ตอนที่ 178
ตอนที่ 178
ตอนที่ 178
ในยามเช้าหลิงหยวนโหวก็ไม่อยู่ที่เรือนป่าไผ่แล้ว แต่ฝานซูเมิ่งได้บอกนางแล้วว่าเขาไปพักที่จวนรับรองในเหออันเงียบๆ ในฐานะพลทหารผู้หนึ่ง
เพราะแม้ว่าจะเป็นเหออัน แต่หลิงหยวนโหวที่ควรจะอยู่เมืองหลิงหยวนก็ไม่ควรปรากฎตัวโดยไม่มีภารกิจ หรือคำสั่งจากราชสำนัก เพราะแม่ทัพห้ามละทิ้งกองทัพหรือค่ายทหารโดยพลการ การเคลื่อนย้ายกองกำลังหรือการออกจากที่ตั้งโดยไม่มีคำสั่งจากส่วนกลางอาจถูกสงสัยว่าก่อกบฏได้
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าบุรุษผู้นี้ยอมเสี่ยงเพียงใด เพื่อมาให้เห็นมารดาของตนกับตา
“แล้วท่านโหวจะกลับเมื่อใด” เรื่องนี้ทำนางกลุ้มใจกว่าตอนรักษาเจียงมู่ไป๋เสียอีก
“รอกลับพร้อมมารดาเจ้า” ฝานซูเมิ่งตอบกลับโดยไม่ต้องคิดเลย
จะเป็นไปได้หรือ?
เหยาอวี้คิดในใจ
..
..
ทว่ากลับเป็นไปได้จริงๆ
“ท่านจะไปเมืองหลิงหยวน!” เหยาอวี้ตกใจเมื่อรับรู้ความตั้งใจของมารดา
เด็กหญิงมองนางเหมือนเป็นของประหลาด
ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจว่า “เขา…ไม่ได้ทำอะไรท่านใช่หรือไม่”
จางซื่อจิ๊จ๊ะเล็กน้อยพร้อมใบหน้าขึ้นสี ก่อนจะแสร้งดุบุตรสาว “เจ้ายังเด็กจะรู้เรื่องอะไร”
‘ขอบคุณมาก…ที่ยังรู้ว่าข้ายังเด็ก’
เหยาอวี้บ่นมารดาในใจให้กับวีรกรรมมากมายในอดีต
“อะแฮ่ม…ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องอยู่ที่เหออัน ข้าจะไปที่ใดก็ได้”
ดูหมือนว่ามารดาจะมีปัญหากับเหออันมากจริงๆ เหยาอวี้ฟังโดยไม่พูดแทรก
“อาข่าย…เอ่อ ท่านโหวบอกข้าแล้วว่ากลับไปจวนของเขาก่อน ไว้สักพักแล้วเขาจะพาข้าไปเที่ยวที่เจียงหนานอีก ยามนั้นค่อยไปเจอเจ้าที่นั่นก็ได้ …ไม่ใช่ว่าเจ้าเคยเล่าเรื่องเรือนหงเหมยนั่นหรือ ข้าก็อยากไปดูเองสักหน่อย” จางซื่อบอกอย่างเพ้อฝัน
นี่คือรายการฮันนีมูนของคู่บ่าวสาวหรือ?
