ตอนที่ 179
ตอนที่ 179
ตอนที่ 179
“จางซื่อกลับบ้านเก่าไปแล้วหรือ” เฉียนถามขึ้นทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “เหตุใดจึงได้ปุบปับเช่นนี้ กระทั่งไม่ร่ำลากันก่อน”
คำถามนั้น…ไม่มีผู้ใดตอบได้อย่างตรงไปตรงมา
แม้แต่คนที่ได้ร่ำลาแล้วก็ยังตั้งตัวไม่ทัน เช่นนั้นคนที่ไม่รู้เรื่องย่อมตกใจเป็นเรื่องปกติ
เหยาอวี้เม้มปากเล็กน้อย เพราะเรื่องราวเมื่อคืน…ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ อีกทั้งคนรู้น้อยจะลดความยุ่งยากได้มากกว่า แม้ว่านางจะเชื่อใจเฉียนซื่อก็ตาม
เจียงมู่ไป๋จึงเป็นผู้รับหน้าขึ้นแทน น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา
“ท่านน้าจางบอกเพียงว่ามีเรื่องด่วนที่บ้านเก่า จึงต้องรีบเดินทางไปขอรับ ท่านถามเอากับอวี้เอ๋อร์…ก็คงไม่ได้ความมากนัก”
คำตอบนั้นไม่มากไม่น้อย พอจะคลายความสงสัยได้ แต่ก็ยังเว้นช่องว่างบางอย่างไว้โดยจงใจ
เฉียนซื่อฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ความแปลกใจค่อยๆ จางลง แทนที่ด้วยความเข้าใจในโลกมากขึ้น
“เอาเถอะ…” นางพึมพำ “ผู้คนล้วนมีชีวิตของตน”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับสะท้อนความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คิดว่าหากเจียงจื่อหรงรู้เรื่องคงจะตกใจเช่นกัน
เฉียนซื่อจึงกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ความคิดของนางก็หันไปสู่เรื่องที่สำคัญกว่า
“เช่นนั้น…” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “การผสมดีเกลือจะทำเช่นไร แค่ข้าคนเดียว…เกรงว่าจะทำไม่ทัน”
คำถามนี้คือหัวใจของการผลิตเต้าหู้ทั้งหมด หากขาดดีเกลือ เต้าหู้ก็ไม่อาจจับตัวเป็นก้อนได้
เจียงมู่ไป๋จึงตอบทันที ราวกับคิดเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่แรก
“เรื่องนี้…ท่านไม่ต้องทำเช่นกันขอรับ ข้ามีคนที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง จะให้เขาเป็นผู้ดูแลโรงงาน รวมถึงสูตรดีเกลือทั้งหมดด้วย เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยการวางแผนล่วงหน้าที่รอบคอบ
เพราะอย่างไรเสีย เมื่อการผลิตย้ายไปสู่โรงงานใหม่ ที่อาไฉเพิ่งจัดหาไว้
การให้เฉียนซื่อทำทุกอย่างเพียงลำพัง ย่อมเป็นไปไม่ได้ เขาจึงแก้ปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
เฉียนซื่อฟังจบ ก็พยักหน้าช้าๆ ความกังวลคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“เช่นนั้นก็ดี” นางกล่าวอย่างโล่งใจ ก่อนจะยิ้มบาง “ข้าจะได้คิดแค่สูตรอาหารในแต่ละวันก็พอ”
งานในครัว คือสิ่งที่นางถนัดและคุ้นเคยที่สุด
แม้เจียงมู่ไป๋จะหายดีแล้ว นางก็ยังลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ความเคยชินนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยน
เพราะบางสิ่ง…มิใช่หน้าที่ แต่เป็นความผูกพัน
เหยาอวี้ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ พลันยิ้มกว้างขึ้นมา
ความคิดเรื่องมารดาที่เพิ่งจากไป เลือนหายไปชั่วขณะ
“กับข้าวของท่านแม่บุญธรรมอร่อยที่สุดเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ไร้ความกังวลเหมือนเมื่อครู่
เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ
บรรยากาศในเรือนป่าไผ่จึงค่อยๆ กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
และบางที…เรื่องจริงก็เป็นเช่นนั้น
เพราะแม้ผู้คนจะจากไป แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อ
เพียงแค่…มีอาหารอร่อยสักมื้อหนึ่ง ก็สามารถเยียวยาหัวใจ ให้ก้าวผ่านวันเวลาไปได้แล้ว
เรื่องกินสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่งจริงๆ
แล้วก็เป็นอย่างที่ฝานซูเมิ่งกล่าวไว้ คนเราเมื่อมีลมหายใจก็ต้องไปกันต่อ
