LNCrawler

ตอนที่ 181

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 181

ตอนที่ 181


 

แม้จะมีข่าวดี…

แต่ในส่วนลึกของหัวใจพานเหยียนซู กลับยังมีเงาดำบางอย่างแฝงอยู่เงียบๆ

ความคิดหนึ่ง…ค่อยๆ ผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับสิ่งที่เขาเคยสงสัย เพียงแต่ไม่เคยกล้าคิดให้ชัดเจน

เขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ดิ้นรนสอบจนได้เป็นก้งซื่อ ไร้ตระกูล ไร้เบื้องหลัง ไม่มีผู้ใดหนุนหลัง

และนั่นเอง…กลับกลายเป็นข้อดี ในสายตาของผู้มีอำนาจ

คนจากกรมคลังจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งจัดสรรงานดี ทั้งเปิดทางให้เขาเติบโตอย่างราบรื่น ยามนั้นเขาเคยคิดว่าเป็นโชคดี

แต่บัดนี้กลับเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว มันคือความเหมาะสม

ขุนนางกำพร้าเช่นเขา ไม่มีสายสัมพันธ์ในตระกูลให้ต้องกังวล ไม่มีฝ่ายใดให้ต้องเอนเอียง

ทั้งซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา และ…ง่ายต่อการควบคุม

ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไร้ทายาท ความภักดีทั้งหมดของเขา ก็จะผูกติดอยู่กับผู้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ

อย่าง…เฉาหลางจง

และหากวันหนึ่งเขาตายไป

ตำแหน่ง…ก็เพียงเปลี่ยนมือ

รายได้…ก็ยังคงไหลไปในเส้นทางเดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

ความคิดนี้…ทำให้แววตาของพานเหยียนซูหม่นลงเล็กน้อย

ด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ เขารู้ดีว่าบางเรื่อง มิอาจเรียกร้องความยุติธรรมจากคนที่จงหยวนได้ เพราะหากเขาตายไปก็ยังสามารถหาคนใหม่มาแทนที่เก็บส่วยตรงนี้ได้เรื่อยๆ

แต่โชคดีที่เหตุการณ์ประจวบเหมาะ ตะเกียงนั้นถูกคลื่นน้ำพัดทำลายไปแล้ว

หากภายในปีนี้เขาจะมีบุตรขึ้นมา ก็นับว่าเป็นเรื่องที่สวรรค์ประทานให้อย่างแท้จริง

มองเด็กหญิงที่กำลังเทะขนมหวานที่นางโปรดปรานอยู่ เขาก็ยิ่งพยักหน้าให้กับความคิดของตน

เป็นสวรรค์ที่ประทานมาให้จริงๆ

เขาจึงเก็บความคิดทั้งหมดลง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นปกติ

“เดือนหน้าก็จะถึงการสอบเซียงซื่อแล้ว เจ้ามีสำนักเรียนและอาจารย์รับรองสถานะหรือยัง”

คำถามนั้นหันไปยังเจียงมู่ไป๋โดยตรง เขารู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้มิได้สังกัดสำนักเรียนใดในตอนนี้

ทว่า…นั่นกลับไม่ใช่ปัญหา

เพราะหากข่าวแพร่ออกไปว่าเขาจะเข้าสอบ คงมีสำนักเรียนไม่น้อยที่ยินดีรับรองสถานะให้ทันที

แม้ที่ผ่านมาเจียงมู่ไป๋จะมีร่างกายอ่อนแอ จนแทบเอาชีวิตไม่รอด

แต่ชื่อของอั้นโฉ่ว กลับมิได้เลือนหายไปตามกาลเวลา

ตรงกันข้าม…ยิ่งทวีความลึกลับและน่าเกรงขามมากขึ้น ไหนจะข่าวลือจากงานกวีวสันต์ที่ผ่านมา

การสอบเพื่อเป็นจวี่เหรินครั้งนี้ สำหรับเขาแล้ว มิใช่เรื่องยากเย็น

แทบจะกล่าวได้ว่าเพียงลงสนาม ก็เหมือนนอนมาแล้วครึ่งหนึ่ง

“ตอนนี้พี่ใหญ่กำลังศึกษาอยู่ที่สำนักเรียนซีฟงที่เจียงหนานขอรับ” เจียงมู่ไป๋วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบ

ท่าทีของเขายังคงเฉื่อยชา ราวกับเรื่องที่กล่าวออกมานั้นมิใช่เรื่องสำคัญอันใด “ท่านปู่คงจัดแจงให้ข้าเข้าเรียนในสำนักเดียวกัน และให้อาจารย์ในสำนักนั้นเป็นผู้รับรองสถานะเข้าสอบเซียงซื่อขอรับ”

น้ำเสียงเรียบสนิท ไม่มีความโอ้อวด แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ชัดเจนว่า

สำหรับเขาแล้ว…ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสำนักเรียน หรือการสอบจวี่เหริน ล้วนเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ดุจการลืมตาตื่น หรือก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า

พานเหยียนซูฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดีแล้ว” เขากล่าว “หากมีปัญหาอันใดที่เจียงหนาน แล้วข้าพอช่วยได้…ก็อย่าได้เกรงใจ”

เขามิได้เอ่ยแนะนำผู้ใดเพิ่มเติม เพราะรู้ดีว่าตระกูลเจียงมิใช่ตระกูลเล็ก

เพียงแต่…เจียงหนานนั้น มิใช่เหออัน

ผืนน้ำที่นั่นลึกยิ่งกว่า กระแสใต้ผิวน้ำก็ซับซ้อนกว่า

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาเองก็พอได้ยินข่าวมาบ้างแล้ว ว่าตระกูลเจียงกำลังขยายกิจการที่นั่น

แม้ว่าพวกเขาจะมีสาขาผ้าไหมที่นั่นมานานแล้ว ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการที่พวกเขาซื้อจวนในเจียงหนาน และย้ายไปอยู่ที่นั่นเป็นหลัก นั่นหมายจึงคิดจะไปสร้างรากฐานในที่ใหม่

เขาในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูบุตรสาวบุญธรรมของพวกเขา ย่อมยินดีจะให้ความช่วยเหลือ

“ต้องขอบคุณท่านลุงพานล่วงหน้าแล้วขอรับ” หากเป็นคนอื่นเจียงมู่ไป๋คงไม่สนใจ แต่ในเมื่อนี่คือคนที่เหยาอวี้ให้ความสำคัญ เขาย่อมให้เกียรติ

“ฮ่าฮ่า” เขาหัวเราะพอใจ

ได้ยินมานานแล้วว่าบุตรชายตระกูลสาขาของสกุลเจียงนั้นเป็นคนไม่ใคร่แสดงอารมณ์ และสันโดษเสียยิ่งกว่าเขาเสียอีก

แต่ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงสองครั้งแล้ว แม้จะยังมีท่าทีเคร่งขรึมเกินวัย แต่กลับเต็มไปด้วยความสง่างามของบุรุษ ทั้งยังดูสูงส่งเกินกว่าจะเป็นเพียงบุตรชายพ่อค้าของตระกูลสาขา

“เห็นคนที่ท่าเรือบอกว่าเจ้าทำสัญญาซื้อขายผลึกจากไม้ชนิดหนึ่งกับพวกชาวโพ้นทะเลใต้หรือ” เขาถามเหยาอวี้

เด็กหญิงยกชาล้างปากก่อนตอบว่า “เจ้าค่ะท่านลุง”

“เจ้ามือใหญ่ใจโตเสียจริง กล้าลงทุนสั่งของเป็นลำเรือเชียว” เขาหยอกถาม แต่ก็ไม่มีเจตนาจะก้าวก่าย

เหยาอวี้ฟังก็หัวเราะแบบเขินๆ เพราะหากตอนนั้นนางมีเงินมากกว่านั้น นางจึงสั่งมากกว่านี้อีก

“ดูท่าเจ้าจะทำการค้าใหญ่สินะ” เขาถาม

“เจ้าค่ะ ข้าเคยนำตลับหอมมาให้พวกท่าน สิ่งที่ค้าสั่งซื้อเป็นวัตถุดิบในการทำตลับหอมพวกนั้น” เหยาอวี้บอกเพราะเอามาให้พวกเขาหลายตลับได้ลองใช้

หูซื่อได้ยินก็สนใจ “ข้าชอบมันมาก ขนาดว่าใช้มาเป็นเดือนแล้วกลิ่นก็ยังอยู่ หากเจ้าจะผลิตมันจะต้องนำมาขายให้ข้าด้วยนะ”

“ต้องนำมาให้ท่านป้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ” เหยาอวี้พยักหน้ารับคำ

“อืม…มันเป็นกลิ่นที่ให้ความสดชื่นมากจริงๆ ขนาดว่าอยู่ในท่าเรือยังกลบกลิ่นเหม็นเค็มที่ท่าเรือได้” พานเหยียนซูจำได้ในทันที จึงคิดบางอย่างได้ “เช่นนั้นเจ้าคงคิดจะนำเข้ามาเรื่อยๆ สินะ” เขาถาม

เด็กหญิงพยักหน้าดังไก่จิกเข้า “ต้องสั่งเจ้าค่ะ หากเรือของฮาซันเทียบท่า ข้าก็จะสั่งซื้อกับเขาอีก”

กว่าเรือจะขนส่งไปมา ก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆ นางย่อมต้องสั่งพิมเสนดิบนี้ไว้แน่นอน ทั้งยังต้องสั่งในปริมาณมากกว่าเดิมด้วย

เหยาอวี้คิดก่อนจะชะงักไปชั่วขณะ เพราะนึกถึงเรื่องสำคัญของพิมเสนดิบขึ้นมาได้

“ท่านลุงพานเจ้าคะ หากข้าจะเปลี่ยนให้ฮาซันส่งของต่อไปยังเจียงหนานจะทำได้หรือไม่เจ้าคะ” เพราะพิมเสนถึงสองหมื่นกระสอบ อย่างไรก็เป็นของจำนวนมหาศาล ตอนแรกนางคิดจะผลิตที่เหออัน แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วจึงต้องให้ไปส่งที่เจียงหนานแทน

พานเหยียนซูได้ยินก็พยักหน้า “ได้สิ เรื่องนี้ไม่ยาก เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายแนะนำให้เจ้าไว้ ต่อไปหากจะทำสิ่งใดที่ท่าเรือเจียงหนานก็ไม่ยากแล้ว”  พูดจบก็มองเด็กหญิงอย่างอาวรณ์ “ดูเหมือนว่าต่อไปเจ้าจะไปอยู่เจียงหนานเป็นหลักแล้วสินะ”

เขาพอจะรู้ว่าท่านผู้เฒ่าเจียงที่ต่อสู้ตั้งตัวด้วยกิจการผ้าไหมมาทั้งชีวิตนั้น อยากเปลี่ยนสถานะตระกูลเป็นขุนนางมานานแล้ว ตั้งแต่รุ่นลูก…เขาก็ให้คนที่ไว้ใจถือครองร้านแทน จากนั้นก็ซื้อที่ดินในชื่อของบุตรชายสองคนมาตลอด แต่ที่เหออันทุกคนก็ยังคุ้นเคยว่าพวกเขาคือคหบดีค้าผ้าไหม ทว่าการไปเจียงหนานครั้งนี้ คงเป็นการผลัดเปลี่ยนสถานะอย่างแท้จริง

เหยาอวี้ยิ้มกว้างแล้วกล่าวขอบคุณ “ข้าจะหาเวลามาเหออันบ่อยๆ แล้วก็ขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าวางใจได้ เรื่องสินค้าของเจ้าข้าจะให้คนที่ท่าเรือดูแลเรื่องภาษีให้ และเรื่องเอกสารใดใดเจ้าก็ไม่ต้องกังวล” พานเหยียนซูถึงกับพูดเรื่องเช่นนี้ด้วยตัวเอง

นั่นเป็นเพราะเขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าชีวิตที่ตรงดิ่ง และตงฉินมาโดยตลอดนั้นได้สร้างผลกระทบเรื่องใดบ้าง

สุดท้ายการยึดมั่นจนเกินไป มักจะสร้างความตึงจนอาจกลายเป็นจุดอ่อนเช่นนี้ได้

และนี่ก็ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่

เพราะภาษีท่าเรือ เดิมทีก็ถูกหักไปบางส่วนก่อนส่งถึงราชสำนักอยู่แล้ว

เงินส่วนนั้น มักตกไปอยู่ในมือขุนนางกังฉินปีแล้วปีเล่า

หากเป็นเช่นนั้น…สู้เปลี่ยนมัน ให้กลายเป็นโอกาสของเด็กหญิงผู้นี้ยังจะดีกว่า

อย่างน้อย เขายังเลือกได้ว่าผลประโยชน์นั้น…จะไปอยู่ในมือของผู้ใด


 

เหออันในยามนี้…ราวกับเมืองที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจากความตาย

คราบน้ำที่เคยท่วมทับทุกสิ่งค่อยๆ จางหาย

เสียงคร่ำครวญของผู้คนเมื่อวันวาน แปรเปลี่ยนเป็นเสียงพูดคุย จับจ่าย และความหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ถนนที่เคยเงียบงันกลับมามีผู้คนสัญจร ตลาดที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีเสียงเรียกลูกค้า

แม้บ้านเรือนบางหลังยังซ่อมแซมไม่เสร็จ แต่หัวใจของผู้คน กลับเริ่มมีชีวิตขึ้นมาแล้ว

และสิ่งที่จุดประกายความเปลี่ยนแปลงนี้ มิใช่สิ่งยิ่งใหญ่จากราชสำนัก หากเป็นเพียงอาหารชนิดหนึ่ง ที่ทั้งเรียบง่าย และไม่เคยมีผู้ใดรู้จักมาก่อน

เต้าหู้…ก้อนสีขาวนุ่มที่ดูธรรมดา

กลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตา และกระตุ้นความอยากรู้อยากลองของผู้คน

ยิ่งไปกว่านั้น…ราคาของมันยังต่ำจนน่าเหลือเชื่อ ท่ามกลางราคาข้าวสารที่แพงขึ้นทุกวัน

เต้าหู้จึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นทางรอด สำหรับผู้คนจำนวนมาก

กลิ่นหอมจากหม้อซุปเต้าหู้ ลอยไปตามสายลม กระตุ้นให้ผู้คนที่เพิ่งผ่านความอดอยาก รู้สึกถึงบางสิ่งที่เรียกว่าอิ่มอีกครั้ง

ไม่นานนัก ความเคลื่อนไหวก็เริ่มแผ่ขยายออกไปนอกตัวเมือง หมู่บ้านโดยรอบที่เคยซบเซา เริ่มตื่นตัวขึ้นตาม

พ่อค้าจำนวนไม่น้อย หรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดา เริ่มรวบรวมเงินที่พอมี มาซื้อเต้าหู้ในปริมาณมาก เพื่อขนกลับไปขายต่อในหมู่บ้าน หรือพื้นที่ใกล้เคียง

ทุกคนต่างมองเห็นโอกาส และโอกาสนั้น…ก็จับต้องได้จริง

เหยาอวี้มองภาพเหล่านี้ด้วยสายตาสงบนิ่ง แต่ภายในกลับคำนวณอย่างแม่นยำ

เต้าหู้ที่ขายทั่วไปสามารถเก็บได้ประมาณเจ็ดวัน แต่หากแช่ในน้ำต้มสุกที่ผสมเกลือเล็กน้อยให้ท่วมเนื้อเต้าหู้ เกลือจะทำหน้าที่เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ ช่วยยืดอายุได้ถึงสองสัปดาห์

ซึ่งเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอให้การค้าขายขยายออกไปเป็นวงกว้าง

และเมื่อฤดูหนาวมาถึง อากาศจะเย็นจัดจนแช่แข็งได้ตามธรรมชาติ เต้าหู้ก็จะสามารถเก็บไว้ได้นานถึงสองเดือน แม้เนื้อสัมผัสจะเปลี่ยนไปกลายเป็นพรุนและเหนียวขึ้น

แต่สำหรับผู้ที่ขาดแคลน นั่นมิใช่ข้อเสีย หากเป็นเพียงความแตกต่าง ที่ยังคงกินได้ อิ่มได้ และอยู่รอดได้

เหยาอวี้จึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าไม่นานนัก เต้าหู้จะมิใช่เพียงอาหารแปลกใหม่ แต่จะกลายเป็นอาหารหลักของผู้คนในแถบทางใต้ และอาจขยายออกไปไกลกว่านั้น

เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น มิใช่เพียงผลพวงของน้ำท่วม แต่คือภัยพิบัติอีกชนิดหนึ่ง ที่ใหญ่กว่า…ยาวนานกว่า และไร้ขอบเขตกว่า

ภัยแล้ง…