ตอนที่ 182
ตอนที่ 182
ตอนที่ 182
ภัยแล้งต่างจากอุทกภัยที่จำกัดพื้นที่
ภัยแล้งนั้นไม่มีเส้นแบ่ง มันสามารถลุกลามจากแผ่นดินหนึ่ง ไปสู่อีกแผ่นดินหนึ่งอย่างเงียบงัน และกินเวลานานเป็นปี หรืออาจยาวนานกว่านั้น
เหยาอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำ ดวงดาวเรียงตัวผิดไปจากเดิมเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่มีสัมผัสฟ้าดินเช่นนาง ความผิดเพียงเล็กน้อยนั้น กลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
นางรับรู้ได้ว่า ต้นกำเนิดของภัยแล้งนี้ มิได้อยู่ที่เหออัน หรือแม้แต่ทางใต้ของแคว้นหนานไห่ แต่มันเริ่มต้นจากทางเหนือของแคว้น หรืออาจไกลออกไปกว่านั้นอีก
หลายวันมานี้นางพอจะรับรู้ภูมิประเทศคร่าวๆ ของดินแดนแถบนี้ ทางแดนเหนือของหนานไห่ติดกับแคว้นเป่ยถู แผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก เพราะมักเพาะปลูกพืชไม่ขึ้น
หากที่นั่นเริ่มแห้งแล้ง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่ใด และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวปีนี้ นางก็รู้ว่า เป่ยถูคงเป็นแห่งแรกที่ต้องเผชิญกับความลำบาก
ในตอนแรก ดูเหมือนว่าหนานไห่จะเสียเปรียบ เพราะเพิ่งผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่ทางใต้ ส่งผลให้เสบียงหลวงถูกใช้ไปกว่าครึ่ง
แต่หากมองให้ลึกลงไป ผู้ที่น่ากังวลยิ่งกว่าอาจมิใช่ผู้ที่ถูกน้ำท่วม หากเป็นผู้ไร้สัญญาณเตือนภัยมากกว่า
ทว่าไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นอื่น เพราะเมื่อถึงวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ต่างก็ต้องเผชิญชะตาเดียวกัน
และหากราชสำนักของหนานไห่ก็ยังคงนิ่งเฉยไม่คิดเตรียมการล่วงหน้า
เพียงผ่านฤดูหนาวนี้ไปครั้งเดียว
บางที…
แม้แต่หนูในท้องพระคลัง ก็อาจจะอดตายได้
ดังนั้นในตอนที่นางฟังเจียงมู่ไป๋คุยกับหลินฉางเฟิงที่หอจิ่นอวิ๋น
นางจึงเดาจากสีหน้าของเจียงมู๋ไป๋ได้แล้วว่า เสบียงที่หลินฉางเฟิงเอามาจากยุ้งฉางหลวงนั้น คือเที่ยวแรกและสุดท้ายที่ราชสำนักจะให้แล้ว
นางยังคิดได้อีกว่า หากคนที่มาเป็นนายอำเภอเฉพาะกิจครั้งนี้ ไม่ใช่คนแบบหลินฉางเฟิงที่เป็นถึงหลานของสมุหราชเลขาธิการหลิน เสบียงหลวงนี้คงไม่มาถึงเหออันด้วยซ้ำ
เพราะในราชสำนัก อำนาจและสายสัมพันธ์ คือสิ่งที่กำหนดทิศทางของทรัพยากร มากกว่าความเดือดร้อนของราษฎรเสียอีก
ความคิดนี้ มิได้ทำให้นางโกรธเคือง เพราะนี่คือความจริงของโลก
โลกที่นางค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้นทุกวัน
สายตาของนางทอดออกไปไกล แต่ความคิดนั้นไปไกลเกินกว่าเมืองเหออัน เกินกว่าหนานไห่ ไปจนถึงดินแดนทางเหนือ
แคว้นเป่ยถู
แผ่นดินที่แม้จะมีสนธิสัญญาสงบศึกกับหนานไห่ แต่ก็ไม่เคยเป็นมิตรแท้จริง
เป่ยถู…มิได้อุดมสมบูรณ์เช่นหนานไห่ ผืนดินส่วนใหญ่แห้งแล้ง อาศัยเพียงฤดูกาลและการค้าขายแลกเปลี่ยน
แต่สิ่งที่พวกเขามี กลับเป็นทรัพยากรใต้ดินอันมหาศาล
เหมืองแร่ทองคำ เหล็ก อัญมณี และของล้ำค่าที่ผู้คนต่างแคว้นหมายปอง
ความมั่งคั่งของเป่ยถู จึงอยู่ในรูปของความร่ำรวย มิใช่ความอิ่ม
และเมื่อยามปกติ ทองคำหนึ่งแท่ง อาจแลกได้ทุกสิ่ง
แต่ในยามที่โลกขาดแคลนอาหาร ข้าวเพียงหนึ่งถ้วย กลับมีค่ามากกว่าสมบัติล้ำค่าทั้งหมดนั้น
เหยาอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย ความคิดในใจค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นหนานไห่หรือเป่ยถู ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับสิ่งเดียวกัน
…ความหิว
“พรุ่งนี้เรือของฮาซันจะเทียบท่าแล้ว…” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นกลางความเงียบของเรือนนอน “…แต่ดูเหมือนที่เจ้าครุ่นคิด จะไม่ใช่พิมเสนดิบอันนั้นสินะ”
เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ร่างของเจียงมู่ไป๋มายืนอยู่กลางห้อง ราวกับเงาหนึ่งที่แทรกตัวเข้ามาในยามวิกาลอย่างเป็นธรรมชาติ
การปรากฏตัวของเขาในห้องของนางเช่นนี้
ให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคย…และแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
คุ้นเคยเพราะยามอยู่เมืองหลิงหยวน เขามักเข้ามาเช่นนี้เสมอ
แต่ที่เหออัน…เขากลับไม่เคยทำเช่นนี้เลยสักครั้ง จนกระทั่งคืนนี้
ตอนที่นางเหม่อลอย นางถึงกับจับสัมผัสเขาไม่ได้…
ดูเหมือนว่าวรยุทธ์ของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว
เหยาอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยทวงถามอย่างคุ้นชิน
“พี่รอง…ครั้งนี้ไม่มีของกินหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋ยกยิ้มบาง แสงจากตะเกียงน้ำมันในห้องตกกระทบใบหน้าของเขา เกิดเป็นเงาแสงที่ลุ่มลึก ดวงตาเรียวยาวนั้นครึ่งปรือคล้ายคนง่วงงุน แต่กลับแฝงความคมกริบของผู้ที่มองทะลุทุกสิ่ง
เขาสวมอาภรณ์ยาวสีดำสนิท เนื้อผ้าไหมเรียบลื่นแนบลำตัว ชายแขนกว้างพลิ้วเบาเมื่อเคลื่อนไหว ชั้นนอกทิ้งตัวเป็นเส้นตรงเรียบไร้ลวดลาย มีเพียงขอบคอเสื้อและปลายแขนที่ตัดเย็บอย่างประณีตตัดกับสีผ้า สายคาดเอวสีเข้มรัดให้รูปร่างสูงโปร่งยิ่งเด่นชัด ทั้งชุดดูเรียบง่าย หากกลับขับให้บุรุษผู้นั้นดูสง่างาม ลึกลับ และยากจะเข้าถึงราวเงารัตติกาล
“ข้าเพิ่งกลับมา แล้วเห็นแสงตะเกียงในห้องของเจ้า…จึงแวะเข้ามาดู”
เหยาอวี้ยังไม่ทันจะตอบ ทั้งคู่พลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งหายไปจากบริเวณเรือน
ฝานซูเมิ่ง...
เด็กสาวผู้นั้นมักจะหายไปในตอนที่เจียงมู่ไป๋อยู่กับนางเสมอ เนื่องจากเด็กสาวคิดได้ว่า ถ้าแม้แต่เขายังปกป้องนางไม่ได้ มีตนไปก็มีค่าเท่ากัน…
“เพิ่งกลับจากจวนนายอำเภอหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ถาม
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
“อีกไม่นาน เขื่อนของเหออันจะซ่อมเสร็จแล้ว บ่อและสระน้ำของแต่ละหมู่บ้านก็เช่นกัน รอจนหน้าหนาว หิมะถมจนเต็ม ฤดูกาลถัดไปก็ยังพอมีน้ำใช้ได้บ้าง ส่วนโอ่งน้ำ…ยังต้องรอโรงหม้อทยอยทำ แต่ถึงอย่างไรหน้าหนาวก็ยังผลิตได้อยู่ จึงยังพออนุโลมไปได้” เขาพูดไป พลางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะ
สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เหยาอวี้วางไว้
รายชื่อเมืองมากมายถูกเขียนเรียงยาว บางแห่งถูกขีดเส้น บางแห่งถูกวงกลม แม้แต่เป่ยถูก็มีอยู่ในนั้น ทั้งยังถูกวาดวงกลมไว้เหมือนต้องการจะเน้นย้ำ
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
“ภัยแล้งครั้งนี้…หนักมากหรือ”
เหยาอวี้มองร่างรายชื่อนั้นก็พยักหน้า
“เจ้าค่ะ จากเหนือ…ลงมาใต้”
เจียงมู่ไป๋พึมพำเบาๆ
“เช่นนั้น…เหนือจะหนักที่สุดสินะ…”
แววตาของเขา เกิดระลอกคลื่นบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อยามที่สายตามองไปยังตัวอักษรที่ถูกเด็กหญิงวงไว้
เหยาอวี้พยักหน้า
“ถั่วเหลือง…หรือพืชตระกูลถั่ว จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของภัยแล้งนี้เจ้าค่ะ”
ทว่าเจียยงมู่ไป๋กลับถอนหายใจ “แต่ถึงจะมีอาหาร แต่หากขาดน้ำ…สุดท้ายก็ไม่อาจมีสิ่งใดเติบโตได้” ความเงียบแผ่กระจายออกไปอีกครั้ง
ก่อนที่เหยาอวี้จะยิ้มบาง
“ต่อไปเหออัน…จะกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในแคว้นเจ้าค่ะ”
ความจริงสำหรับเหยาอวี้แล้ว
ภัยพิบัติ…มิใช่เพียงความน่ากลัว แต่มันคือโอกาส ยิ่งเป็นภัยพิบัติที่นางสามารถวางแผนรับมือ นางยิ่งจะสามารถสร้างกุศลได้มากขึ้นด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเหตุให้นางยอมกำหนดราคารับซื้อถั่วเหลืองที่สิบอีแปะ เพราะต้องการให้ทุกคนปลูกให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น…เหออันยังมีทะเล ในทะเลก็ยังมีอาหารทะเลอยู่
ดังนั้นแม้จะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังน้อยกว่าที่อื่น นางจึงสร้างโรงงานเต้าหู้ที่เหออัน และที่สำคัญ…ต้องอยู่ใกล้ทะเล
เจียงมู่ไป๋เอนกายเล็กน้อยปลายนิ้วยกถ้วยชาขึ้น ริมฝีปากได้รูปจรดกับขอบถ้วยอย่างแผ่วเบา
“อวี้เอ๋อร์…” เขาเอ่ยเรียกเบาๆ “เจ้าคิดจะเลี้ยงคนทั้งแคว้นหรือ”
เหยาอวี้ยิ้มดวงตาเป็นประกาย
“ถ้าเลี้ยงได้…ก็คงดีไม่น้อยเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้น…ทั้งจริงและไม่จริง เพราะนางรู้ดีว่าไม่อาจทำได้ทั้งหมด
แต่กลับทำให้มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นอีกครั้ง ราวกับจิ้งจอกที่กำลังมองเหยื่อ
“เจ้าตั้งราคาเชื้อเชิญพวกพ่อค้ามาซื้อเต้าหู้ขนาดนั้นไม่นาน เต้าหู้นี้จะต้องกลายเป็นอาหารของคนทั้งแคว้นแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าหน้าร้านเริ่มคึกคักไปด้วยพ่อค้าจากทั้งใกล้และไกล
เหยาอวี้ก็ไม่รอช้าที่จะวางระดับราคาออกเป็นสองขั้นอย่างชัดเจน
หากซื้อครบหนึ่งร้อยจินจะลดให้หนึ่งส่วน แต่หากซื้อถึงหนึ่งหมื่นจินจะลดให้สองส่วน แยกเส้นทางการค้าออกเป็นของพ่อค้ารายย่อยกับรายใหญ่โดยไม่ให้ทับซ้อนกัน
อีกทั้งยังคงกำหนดให้หน้าร้านต้องมีสินค้าเพียงพอขายทุกวัน หากปริมาณสั่งซื้อเกินกำลังผลิตก็ให้ลงทะเบียนสั่งจองไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาเต้าหู้เป็นอาหารประจำวัน
ไม่นานนัก เมื่อที่ว่าการอำเภอประกาศรับซื้อถั่วเหลืองในราคาจินละสิบอีแปะ เสียงครึกครื้นก็ลามไปทั่วทุกหมู่บ้าน
ชาวบ้านต่างเร่งไถหว่านกันแทบไม่ทัน แผ่นดินที่เคยเงียบเหงาหลังน้ำลดกลับเต็มไปด้วยชีวิตอีกครั้ง
เพราะมีหลักประกันจากทางการเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่ไม่เคยปลูกถั่วเหลืองมาก่อน ก็ยังหันมาลองเสี่ยงปลูกกันแทบทุกครัวเรือน
ขณะเดียวกัน โรงงานเต้าหู้ขนาดใหญ่ของเหยาอวี้ก็เริ่มก่อร่างขึ้นใกล้ชายหาด กินพื้นที่ยาวเหยียดกว่าร้อยหมู่ ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบ
ส่วนแรกคือเขตแช่และโม่ถั่ว ซึ่งแทนที่จะใช้แรงคน นางกลับเสนอแนวคิดให้ใช้แรงลมทะเลผ่านกังหันหมุนกลไกบดถั่ว เพียงเอ่ยแนวคิดคร่าวๆ และร่างภาพวาดเท่าที่นางจำได้ เจียงมู่ไป๋ก็สามารถต่อยอดจนกลายเป็นเครื่องโม่ที่ใช้งานได้จริง เสียงหินบดหมุนช้าๆ ประสานกับแรงลม กลายเป็นจังหวะการผลิตที่ต่อเนื่องไม่รู้จบ
ถัดมาเป็นลานตากกว้างใหญ่ สำหรับทำเต้าหู้แผ่นและฟองเต้าหู้
แผ่นบางสีเหลืองนวลถูกวางเรียงรับแสงแดด ลมทะเลพัดผ่านทำให้ผิวแห้งอย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นสินค้าที่สามารถเก็บรักษาได้นานนับเดือน ไปจนถึงครึ่งปี
อีกอันคือโรงบ่มและดองสำหรับเต้าหู้ยี้ถูกสร้างเป็นห้องมืด อุณหภูมิคงที่ ภายในเรียงรายด้วยไหจำนวนมหาศาล กลิ่นเฉพาะตัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ รอเวลาให้รสชาติสุกงอม
ท้ายที่สุดคือคลังสินค้า โรงหมักซีอิ๊ว และที่พักคนงาน ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว ราวกับเมืองขนาดย่อมที่มีชีวิตของตนเอง