เหยาอวี้ฟังจนเหมือนตัวเองโง่งมไปแล้ว
สรุปนางจะกังวลไปเพื่ออะไร นี่มันคือการป้อนอาหารหมาชัดๆ
“ท่านแม่ ช่วยจริงจังหน่อยจะได้หรือไม่ นั่นคือหลิงหยวนโหวเชียวนะ ท่านจะไปอยู่กับเขาในฐานะอันใด” เหยาอวี้รู้สึกอยากกลั้นใจตายเสียเดียวนี้
“ก็อยู่เท่าที่อยู่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าเมืองหลิงหยวนก็คือถิ่นเขาหรือ ผู้ใดเล่าจะกล้าทำอะไรข้าได้” จางซื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เหมือนคนไม่คิดมากอันใด แต่ในความไม่ลึกซึ้งนั้นกลับแฝงปรัชญาการใช้ชีวิตที่แยบยลจนเหยาอวี้ก็เถียงไม่ออก
เมื่อเห็นบุตรสาวยังมีสีหน้ากังวล จางซื่อก็ถอนหายใจออกมา “เหยาอวี้สตรีสักวันก็ต้องแต่งงาน การเป็นสตรีที่โดดเดี่ยวกันยุ่งยากและลำบากมาก” พูดถึงตรงนี้ก็มองฝานซูเมิ่งแล้วไม่สนใจชั่วคราว ก่อนลดเสียงลงเหมือนพูดกันแค่สองคน
“เจ้าก็เห็นว่าเขาหลงข้าเสียยิ่งกว่าอะไร หนีให้ตายก็ไม่พ้นหรอก มีแต่จะเดือดร้อนกันไปทั้งสองฝ่าย อยู่กับเขาไปก็ย่อมไม่ลำบาก เมื่อก่อน…หากข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ใยจะต้องพึงครอบครัวสัปปะรังเคแซ่หลัวนั่น จะไม่ยอมให้เจ้าต้องมีชีวิตที่ลำบากแน่นอน”
เหยาอวี้กระพริบตาปริบๆ เถียงไม่ออกสักประโยค
“ชีวิตข้าก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นเช่นนี้ การออกเรือนนั้นดีจริงๆ” กล่าวถึงตรงนี้ก็มองบุตรสาวอย่างหมายมั่น “เจ้าก็ควรไปกับข้า ต่อไปเจ้ามีพ่อบุญธรรมเป็นหลิงหยวนโหว ลูกเขยที่ดีย่อมมีมาให้ข้าเลือกไม่ต่างจากหัวผักกาด รับรองว่าเจ้าจะต้องมีชีวิตแต่งงานที่ดีแน่นอน”
เฮ้อ…เหยาอวี้ถอนหายใจจนรู้สึกว่าอายุขัยสั้นลงนับสิบปีแล้ว
มองมารดาที่แสดงตัวอย่างของการออกเรือนที่ดีเช่นนี้ นางก็ถึงกับพูดไม่ออกจริงๆ
“ข้าอยู่ในผังตระกูลเจียงแล้ว ข้าจะอยู่ที่นี่แหละ” เหยาอวี้บอกเลี่ยงๆ ความจริงก็คือนางจะไม่ไปเหมืองหลิงหยวนแน่นอน ที่เหออัน และเจียงหนานยังมีอะไรให้นางทำอีกมาก
จางซื่อชะงักชั่วครู่ ก่อนพึมพำเหมือนคุยกับตัวเอง “นั่นสินะ…เจ้าไม่ควรมีเขาเป็นพ่อบุญธรรม” จากนั้นก็แสดงสีหน้ายุ่งยากใจ เหมือนมีเรื่องที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้
“เช่นนั้นท่านจะแต่งงานกับท่านโหวหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ถาม
ทว่าจางซื่อรีบส่ายหน้าตกใจ “ข้าจะแต่งกับเขาได้อย่างไร”
“เหตุใดจะไม่ได้ ยามนี้ท่านเป็นม่าย ทั้งยังไม่มีผังตระกูลอีก แต่งงานใหม่ก็ไม่เห็นจะเป็นอันใด” เพราะจางซื่อก็ไม่ได้เข้าผังตระกูลเจียงเหมือนนาง
หากพูดตามความเข้าใจคนปัจจุบัน ก็คือไม่มีทะเบียนบ้านอยู่ นี่แทบไม่ต่างจากคนจร