ยามซื่อแสงแดดยังอ่อนโยน เหยาอวี้กับเจียงมู่ไป๋จึงนั่งรถม้าไปยังจวนพาน ตามเทียบเชิญของพานเหยียนซูและฮูหยินพาน
จวนพานแม้จะผ่านการเก็บกวาดแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยของอุทกภัยให้เห็นอยู่ไม่น้อย กำแพงบางส่วนมีคราบน้ำเป็นเส้นสูงต่ำ พื้นอิฐบางช่วงยังคงหม่นหมอง
ทว่าหากเทียบกับจวนอื่นๆ แล้ว ที่นี่นับว่าดีกว่ามาก เพราะตระกูลพานเริ่มเตรียมการอพยพตั้งแต่เนิ่นๆ
ทั้งคู่เดินตามบ่าวรับใช้ที่นำทางอย่างไม่เร่งรีบ
ระหว่างทาง เหยาอวี้เหลือบไปเห็นกองซากไม้กองหนึ่ง ดูเหมือนจะเคยเป็นชั้นวางของ หรือชั้นหนังสือ แต่ยามนี้กลับแตกหัก กระจัดกระจาย
ท่ามกลางเศษไม้นั้น มีตะเกียงน้ำมันที่บิดเบี้ยววางปะปนอยู่ เหมือนถูกน้ำซัดและแรงกระแทกจนเสียรูป
เหยาอวี้ชะงักฝีเท้าเพียงครู่ จมูกเล็กขยับเล็กน้อย กลิ่นบางอย่าง…ลอยแตะปลายประสาทของนาง
หากเป็นคนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกต แต่สำหรับนาง กลิ่นนั้นชัดเจนเกินไป
“ตะเกียงน้ำมันนี้…เป็นของเรือนผู้ใดหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเรียบๆ
บ่าวรับใช้ไม่ทันระวังอะไร จึงตอบไปตามจริง
“เป็นของห้องหนังสือของนายท่านขอรับ ท่านท่านบอกว่าหากใช้ไม่ได้แล้ว ให้ทำความสะอาดแล้วค่อยนำเป็นเก็บที่ห้องเก็บของขอรับ”
คำตอบนั้นทำให้แววตาของเหยาอวี้เปลี่ยนไปเพียงชั่วพริบตา แต่ก็กลับสู่ความสงบนิ่งดังเดิมอย่างรวดเร็ว
ไม่มีผู้ใดทันสังเกต
มีเพียงความคิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจนาง
กลิ่นนั้น…มิใช่น้ำมันตะเกียงธรรมดา แต่มันคือเก๋อเกิน
สมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นเถาไม้เลื้อยที่มีหัวอยู่ใต้ดิน ในวงการแพทย์ถือว่ามีฤทธิ์ปรับสมดุล
แต่หากใช้ผิดวิธี…กลับให้ผลตรงกันข้ามอย่างน่ากลัว
โดยเฉพาะกับบุรุษ มันมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หากสูดดมในปริมาณเล็กน้อย ย่อมไม่เป็นอันตราย แต่หากสะสมเป็นเวลานาน จะค่อยๆ กดพลังหยางในร่างกาย
ทำให้ความต้องการลดลง และส่งผลต่อความแข็งแรงของเชื้อสายโดยตรง
เหยาอวี้ก้มมองตะเกียงเพียงครู่ ก่อนจะละสายตา ในใจกลับเย็นวาบ
ไม่แปลกเลย…เหตุใดฮูหยินพานจึงไม่อาจตั้งครรภ์ได้
ที่ผ่านมา ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นปัญหาของสตรี
แต่เป็นไปอย่างที่นางคาดเดา…ต้นเหตุอยู่ที่พานเหยียนซู เพียงแต่เพราะเกิดเรื่องมากมายเกินไป กระทั่งนางเองก็ลืมสืบหาสาเหตุนี้
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เขาเองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะคงจุดเฉพาะกลางคืนที่อยู่ห้องหนังสือ จากนั้นก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยนผ้านอน นางจึงไม่เคยได้กลิ่นนี้จากตัวของพานเหยียนซูมาก่อน
เหยาอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย เก็บงำความคิดทั้งหมดไว้ภายใน สีหน้ากลับมาเรียบเฉย ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
มีเพียงเจียงมู่ไป๋ที่จูงนางอยู่ด้านข้างและใส่ใจนางเสมอ ย่อมพบเห็นความผิดปกตินี้
“มีอันใดหรือไม่” เขาถาม
“ไว้รอเจอท่านลุงพานแล้วคุยพร้อมกันเถิดเจ้าค่ะ” เรื่องนี้นางไม่อยากให้บ่าวคนอื่นๆ รู้ด้วย ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้านาย
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงรับแขกของจวนพาน บรรยากาศภายในแม้จะถูกจัดแต่งใหม่จนเรียบร้อย แต่ก็ยังแฝงร่องรอยความวุ่นวายจากวันก่อนอยู่จางๆ
กลิ่นไม้ชื้นที่ยังไม่ทันจางหายดี ผสานกับกลิ่นกำยานอ่อนๆ ที่จุดไว้ขับไล่ความอับ ทำให้โถงกว้างดูเงียบสงบ หากแต่ไม่ถึงกับผ่อนคลาย
ยังไม่ทันที่บ่าวจะเอ่ยรายงานให้ครบถ้วน
ร่างของสตรีผู้หนึ่งก็รีบก้าวออกมาจากด้านในเสียก่อน
“อวี้เอ๋อร์!”
ฮูหยินพานเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงยินดี นางถึงกับเดินมารับถึงหน้าประตูห้อง สีหน้าที่เคยหม่นหมองจากเรื่องในจวน ยามนี้กลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่
เหยาอวี้เองก็ยิ้มตอบอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะค้อมกายเล็กน้อย
“คารวะป้าพานเจ้าค่ะ”
ฮูหยินพานรีบประคองนางขึ้นทันที พลางมองสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับอยากแน่ใจว่านางยังปลอดภัยดี
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้ามาก็ดีแล้ว”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ด้านในโถง พานเหยียนซูนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน เขาไม่ได้ออกไปว่าราชการเช่นวันอื่น หากแต่รออยู่ที่นี่
เห็นได้ชัดว่า…ตั้งใจจะพบพวกเขาโดยเฉพาะ
เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามา สายตาของเขาก็ทอดมองมาอย่างสงบ ก่อนจะยกมือเล็กน้อย
บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่รอบๆ เข้าใจกันทันที ต่างก้มศีรษะแล้วถอยออกไป ประตูถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา
ทิ้งไว้เพียงคนทั้งสี่ในโถงกว้าง
เหยาอวี้กับเจียงมู่ไป๋จึงก้าวไปข้างหน้า พร้อมกันคารวะอย่างเป็นระเบียบ
“คารวะใต้เท้าพาน”
พานเหยียนซูส่ายหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ “ข้าบอกให้เรียกลุงพานๆ ยังจะเรียกใต้เท้าอยู่อีก”
ทั้งคู่ยกยิ้มตาม แล้วกล่าวอย่างว่างาย “ท่านลุงพาน”
เขาจึงพยักหน้าพอใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นช้าๆ น้ำเสียงแผ่วเบาลงกว่าเดิม แต่แฝงความหนักแน่นที่ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย
“ต้องขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ หากมิใช่คำเตือนนั้น…พวกข้าคงหนีน้ำไม่ทัน”
คำพูดเรียบง่าย แต่ความหมายกลับหนักอึ้ง
เพราะเขารู้ดี ว่าในช่วงเวลานั้น เพียงความลังเลชั่วครู่เดียว อาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งจวน ในใจของพานเหยียนซู อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดในเหออันยามนี้
ว่าตระกูลเจียงรู้ล่วงหน้า แต่กลับไม่ยอมบอกผู้ใด
เขาเพียงเหยียดหยามอยู่ในใจ ไม่แม้แต่จะเอ่ยออกมา
เพราะเขาเองก็เคยเอ่ยเตือนจวนตู้ ที่เป็นนายอำเภอในเวลานั้น กลับเกือบถูกกล่าวหาว่าสร้างความตื่นตระหนก หากมิใช่เพราะตำแหน่งขุนนางของเขาสูงกว่า เกรงว่าเรื่องคงไม่จบง่ายเช่นนี้
แล้วอย่างนี้…จะให้ตระกูลพ่อค้าธรรมดาออกหน้าเตือนได้อย่างไร
ความคิดนั้นแล่นผ่านไปเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเก็บมันลงอย่างแนบเนียน
เจียงมู่ไป๋จึงตอบกลับอย่างสุภาพ
“เป็นเพียงคำทำนายจากความสามารถตื้นเขินขอรับ จึงไม่กล้าพูดตรงๆ เกรงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกโดยเปล่าประโยชน์ หากไม่เกิดขึ้น ก็นับว่าดี แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว… อย่างน้อยก็ยังพอมีเวลาให้ระวังตัว”
คำตอบนั้น ไม่โอ้อวด ไม่หลบเลี่ยง
เพราะถึงอย่างไรคนที่พยากรณ์ ก็คือเด็กหญิงที่อยู่ข้างกายเขา แต่ไม่อาจให้นางออกหน้าได้ โชคดีที่สามารถอาศัยคัมภีร์อี้ชิงบังหน้ากับผู้อื่นได้
พานเหยียนซูมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาฉายความพิจารณาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ราวกับยอมรับในคำพูดนั้นโดยไม่คิดซักไซ้ต่อ เพราะเข้าใจความลำบากของพวกเขาเช่นกัน