ตอนที่ 180
ตอนที่ 180
ตอนที่ 180
บรรยากาศในโถงรับแขกค่อยๆ ผ่อนคลายลง หลังจากบทสนทนาเรื่องน้ำท่วมผ่านพ้นไป
เหยาอวี้จึงขยับเข้าไปใกล้ฮูหยินพานเล็กน้อย สีหน้ายังคงอ่อนโยนเช่นเดิม
“ข้ามิได้จับชีพจรของท่านป้ามานานแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ
ฮูหยินพานได้ยินย่อมเข้าใจ ยื่นข้อมือออกมาอย่างวางใจ
ปลายนิ้วของเหยาอวี้วางลงเบาๆ
ชั่วครู่…นางจึงยกมือขึ้น รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า
“ร่างกายของท่านป้าฟื้นตัวดีมากแล้วเจ้าค่ะ ภายในสมดุลดี เลือดลมไหลเวียนเป็นปกติ” นางกล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“อีกทั้งท่านเพิ่งจะสามสิบเท่านั้น…สามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่ยากเจ้าค่ะ”
คำพูดใสซื่อของเด็กหญิง กลับเสียดแทงหัวใจของคนสองคนโดยไม่ตั้งใจ
ฮูหยินพานเม้มริมฝีปาก ส่วนพานเหยียนซูนิ่งไปเล็กน้อย แม้สีหน้าจะยังคงสงบ แต่แววตากลับหม่นลงอย่างยากจะปิดบัง
เรื่องบุตร คือปมที่ทั้งสองมิอาจก้าวผ่านมานานปี
และปกติแล้ว เหยาอวี้ย่อมไม่กล่าวถึงเรื่องนี้
แต่ครั้งนี้…นางมีจุดประสงค์
เหยาอวี้จึงลุกขึ้นถอยมาหนึ่งก้าว แล้วค้อมกายเล็กน้อยไปทางพานเหยียนซู
“ท่านลุงพาน…หลานอาจล่วงเกินแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนอบน้อม
พานเหยียนซูโบกมือเบาๆ เข้าใจไปเองว่านางกล่าวขออภัยเพราะเอ่ยถึงเรื่องบุตร
“ไม่เป็นไร” เขาตอบเรียบๆ
ทว่า…ประโยคถัดมา กลับทำให้บรรยากาศนิ่งสงัด
“ท่านลุงพาน…” เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตานิ่งสงบ “ท่านก็ควรตรวจด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้…ชัดเจนเกินไป แม้ว่าเด็กหญิงจะไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ ก็ตาม
พานเหยียนซูนิ่งไปทันที แม้จะไม่เอ่ยสิ่งใด แต่ด้วยสติปัญญาของเขา ย่อมเข้าใจความหมายในทันที
นั่นคือ ปัญหาอาจมิได้อยู่ที่ฮูหยินของเขา แต่อาจอยู่ที่…ตัวเขาเอง
หากเป็นผู้อื่นกล่าวเช่นนี้ เกรงว่าคงถูกโกรธเคืองไปแล้ว บุรุษผู้ใดเล่าจะยอมรับได้ง่ายๆ
แต่คนที่กล่าว…คือเด็กหญิงตรงหน้า เป็นเด็กหญิงที่เขาเอ็นดู และเชื่อมั่นในความสามารถ
ความอึดอัดเพียงแวบหนึ่ง จึงถูกกดลงอย่างรวดเร็ว
พานเหยียนซูนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“เช่นนั้น…ก็ลองดูเถิด”
เขายื่นมือออกมา ท่าทางยังคงสงบนิ่ง
เหยาอวี้จึงก้าวเข้าไป นั่งลงตรงหน้าอย่างสำรวม ปลายนิ้ววางลงบนชีพจรของเขา ต่างจากเมื่อครู่เล็กน้อย
ครั้งนี้…นางใช้เวลานานกว่าเดิม สายตาเรียบนิ่ง
ชีพจรของพานเหยียนซู มิได้อ่อนแอ มิได้ป่วยไข้ กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าแข็งแรงกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ
ทว่า… มีบางสิ่งที่ไม่สมดุล พลังหยางที่ควรจะคึกคัก กลับแผ่วลงอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เหมือนถูกกดทับไว้เป็นเวลานาน