“มีอาข่ายอยู่จะสนใจเรื่องผังตระกูลไปไย” จางซื่อไม่สนใจจริงๆ เพราะรู้ดีว่าต่อให้ตนสนใจก็ยังมีปัญหาอยู่อีกอักโขให้แก้ ดังนั้นทิ้งเรื่องแต่งงานและผังตระกูลไว้อย่างนั้นแล้วกัน
แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้… ไม่เห็นจะต้องหาเรื่องวุ่นวายให้ตน
เหยาอวี้อยากจะถอนหายใจอีกแล้ว นางยกมือกุมขมับอย่างอดไม่อยู่
เนื่องจากยังมองไม่ออกว่าแท้จริงเรื่องราวมันเป็นเช่นไรกันแน่ เพราะมันดูยุ่งเหยิงซับซ้อนไปหมด
หากมีโอกาสพามารดาไปยุคสองพันสักครั้ง นางก็อยากจับเข้าเครื่องสแกนสมองสักที
ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเช่นไร เหตุใดจึงมักทำเรื่องให้คนพูดไม่ออกอยู่ร่ำไป
“หรือว่าเพราะท่านเคยแต่งกับเขาไปแล้ว จึงแต่งอีกไม่ได้” เหยาอวี้จำเรื่องนี้ได้ “ชื่ออวี่เฟยซินนั่น คือชื่อปลอมท่านหรือ” นางเดา
“นั่นคือชื่อท่านป้าของเจ้า ความจริงข้าก็หลอกเอาชื่อนางมาใช้จริงๆ นั่นแหละ” พูดถึงตรงนี้จางซื่อก็ขอบตาแดง “นางอายุสั้นนัก ไม่สิ…ทุกคนต่างอายุสั้น” นางถอนหายใจแล้วทำตัวไม่ถูก “มีเพียงข้าที่รอดตายเพราะไปแอบดูผู้ชายที่ค่ายทหาร”
กล่าวถึงตรงนี้ก็อึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือไม่ ตอนที่นางกลับมาที่คาราวาน ทุกอย่างก็ไม่ทันเสียแล้ว ไม่คิดว่าโจรพวกนั้นจะอุกอาจนัก
สะใจจริงๆ ที่เมื่อคืนอาข่ายบอกว่าแก้แค้นให้นางแล้ว เพราะเขาบุกทำลายรังโจรพวกนั้นจนพังพินาศ จนศีรษะของพวกมันกองสูงเท่าภูเขาขนาดหย่อม
แต่พอนึกถึงตรงนี้นางก็อกสั่นขวัญแขวนเล็กน้อย ความจริงที่ค่ายทหารนั้นนางไปดูหมอทหารต่างหาก ชายหนุ่มที่ดูสุภาพ เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาความรู้ ทั้งยังรักษาอาการไอเรื้อรังของบิดานางจนหายดี นางชอบบุรุษเช่นนี้มากกว่า
แต่เพราะผิดพลาดนางวางยาผิดคน หมอหนุ่มที่นางหมายมั่นว่าจะออกเรือนกับเขา ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นสหายเขาที่มักก่อบรรยากาศอึมครึมเช่นต้วนข่ายผู้นี้แทน
ด้วยนิสัยของเขาย่อมต้องรับผิดชอบนาง
แต่ผู้ใดต้องการกัน!!
ขอแค่เขาลืมๆ มันไปจะเป็นเรื่องดีแก่นางด้วยซ้ำ
เฮ้อ ช่างเป็นอดีตที่ไม่น่าจดจำจริงๆ
“ท่านแม่ ข้าขอคารวะท่านจากใจจริง” ชีวิตนางว่าพิศดารแล้ว ยังยากที่จะเทียบกับจังหวะชีวิตของมารดาของร่างนี้จริงๆ
นั่นน่าจะเป็นตอนหลังแต่งงานกับหลิงหยวนโหวแล้วด้วยซ้ำ เดาว่าคงเป็นช่วงที่ตระกูลต้วนเกิดเรื่อง แล้วหลิงหยวนโหวจำต้องจากไป
ไม่คิดเลยว่ามารดาตนจะรีบหาสามีใหม่รวดเร็วถึงเพียงนี้
แน่นอนว่าจางซื่อไม่เข้าใจความนัย คิดว่าเป็นคำชื่นชมจากบุตรสาว นางจึงยิ้มรับไม่คิดมาก ก่อนจะหันมามองฝานซูเมิ่งอย่างจริงจัง
ต้วนข่ายบอกนางว่านี่คือบุตรสาวที่เขารับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่ก็ไม่ได้รับเข้าผังตระกูล เสมือนเป็นการดูแลเด็กกำพร้าผู้หนึ่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็เรียกเขาว่า บิดาบุญธรรม
คิดแล้วชีวิตของเด็กสาวผู้นี้ก็คล้ายนาง เพราะต่างถูกโจรสังหารครอบครัวเหมือนกัน
“ท่านโหวบอกว่าเจ้าแปลงโฉมอยู่หรือ” นางถาม
“เจ้าค่ะท่านแม่บุญธรรม” ฝานซูเมิ่งอยู่เป็นอย่างมาก สามารถเรียกจางซื่อได้อย่างไม่ขัดเขิน
“ไหนเจ้าไปล้างเครื่องประทินผิวสิ” จางซื่อบอกทันทีอย่างตื่นเต้น
เหยาอวี้ได้ยินก็หัวเราะ นิสัยเช่นนี้…ช่างคล้ายกับนางไม่มีผิด
ฝานซูเมิ่งอิดออดเล็กน้อย แต่ก็ออกไปล้างหน้า
ไม่นานนัก…นางก็กลับเข้ามา
แสงอรุณส่องต้องใบหน้าเผยความงามที่แท้จริง ผิวขาวเนียนดุจหยกใส ไร้การแต่งแต้ม ดวงตาดำขลับสดใส รับกับคิ้วเรียวโก่งอย่างเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากระเรื่อดูนุ่มนวล
งดงามน่ารักสมวัย เพราะอีกเพียงปีเดียวก็พร้อมปักปิ่น
ทว่าในความอ่อนเยาว์นั้น กลับมีแววตาที่มั่นคง และท่วงท่าที่ตั้งตรง ให้ความรู้สึกองอาจแฝงอยู่บางเบา
งาม…แต่ไม่อ่อนแอ
จางซื่อมองแล้วพึงพอใจยิ่งนัก
“ดีจริงๆ” นางพยักหน้าซ้ำ ก่อนตบอกตนเอง “ในเมื่อเรียกข้าว่าท่านแม่ เรื่องออกเรือนของเจ้าก็ไม่ต้องห่วง!”
เหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้นหัวเราะทันทีเหมือนเจอเพื่อนร่วมชะตากรรม
ส่วนฝานซูเมิ่งนิ่งค้างเหมือนถูกสะกัดจุด
เป็นครั้งแรกที่ฝานซูเมิ่งอย่างถอนคำพูดยิ่งนัก
หากท่านชื่นชอบการออกเรือนขนาดนี้ เหตุใดไม่ทำอาชีพแม่สื่อไปเลยเจ้าคะ!
หลิงหยวนโหวลงมือรวดเร็วจริงๆ เสมือนว่าการเจอกันยามเช้านั้น เป็นเพียงเส้นขีดสุดท้ายในการรอคอยของเขา เพื่อให้มารดากับนางได้ร่ำลากัน
ก่อนไปต้วนข่ายผู้นั้นยังถามเจียงมู่ไป๋ว่า ‘อยากเป็นทหารหรือไม่’ แต่ชายหนุ่มกลับปฏิเสธ ด้วยการตอบว่า ‘กำลังจะสอบเซียงซื่อในเดือนหน้า’
พอได้ยินเช่นนี้ก็นึกถึงความสามารถในการวางแผนนโยบายต่างๆ ในช่วงน้ำท่วม เขาจึงยอมพยักหน้าแล้วจากไปแต่โดยดี
เรือนป่าไผ่กลายเป็นเรือนร้างในทันที กระทั่งว่าหม้อปรุงเครื่องประทินผิวสักใบ เขายังขนไปที่หลิงหยวนทั้งหมด
กระทั่งเพื่อบรรเทาความไม่สบายใจของจางซื่อ เขายังทิ้งฝานซูเมิ่งไว้ข้างกายเหยาอวี้โดยไม่อาลัยสักนิด เป็นเหตุให้ตูเว่ยแห่งกองทัพหลิงหยวนต้องถูกปลดประจำการชั่วคราวด้วยประการละฉะนี้
การกระทำของหลิงหยวนโหว ก็เป็นอีกคนที่ทำเอาเหยาอวี้พูดไม่ออกหัวเราะไม่ได้อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว
ทั้งคนทั้งของ จากไปหมดแล้ว แม้แต่เฉียนซื่อยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
สุดท้ายภาระจึงมาตกอยู่ที่นาง ว่าจะหาเหตุผลใดมาตอบคำถามสำหรับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของมารดาตน!