LNCrawler

ตอนที่ 183

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 183

ตอนที่ 183


 

เหออันเป็นอำเภอติดทะเล มีลักษณะแบบเรียบแนวชายฝั่งที่ทอดแนวยาว ตั้งแต่เหนือจรดใต้ เรียกว่ามีอาณาเขตกว้างขวาง หลังจากเกิดน้ำท่วมก็มีที่ดินว่างเปล่าที่ไม่มีเจ้าของหลายแห่ง

แต่ต่อให้มีเจ้าของ พวกชาวบ้านก็อยากขายที่ดินริมหาดเช่นนี้ เพราะไม่อาจเพาะปลูกได้แล้ว

เหออันซึ่งเคยเงียบงันหลังอุทกภัย บัดนี้กลับกลายเป็นสถานที่หางานขนาดใหญ่

ชายฉกรรจ์ที่ว่างจากงานขุดบ่อซ่อมเขื่อนก็หันกลับมาปลูกถั่วเหลือง ส่วนหญิงสาวที่ไร้งานก็เข้ามาสมัครเป็นแรงงานในโรงงานแห่งนี้ เสียงหัวเราะและการเจรจาค้าขายเริ่มกลับคืนสู่เมืองที่เคยเงียบเหงา

แน่นอนว่าเมื่อผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ปรากฏ ย่อมมีผู้คิดแทรกซึมเข้ามาสืบความลับอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเหลวทั้งหมด เพราะหัวใจของการผลิตนั้นอยู่ที่น้ำดีเกลือ

ซึ่งมีเพียงคนของเจียงมู่ไป๋เท่านั้นที่ควบคุม พวกสายสืบแม้จะเห็นน้ำใสธรรมดา ก็ไม่อาจรู้ว่าแท้จริงต้องใช้ในอัตราส่วนเท่าใด หรือผสมสิ่งใดบ้าง

มีคนเคยลองลอบชิมด้วยความอยากรู้ ผลกลับกลายเป็นว่าล้มป่วยท้องเสียจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงอีก

ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดของเหลวที่รสขมเค็มรุนแรงเช่นนั้น เมื่อนำไปทำเต้าหู้แล้วกลับกลายเป็นอาหารเลิศรสได้อย่างน่าอัศจรรย์

ยิ่งไปกว่านั้น ดีเกลือเองก็หาได้ยากนักในสายตาคนทั่วไป เพราะแม้จะต้องซื้อผ่านทางการ แต่กลับมีราคาถูกยิ่งกว่าขยะเสียอีก เนื่องจากผู้คนมองว่าเป็นเพียงของเหลือจากการทำเกลือสมุทรที่ต้องทิ้งอยู่แล้ว

ท่ามกลางความไม่รู้ของผู้คน เหยาอวี้กลับใช้สิ่งที่ไร้ค่าในสายตาคนอื่น สร้างอาณาจักรอาหารขึ้นมาอย่างเงียบงัน และมั่นคงยิ่งกว่าที่ผู้ใดคาดคิด

เหยาอวี้ที่กำลังไล่นิ้วไปตามรายชื่อเมืองบนกระดาษ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนยิ้มบาง

“ก็ต้องให้มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ หากไม่กระจายออกไปเร็วพอ ต่อให้เหออันฟื้นตัวได้ เมืองอื่นก็อาจไม่รอด ความจริงต้องขอบคุณความสัมพันของพี่รองกับโม่โฉวเกอ การรับซื้อถั่วเหลืองโดยให้ทางการประกาศ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านโดยที่พวกเราไม่ต้องโน้มน้าวให้เหนื่อย”

เจียงมู่ไป๋หัวเราะเบาๆ “ต่อไปเต้าหู้นี้ไม่เพียงช่วยเหออัน แต่กำลังขยับขยายทั้งแดนใต้”

“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ” เด็กหญิงส่ายหน้าเบาๆ “เพียงแค่ทำให้ของกินราคาถูกไปถึงมือคนให้มากที่สุดเท่านั้นเอง…ยามนี้ข้าวแพงเกินไป หากปล่อยให้ทางการใช้เสบียงหลวงมากไป วันหน้าจะลำบากยิ่งกว่าเดิม” เพราะนางรู้ดีว่าต่อไปนี้ฝนจะไม่ตกอีกแล้ว

ขณะที่หลายเมืองของแดนใต้ยังจมอยู่ในความทุกข์ยากของการสูญเสีย และปัญหาของเสบียงและข้าวที่ราคาแพง

แต่เหออันกลับคืนสู่ความคึกคักอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเหมือนจะคึกคักยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

ส่งผลให้หลินฉางเฟิง หรือนายอำเภอเหออันในปัจจุบัน เมื่อเขียนฏีการายงานสภาพบ้านเมืองของเหออันหลังผ่านอุทกภัยยามนี้ รู้สึกพลอยได้หน้าไปด้วย

