนั้นก็เป็นสิ่งที่สมควรทำ
และต่อให้มีคนรู้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ยังมีเวลาให้นางได้มีเวลาปกติทั่วไป เพราะคนที่ทราบว่านางกับหมออวี้คือคนเดียวกันก็มีไม่มากนัก
อีกอย่าง กระดาษมิอาจห่อไฟ และนางก็ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดจะปิดทุกอย่างด้วยฝ่ามือเดียวได้ ดังนั้นจึงไม่ได้กังวลเรื่องตัวตนของตัวเองถึงเพียงนั้น แค่เพียงหาความสบายใจในการตรวจโรค และรักษาคนไข้เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองกับมารดา เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นความรู้ติดตัวมาที่จะทำให้นางสร้างรายได้ได้
เถ้าแก่หยาง และหมอลู่ละล้าละลังภายในใจกันจนสับสนไปหมด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เอ่ยถามเรื่องในเรือนอนุของตระกูลเถียนออกไป เพราะถือว่าอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน และผู้ใหญ่สองคนจะให้ไปหลอกถามเด็กหญิงก็ดูจะไร้ซึ่งสิ่งที่วิญญูชนพึงมี อีกทั้ง เด็กหญิงที่พวกเขาจะหลอกถามนั้นก็มิใช่สามัญ ไม่แน่ว่าอาจถูกนางรู้ทันขึ้นมาจะยิ่งมองหน้าไม่ติดกันไปอีก และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเด็กหญิงผู้นี้จะล่วงรู้ถึงความซับซ้อนของเส้นสายภายในตำบลด้วยหรือไม่
ทั้งยังกล้าเดินมาซื้อสมุนไพรที่ร้านอีกโดยไม่คิดปิดบังหรือเกรงกลัวใดใด
ทำให้พวกเขาสับสนมากว่าเพราะนางไม่ทราบจริงๆ หรือเพราะไม่สนใจกันแน่…
เด็กในร้านยื่นห่อสมุนไพรที่จัดเรียบร้อยแล้วให้ กระดาษสีน้ำตาลห่อแน่นด้วยเชือกป่าน
หลัวเหยาอวี้รับมาอย่างสงบ ชั่งน้ำหนักในมือเพียงครู่หนึ่งก็รู้ว่าปริมาณไม่ขาดไม่เกิน เรื่องพวกนี้นางคุ้นเคยซะยิ่งกว่าลายมือของตัวเองเสียอีก
นางวางเงินตามราคาลงบนโต๊ะ “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เสียงใสตามวัย
เถ้าแก่หยางยิ้มตอบตามมารยาทการค้า หมอลู่เองแม้จะมีลูกค้าในร้านเข้ามาปรึกษาโรคอยู่ข้างๆ เขาก็ยังแบ่งสมาธิมาอย่างไม่อาจห้ามใจไหว
ทั้งสองต่างจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเด็กหญิงผู้นั้น หวังจะเห็นพิรุธสักเสี้ยว หวังจะเห็นแววตาลุกลี้ลุกลน หรือความรีบร้อนผิดปกติ
แต่ไม่มี
หลัวเหยาอวี้เพียงหันหลัง เดินออกจากร้านอย่างธรรมดา แสงแดดยามสายสาดลงบนแผ่นหลังเล็กๆ นั้น
[1] ไป๋จื่อสามตำลึง ตำลึงในส่วนนี้คือ ตำลึง (两) ≈ 10 เฉียน (钱) เป็นหน่วยน้ำหนักที่ไม่ใช่หน่วยเงิน โดยอ้างอิงจากน้ำหนักของ 1 ตำลึงเงิน จะอยู่ที่ 10 เฉียน หรือประมาณ 37–38 กรัม (ตามมาตรฐานยุคราชวงศ์หมิง–ชิง) ดังนั้นคำว่า ตำลึง นอกจากจะเป็นหน่วยเงินแล้ว ยังใช้บอกน้ำหนักได้อีกด้วย
เวลาหมอสั่งซื้อยา จะใช้ “ตำลึง” เป็นหน่วยชั่งสมุนไพรในอดีต
ตัวเทียบน้ำหนักอื่นๆ ดังนี้ 1 ชั่ง = 16 ตำลึง (≈ ประมาณ 600กรัม)
1 ตำลึง = 10 เฉียน (≈ ประมาณ 37–38 กรัม)
1 เฉียน = 10 เฟิน (≈ ประมาณ 3.7 กรัม)
1 เฟิน = 0.37 กรัม