เหยาอวี้ค่อยๆ ถอนมือออก ดวงตาหลุบต่ำเล็กน้อย ก่อนจะเงยขึ้น สีหน้ายังคงสงบ
“ร่างกายของท่านลุงแข็งแรงดีเจ้าค่ะ” นางกล่าวช้าๆ เลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง “เพียงแต่…มีสิ่งรบกวนสมดุลของพลังหยางอยู่”
พานเหยียนซูหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาเริ่มจริงจังขึ้น
“หมายความว่าอย่างไร”
เหยาอวี้ไม่ตอบทันที กลับเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
“ในห้องหนังสือของท่าน…มีการใช้ตะเกียงน้ำมันทุกคืนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
พานเหยียนซูชะงักไปเพียงนิด ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ย่อมต้องใช้อยู่แล้ว ผู้ใดเล่าจะไม่จุดตะเกียงยามค่ำคืน” เขาเอนกายเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความทรงจำบางอย่าง
“ตะเกียงนั้น…เฉาหลางจง[1] เจ้านายของข้า เป็นผู้มอบให้เป็นของขวัญในวันแต่งงาน ตอนนั้นเขายังคาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าข้าจะแต่งงาน จึงมอบตะเกียงทองคำนี้ให้มา”
สายตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย
“หากไม่ใช่ว่ามันเสียหายหนักเพราะน้ำท่วม…ข้าก็คงยังใช้มันอยู่”
คำพูดนั้นหนักแน่น แฝงด้วยความเคารพและความผูกพันเพราะเฉาหลางจงผู้นั้น มิใช่เพียงผู้บังคับบัญชา แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ผลักดันเขาจากเด็กกำพร้า ให้ก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งกวนตู้ในวันนี้
เหยาอวี้ฟังแล้ว หัวใจพลันสั่นไหวเล็กน้อย พานเหยียนซูอายุสี่สิบสอง ขณะที่ฮูหยินพานเพิ่งสามสิบ ช่องว่างสิบกว่าปีนั้น…มิใช่ปัญหา
แต่การใช้ตะเกียงนั้นต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่แต่งงาน กลับอธิบายทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน
นางหลุบตาลง ก่อนจะเงยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงนุ่ม แต่จริงจัง
“ท่านลุงพาน…หากข้าบอกว่า ตะเกียงนี้มีปัญหา ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามนั้น มิใช่เพียงคำถาม แต่เป็นการทดสอบความเชื่อใจ
พานเหยียนซูนิ่งไป คำพูดหนึ่งเกือบหลุดออกมา
“เจ้า…จะเป็น…” แต่เขากลืนมันกลับลงไป เพราะต่อให้คิดอย่างไร เด็กหญิงตรงหน้าก็ไม่มีเหตุผลใดต้องใส่ร้ายเฉาหลางจง
อีกทั้ง…เขาเองก็มิใช่ไม่เคยสงสัยร่างกายของตน เพียงแต่ไม่เคยหาสาเหตุพบ
ความเงียบกินเวลาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะกล่าวออกมาเสียงต่ำ
“พูดมาเถิด”
เหยาอวี้พยักหน้าเล็กน้อย จึงเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ไส้ตะเกียงนั้น…ผสมสมุนไพรชนิดหนึ่งเจ้าค่ะ มันไม่ส่งผลต่อร่างกายหรือสุขภาพโดยตรง ผู้ใช้จะไม่รู้สึกเจ็บป่วย ไม่อ่อนแอ แต่…มันจะค่อยๆ กดพลังหยางของบุรุษ ทำให้เชื้อสายอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว”
คำพูดนั้นตกลงมา ราวกับหยดน้ำเย็นจัด
ฮูหยินพานถึงกับเบิกตากว้าง มือที่วางอยู่บนตักกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ส่วนพานเหยียนซูแม้ใบหน้าจะยังคงนิ่ง แต่แววตากลับดำลึกลงไปอีกขั้น
“สมุนไพรชนิดนั้น…คือสิ่งใด”
เหยาอวี้สบตาเขา ก่อนจะตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง
“เก๋อเกินเจ้าค่ะ หากสูดดมเป็นครั้งคราว…ย่อมไม่เป็นอันใด แต่หากใช้ทุกคืนเป็นเวลานานนับปี ผลของมันก็จะสะสมจนเป็นเช่นทุกวันนี้”
เมื่อเห็นแววตาที่สั่นไหวของพานเหยียนซู
เหยาอวี้จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับไม่ต้องการให้ความจริงนั้นบาดลึกเกินไป
“แต่ข้าคิดว่า…เขาคงมิได้คิดร้ายอันใดต่อท่านเจ้าค่ะ เพราะอย่างที่ข้าบอก…เก๋อเกินมิได้ทำร้ายสุขภาพโดยตรง”
คำพูดนั้นมิใช่เพียงปลอบใจ แต่เป็นการชี้ให้เห็นความเป็นไปได้อีกด้านหนึ่ง
ในโลกของสตรี เรื่องการมีบุตรคือเรื่องใหญ่ ดังนั้นการวางยาฝั่งฮูหยินแท้จริงแล้วไม่ง่าย หรือไม่ก็เพราะสตรีส่วนใหญ่มักระมัดระวังข้าวของเครื่องใช้ของตนอยู่แล้ว ยิ่งคนที่นานวันหลายปีแล้วยังไม่มีบุตร ก็ยิ่งจะหมั่นตรวจสอบข้าวของเครื่องใช้ กระทั่งอาหารการกินก็ยังดูแลอย่างเข้มงวด
แต่บุรุษนั้นไม่เหมือนกัน เพราะของที่ส่งผลต่อสตรีจะไม่มีส่งผลต่อบุรุษ อีกทั้งบุรุษก็ไม่เข้มงวดเท่าสตรีในเรื่องการมีบุตร จึงไม่แปลกที่จะลืมระวังตัว อีกทั้งพานเหยียนซูยังเป็นคนสันโดษยิ่งนัก ขุนนางหรือพ่อค้าที่นับว่าสนิทก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย แล้วเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าจะถูกคนไว้ใจทำเรื่องเช่นนี้
“เช่นนั้น…ข้าต้องทำอย่างไร” น้ำเสียงแหบแห้งของพานเหยียนซูเหมือนแก่ขึ้นไปอีกสิบปี
“ข้าจะทำลูกกลอนให้ท่านกินทุกวันก่อนนอน และภายในสองเดือนนี้ห้ามท่านทำเรื่องในห้องหอเด็ดขาดเจ้าค่ะ” คำพูดตรงไปตรงมา แต่กลับไม่มีความกระดากอายแม้แต่น้อย เพราะสำหรับนาง นี่คือเรื่องของร่างกาย มิใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด
“ยังมีทางแก้อยู่หรือ”
เขาถาม ราวกับไม่กล้าเชื่อ เพราะตะเกียงนั้นเขาใช้มานานนับสิบปี ความเสียหายที่สะสม…ย่อมไม่ใช่น้อย
“มีหนทางอยู่เจ้าค่ะ” เหยาอวี้อวี้ยิ้มปลอบใจ
เพราะหากเป็นคนอื่นคงทำไมได้ แต่นางยังมีน้ำทิพย์อยู่เก้าหยด เดี๋ยวนางจะใช้หนึ่งหยดเจือจางในโอ่งน้ำสำหรับดื่มกินของคนในเรือนฝั่งตะวันตก แล้วจะใช้น้ำนั้นเป็นส่วนประกอบในการทำยาลูกกลอนให้เขา
สิ่งที่ควรใช้เวลาหลายปี สามารถย่นเหลือเพียงไม่กี่เดือน เพราะเมื่อมีน้ำทิพย์จากสระเหยาฉือแม้จะเจือจางแล้ว แต่ก็จะยกระดับสรรพคุณของยาให้สูงยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งยังเป็นการบำรุงเขาในตัว
“ข้าจะทำยาบำรุงให้ป้าพานด้วยเจ้าค่ะ เมื่อท่านตั้งครรภ์จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง” เหยาอวี้กล่าวเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป
แต่สำหรับคนสองคนตรงหน้า กลับเป็นดั่งความฝันที่ไม่กล้าเอื้อมถึงมานาน
ฮูหยินพานถึงกับเบิกตากว้าง มือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะยกขึ้นปิดปากน้ำตาคลอขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ส่วนพานเหยียนซู แม้ยังนั่งนิ่ง แต่ดวงตากลับแดงขึ้นอย่างชัดเจน
สองสามีภรรยานี้ มิได้เพิ่งพบกัน มิได้แต่งงานด้วยผลประโยชน์ แต่เติบโตมาด้วยกัน พึ่งพากันมาตั้งแต่ยามไร้ที่พึ่ง
ทั้งสอง…ล้วนเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไร้หนทาง โชคชะตาผลักดันให้ต้องดิ้นรนอยู่ในโลกที่ไม่เคยปรานีผู้ใด
แล้ววันหนึ่ง…พวกเขาก็ได้พบกันโดยบังเอิญ ในวัดร้างที่เงียบงันและหนาวเหน็บ
ยามนั้นพานเหยียนซูแทบไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว ชีวิตที่แตกสลายทำให้เขาเดินมาถึงปลายทางของความสิ้นหวัง
ถึงขั้น…คิดจะผูกคอตายเสียให้สิ้นเรื่อง
หากไม่ใช่เพราะเสียงหนึ่ง…
เสียงร้องแผ่วเบาแต่ดื้อรั้น ดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่านั้น เสียงของทารกน้อยที่ถูกวางทิ้งไว้บนกองฟาง
เสียงนั้น…ไม่ใช่เพียงเสียงร้องเสียใจ แต่มันคือเสียงที่ยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่
พานเหยียนซูชะงัก ความคิดที่กำลังจะดับสูญ ถูกดึงกลับมาอย่างกะทันหัน เขาหันไปมอง และพบดวงตาเล็กๆ ที่ยังไม่รู้จักโลก แต่กลับพยายามดิ้นรน…เพื่อมีชีวิตต่อไป
ในวินาทีนั้น บางสิ่งในใจของเขา…เปลี่ยนไป
จากความว่างเปล่า กลายเป็นความรู้สึกว่าตนมิได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป
เสียงร้องของนาง จึงมิใช่เพียงการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นสายใยที่ผูกชีวิตสองชีวิตเข้าด้วยกัน
ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เขา…จึงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
แต่เพื่อใครอีกคนหนึ่ง ที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเขา
และเพราะมีหูซื่อให้ดูแล พานเหยียนซูจึงยึดนางเป็นแรงผลักดัน พยายามดิ้นรนสร้างชีวิตที่มั่นคง กระทั่งสอบก้งซื่อได้ แม้จะมีขุนนางมากมายยื่นข้อเสนอให้รับบุตรสาวของพวกเขา เขาก็ปฏิเสธทั้งหมด อ้างเพียงว่าอยากตั้งตัวให้มั่นคงก่อน
แต่แท้จริงแล้ว…ในใจของเขา มีเพียงคนผู้เดียวเป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[2]ที่ยืนเคียงข้างมาตลอดชีวิต
[1]หลางจง คือผู้อำนวยการกอง สังกัดกระทรวงการคลัง ขุนนางขั้น 4 เทียบเท่าอธิบดีกรมในปัจจุบันที่คุมกองภาษีเฉพาะด้าน
[2] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ 青梅竹马 (qingmei zhuma) หมายถึง เพื่อนวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน และกลายเป็นคู่รัก