ชาวบ้านก็มองว่าตั้งแต่มีนายอำเภอคนใหม่ เหออันก็ดีขึ้นมาก แม้จะชอบเกณฑ์คนไปทำงาน แต่ก็ได้เบี้ยเลี้ยงรายวัน ทั้งยังได้ลิ้มรสอาหารจากเต้าหู้ทั้งสามมื้อจนอิ่มท้อง

นั่นก็เป็นแผนของเหยาอวี้เช่นกัน นางตั้งใจจะเป็นผู้สปอนเซอร์…เอ่อ…ในยุคนี้ต้องบอกว่าเป็นผู้สนับสนุนด้านอาหารให้กับงานของทางการที่เกี่ยวกับการชลประทานทุกอย่าง

หนึ่งก็เพื่อให้เต้าหู้ส่งถึงปากผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

สองก็เพราะข้าวนั่นแพงมาก

นางรู้ดีว่าการผลาญเสบียงของทางการยามนี้ อาจจะทำให้ทุกคนเดือดร้อนในภายภาคหน้าได้

และการได้กินเต้าหู้บ่อยๆ และเห็นว่ามันถูกใช้เป็นวัตถุกิบในรายการอาหารที่หลากหลายไม่ซ้ำแต่ละวัน

ย่อมทำให้บางคนอดไม่ไหว จนต้องตามหาร้านชิงอวี้โต้วฝางที่แม้จะไม่ได้อยู่ในถนนสายหลัก แต่ก็เนืองแน่น และแถวยาวเหยียดเต็มพื้นที่ไปหมด

เมื่อของกินราคาถูก แรงงานถูกจ้างงาน จึงเกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปทั้งระบบ

ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาที่ดูเหมือนง่วงงุนหรี่ลงเล็กน้อย “ชาวบ้านยามนี้ล้วนยกความดีให้โม่โฉว”

“ก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

เจียงมู่ไป๋หัวเราะแล้วกล่าวต่อว่า “เพราะตั้งแต่ที่เขามาถึง ก็ส่งผลให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น แม้ในยามที่ลำบากขนาดนี้ แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติของของชาวบ้าน หรือราษฎรอยู่แล้ว… บางคนแม้แต่พระนามจริงของฮ่องเต้ปัจจุบันก็ยังไม่รู้ หรือขุนนางผู้นี้เป็นคนของฝ่ายไหนก็ไม่ทราบ”  ดวงตาเขาคมกริบเหมือนคนที่เข้าใจหลักการปกครองเป็นอย่างดี “สิ่งที่พวกเขาจดจำนั้นคือว่าผู้ปกครองในขณะนี้ ทำให้พวกเขาอยู่ดีกินอิ่มหรือไม่ก็เท่านั้น”

“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “เป็นโม่โฉวเกอก็ดี เพราะเขาถูกท่านใช้งานไว้เว้นแต่ละวันเลย”

เจียงมู่ไป๋ยิ้มบาง แล้วเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อเต้าหู้เริ่มกระจายออกไป เมืองอื่นก็จะเริ่มเปลี่ยนตาม และเมื่อถึงจุดหนึ่ง…พวกพ่อค้าข้าวก็ต้องลดราคาเอง”

“เอ…แล้วพี่รองไม่คิดว่าพวกเขาจะเก็บข้าวไว้รอเต้าหู้หมดแล้วค่อยมาขายหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้เอียงคอถาม ดวงตาใสซ่อนแววเจ้าเล่ห์บางๆ

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ “เจ้ากำลังคิดว่าพวกเขาจะกักของไว้เก็งกำไร…หรือกำลังล่อให้ข้าพูดตามใจเจ้ากันแน่”

เหยาอวี้เม้มริมฝีปาก ยิ้มไม่ตอบ

“ต่อให้คิดเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์” เขาวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า “เพราะเต้าหู้ของเจ้ามีจำนวนมากเกินไป”

“ถั่วเหลืองในโกดังเจ้ามีเท่าใด เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้หรือ” น้ำเสียงเขาเรียบเฉย แต่แฝงความขบขัน “นับแสนตั้น…คำนวนแล้วก็เกินสองร้อยล้านจิน ต่อให้พวกเขาอยากรอ ก็รอไม่ไหวหรอก ไหนเจ้าจะรับซื้อมันเรื่อยๆ อีก”

เหยาอวี้หัวเราะเบา “พี่รองนี่ช่าง…”

เจียงมู่ไป๋กล่าวต่อ “แค่ถั่วเหลืองในโกดังขายหมดก็ได้เงินเกินสี่ล้านตำลึงเงินแล้ว…แต่คงไม่ได้เงินขนาดนั้นหรอก”

เหยาอวี้พยักหน้า เพราะเขาพูดถูกจริงๆ นางคงได้เงินไม่ถึงสี่ล้านตำลึง เพราะ…

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะตั้งโรงทานไปเรื่อยๆ”

“อืม” เขาพยักหน้าไม่คัดค้าน “แต่ต่อให้แจกทั้งปี เจ้าก็ยังไม่ขาดทุนแม้แต่อีแปะเดียว”

เหยาอวี้ไม่ปฏิเสธ เพราะนั่นคือความจริง ถั่วเหลืองแสนตั้นมีต้นทุนแค่เงินแสนตำลึงเท่านั้น แม้ว่านางจะขายทั้งหมดได้เงินไม่ถึงสี่ล้านตำลึง แต่ก็ถึงหลักล้านอย่างแน่นอน กำไรนับสิบเท่านี้ แค่นี้นางก็พอใจแล้ว

“แม้เจ้าจะรับซื้อถั่วเหลืองในราคาจินละสิบอีแปะ กำไรจะลดลง…แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเงินนับล้านตำลึงอยู่ดี” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองนางด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “รู้หรือไม่ว่าเงินระดับนั้นคืออะไร”

เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า เพราะนางไม่รู้จะเทียบกับสิ่งใดดี แต่นางรู้ว่ามันคือจำนวนที่มหาศาลแน่นอน

“มากพอจะซื้อชีวิตคนได้” เขากล่าวเรียบก่อนจะนึกถึงเรื่องหนึ่งที่น่าจะใช้เปรียบเทียยบได้ “ไท่จื่อยังมีค่าสองแสนตำลึง”

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

นางขายหลงกู่ชิงให้หลี่หลงไท่จื่อไปหนึ่งแสนตำลึง และได้ค่ารักษาจากเขาอีกหนึ่งแสนตำลึง หากพูดแบบให้เห็นภาพ ก็เป็นอย่างที่เจียงมู่ไป๋กล่าว

ชีวิตของไท่จื่อแคว้นนี้…มีค่าสองแสนตำลึง

“แต่เจ้ากลับสามารถสร้างรายได้เป็นล้านตำลึง” เจียงมู่ไป๋ยกยิ้มบาง “เจ้ายังคิดว่าเป็นแค่การขายเต้าหู้อีกหรือ”

ลมยามค่ำพัดผ่านเบาๆ ผ้าม่านไหวเอน เงาแสงตะเกียงสะท้อนดวงตาของเด็กหญิให้ลึกขึ้น ก่อนจะพูดเรื่องการจัดการเต้าหู้ต่อ

“ข้าไม่คิดจะขายทุกอย่างในตอนนี้เจ้าค่ะ ฟองเต้าหู้กับเต้าหู้ยี้…ข้าจะเก็บไว้”

“ไว้สำหรับหน้าหนาว?” เจียงมู่ไป๋คาดเดาได้ทันที

“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “ของพวกนี้เก็บได้นานกว่ามาก และช่วงนั้นจะผลิตได้ยาก โดยเฉพาะฟองเต้าหู้ที่ต้องพึ่งแสงแดด”

เจียงมู่ไป๋หัวเราะเบา “เจ้าวางแผนได้ดี”

“ก็ต้องทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ” นางยิ้มรับ

“ดังนั้นต่อให้พ่อค้าพวกนั้นอยากกักตุนข้าว…” เขายกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง “สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยออกมาอยู่ดี”

นางเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับถอนหายใจ “แม้การปลูกถั่วเหลืองจะทำได้ง่ายเพราะใช้น้ำน้อย แต่การทำเต้าหู้กลับใช้น้ำมากนัก หากเจ้าบอกภัยแล้งใช้เวลาหลายปี สักวันเราก็อาจจะไม่มีน้ำสำหรับผลิตเต้าหู้ เพราะชีวิตคนยังต้องดื่มน้ำอยู่” เขาวางถ้วยชาลง “ถึงตอนนั้น ต่อให้มีถั่วเหลืองก็ไร้ประโยชน์”

“พี่รอง มิใช่ข้าบอกแล้วหรือว่า เหออันจะกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ” เสียงใสของนาง สร้างความผ่อนคลายให้กับบรรยากาศยิ่งนัก

“เพราะมีทะเลน่ะหรือ แม้ว่าต้นไม้บางชนิดจะโตในน้ำกร่อยได้ แต่คนเราดื่มกินน้ำนั้นนานๆ ไม่ได้” เพราะเขากังวลเรื่องน้ำมาก นั่นเป็นเหตุให้นอกจากการร่างนโยบายจัดการน้ำแล้ว เขายังซื้อที่ขุดสระอีกหลายแห่งเพื่อสะสมแหล่งน้ำส่วนตัว ไหนจะโอ่งขนาดใหญ่เพื่อเก็บไว้อีกจำนวนมาก

“เพราะ…ข้ารู้วิธีเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอก