ตอนที่ 184
ตอนที่ 184
ตอนที่ 184
คำพูดนี้ทำให้เจียงมู่ไป๋ถึงกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ ก่อนจะกดเสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“เป็นวิชาเซียนหรือ?”
เด็กหญิงหัวเราะคิกคักทันที “ถ้าข้าใช้วิชาเซียนได้คงไม่ลำบากขนาดนี้” นางส่ายหน้าก่อนอธิบาย “เป็นหลักการธรรมชาติทั่วไปเจ้าค่ะ เพียงแค่พวกท่านยังไม่รู้วิธี”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสนใจ เขาพอจะรู้ว่านางมีความรู้ที่มากกว่าคนในโลกนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะนางคือเซียนที่มีอายุนับร้อยปี การจะมีภูมิปัญญาที่มากกว่าคนทั่วไปนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เจียงมู่ไป๋ยังไม่ทราบว่าแท้จริงนางมาจากอนาคตมาก่อน และนี่เป็นหนึ่งในวิชาเคมีที่ตอนนางเรียนแพทย์เท่านั้น
“เจ้าลองว่ามา” เขาบอก
“ไม่รู้ว่าท่านทราบรู้ไม่ว่า…การตากน้ำทะเลจะได้เกลือ” นางลดเสียงเบาลง
เพราะรู้ดีว่าแค่การรู้ขบวนการนี้่ก็เท่ากับข้อหากบฎแล้ว แม้จะไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมดของการทำเกลือสมุทร แต่หลักการนี้นับว่าถูกต้องแล้ว แต่เกลือเป็นสินค้าทางการ ซึ่งคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะผลิตได้ และมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปควรจะรู้
ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับพยักหน้า แต่เขาก็รู้แค่นั้น มิได้รู้ว่าต้องตากอย่างไรหรือผสมอะไรจึงจะได้เกลือมา
“เพราะแบบนี้ จึงสรุปได้ว่าในน้ำทะเลย่อมมีเกลือกับน้ำ และสิ่งที่แยกน้ำกับเกลือออกนั้นคือความร้อนจากดวงอาทิตย์ แต่เราก็สามารถใช้ความร้อนจากไฟได้”
“แต่ถ้าเจ้านำน้ำทะเลมาต้มก็จะได้เกลือ แล้วน้ำก็จะกลายเป็นไอ อีกทั้งการทำเกลือนั้น…” เขาไม่ได้พูดต่อแต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ
ผิดกฎหมาย…
ทว่าเหยาอวี้กลับยิ้มอย่างไม่คิดมาก “วิธีการนี้เราจะใช้ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ถึงตอนนั้นนอกจากจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว เราอาจจะได้สิทธิ์ในการค้าเกลือด้วยเจ้าค่ะ”
เจียงมู่ไป๋กลับดึงสตินางด้วยการบีบแก้มที่ลำพองนั้นเบาๆ
“เหยาอวี้เจ้ายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องน้ำ”
เด็กหญิงลืมว่าข้ามขั้นตอนสำคัญไปจึงหัวเราะเขินๆ “มันคือการการกลั่นด้วยหม้อดินเผาเจ้าค่ะ”
“การกลั่นคือสิ่งใด”
“มันก็คือการต้มโดยปิดฝาให้สนิทเพื่อไม่ให้ไอน้ำออกมาเจ้าค่ะ”
วิธีนี้คล้ายการระเหิดพิมเสน…
เพื่อให้เขาเห็นภาพนางจึงเท้าความใหม่ว่า “เพราะในน้ำทะเลมีทั้งเกลือและน้ำ เมื่อโดนความร้อน น้ำจะระเหยออกไป เหลือเพียงเกลือ แต่หากเรากักไอน้ำเอาไว้…สิ่งที่ได้กลับจะเป็นน้ำจืด”
ชายหนุ่มหรี่ตาเล็กน้อย “กักไอ? ก็คือการกลั่นนั่นน่ะหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “ใช้หม้อดินเผาใบหนึ่ง เติมน้ำทะเลลงไป จากนั้นวางถ้วยไว้ตรงกลาง อย่าให้น้ำทะเลเข้าไปในถ้วย”
เขาฟังเงียบๆ
“แล้วปิดฝาหม้อ…แบบหงายฝา น้ำดินเหนียวหรือแป้งเหนียวมาปิดให้สนิท ให้ส่วนโค้งอยู่ด้านใน ส่วนนอกก็เติมน้ำไว้” นางหยิบพู่กันมาวาดประกอบ “เมื่อน้ำเดือด ไอน้ำจะลอยขึ้นไปกระทบฝาที่เย็นแล้วจับตัวเป็นหยดน้ำ”
“หยดลงในถ้วยเปล่าตรงกลาง…” เขาพึมพำต่อเอง
“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ยิ้ม “น้ำที่ได้คือ น้ำจืดบริสุทธิ์ ส่วนเกลือจะคงอยู่ในหม้อด้านล่าง”
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบาๆ “วิธีง่ายดายเพียงนี้…แต่กลับไม่มีผู้ใดคิด”
“ไม่ใช่ไม่มีผู้ใดคิดเจ้าค่ะ” นางส่ายหน้า “เพียงแต่ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องคิดถึงมันในยามที่น้ำหาได้ทุกหนแห่ง”
ลมกลางคืนพัดผ่านเบาๆ เปลวไฟในตะเกียงไหวเอน
ชายหนุ่มมองเด็กหญิงตรงหน้า แววตาลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม
“หากนำวิธีการกลั่นนี้ขึ้นถวาย ถึงตอนนั้นค่อยแลกกับสิทธิ์การผลิตเกลือได้ เพราะหากไม่ยินยอม ผู้คนก็จะไร้ซึ่งน้ำจืดให้ดื่มกิน”
“เจ้าค่ะ แต่น้ำที่ได้จากการกลั่นนี้จะมีรสจืดสนิทจนเฝื่อน นั่นเพราะสารสำคัญต่อร่างกายในน้ำถูกเอาออกไปจนหมด และจะดื่มนานไปหลายไปปีก็ไม่ดีเจ้าค่ะ แต่ถ้าเรานำน้ำมาใช้ผลิตเต้าหู้ย่อมใช้ได้ไม่มีปัญหา”
นั่นเป็นเพราะนางสามารถเจือจางไปกับน้ำทิพย์จากสระเหยาฉือได้ ถึงตอนนั้นน้ำกลั่นนี้ก็จะมีสรรพคุณยิ่งกว่าน้ำแร่ทั่วไปด้วยซ้ำ
เพราะการดื่มน้ำกลั่นนานๆ ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนจากการขาดแร่ธาตุที่จำเป็น เนื่องจากน้ำที่บริสุทธิ์เกินไปจะทำหน้าที่เหมือนตัวทำละลายที่เข้าไปดึงเอาแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม ออกจากเซลล์และกระดูกเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ทำให้ผู้ดื่มอาจรู้สึกอ่อนเพลียได้ง่ายกว่าปกติ
“แต่ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นน้ำดื่ม ผู้คนก็ต้องการอยู่ดี” เจียงมู่ไป๋กลับมองว่านี่เป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งก็ต้องแลกด้วยสิ่งหนึ่ง ในยามที่ขาดแคลน เขาคิดว่าแม้แค่ขายลูกกิน ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ ไหนเลยจะยังต้องกังวลเรื่องรสชาติของน้ำดื่ม
“เมื่อถึงตอนที่ต้องถวายฎีกา ท่านแค่ให้คนเขียนข้อดีข้อเสียไว้ก็พอเจ้าค่ะ ส่วนน้ำจืดของพวกเราย่อมไม่มีปัญหา เรื่องนี้ท่านเชื่อใจข้าได้” เหยาอวี้ยิ้มกว้างตบที่อกเบาๆ
เพราะนางสะสมบุญกุศลจำนวนมาก ไหนจะเรื่องเต้าหู้ที่ถูกตั้งโรงทานทุกวันอีก ส่งผลให้นางสามารถเรียกหยดน้ำทิพย์ได้วันละหนึ่งถึงสองหยดโดยไม่ต้องสลบเมือดอีกแล้ว แต่นั่นก็เป็นขีดจำกัดแล้ว
ไว้ตอนนั้นนางจะผสมน้ำทิพย์ลงไป ถึงตอนนั้นน้ำนี้ก็จะช่วยให้ทุกคนร่างกายแข็งแรงด้วยซ้ำ
แสงตะเกียงสาดผ่านใบหน้าคมคายของเขา เงาทอดลึกในดวงตาที่มักดูเฉื่อยชา บัดนี้กลับมีระลอกบางอย่างไหววูบ
ไม่รู้ว่าเพราะคำว่า…ให้เชื่อใจ
หรือเพราะคำว่า…พวกเรา
เขามองเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาเล็กน้อย
“เจ้าพักผ่อนเถอะ…พรุ่งนี้ค่อยไปท่าเรือด้วยกัน” เสียงเขาแผ่วลงกว่าปกติเล็กน้อย
ไม่รอให้นางตอบรับ พริบตาเดียวร่างบนเก้าอี้ข้างๆ ก็พลันว่างเปล่า
ต่อมา…ฝานซูเมิ่งก็เดินหาวเข้ามา
“พี่รองเจ้าบอกให้ข้ามาเฝ้าเจ้าต่อ”
เหยาอวี้เห็นก็ยิ้ม “อยู่ที่นี่ไยต้องระวังถึงเพียงนั้น…เจ้าไปพักที่เรือนป่าไผ่เถิด”
ยามนี้เรือนป่าไผ่ของมารดาเป็นที่พักชั่วคราวของฝานซูเมิ่งแล้ว
แม้ว่าฝานซูเมิ่งจะถูกส่งมาเพื่อดูแลนาง แต่นางก็เห็นเด็กสาวเป็นเพื่อนต่างวัยคนหนึ่งมากกว่า
เพราะหากพูดตามฐานะ ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านโหว หรือตูเว่ย นางควรมีเกียรติมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ฝานซูเมิ่งกลับเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับเรื่องพวกนี้อย่างเด็กสาวทั่วไป
ฝานซูเมิ่งพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเดินจากไป
ไม่ใช่เพราะนางตั้งใจหย่อนยาน แต่ขนาดว่าตอนที่บิดาบุญธรรมของตนแอบเข้ามาพร้อมหน่วยรบแนวหน้าของเขา ยังถูกคุณชายรองของจวนรับรู้ได้ในทันที
ดังนั้น ตราบใดที่เหยาอวี้อยู่ในเรือนฝังตะวันตก ย่อมปลอดภัยหายห่วง
ท้องพระโรงยามเช้าถูกคลุมด้วยความเงียบงันที่กดทับจิตใจผู้คน แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องหน้าต่างสูงส่องลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ เงาของเสาแกะสลักทอดยาวราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น บนบัลลังก์มังกรฉีหมิงฮ่องเต้ประทับนิ่ง พระพักตร์สงบเย็น หากแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยคลื่นความคิดที่ซ่อนเร้น
เบื้องล่าง ฎีกาจากหัวเมืองทางใต้ถูกวางซ้อนกันเป็นตั้ง ข้อความล้วนคล้ายคลึง ขอเสบียง ขอแรงงาน ขอให้ชีวิตชาวประชาอยู่ดีมีสุข
“กระหม่อมขออาสานำเสบียงไปทางใต้ด้วยตนเอง!”
เสียงดังแทรกขึ้นกลางท้องพระโรงของแม่ทัพถัง ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงผิวน้ำอันนิ่งงัน
สายตานับร้อยคู่หันไปพร้อมกัน นี่เป็นการประชุมหารือที่ท้องพระโรงแบบเต็มรูป และเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้วตั้งแต่เกิดอุทกภัยน้ำท่วมทางใต้
ถังจ้านยืนอยู่ท่ามกลางแถวขุนนาง ร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขา ไหล่กว้างแผ่พลังอำนาจโดยไม่ต้องเอ่ยคำ แววตาแข็งกร้าวและมุ่งมั่น เขาเป็นแม่ทัพที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน เลือดและชัยชนะหล่อหลอมให้เขาเป็นเช่นทุกวันนี้ ทว่าในท้องพระโรงแห่งนี้ กลับถูกสายตาหลายฝ่ายกดทับไว้โดยไม่ต้องใช้กำลัง
เพียงคำพูดเดียว ก็ทำให้บรรยากาศที่อึมครึมอยู่แล้ว ยิ่งตึงเครียดขึ้นอีกขั้น
“ข้าไม่เห็นด้วย…เสบียงหลวงส่งไปแล้วครั้งหนึ่ง” เสียงของเสนาบดีกรมคลังดังขึ้นอย่างราบเรียบ “นั่นก็นับว่าเป็นพระเมตตาอย่างยิ่งแล้ว”
เขาคือเหอซิ่งเว่ย ชายชราผู้นี้สวมอาภรณ์เรียบง่าย สีสันไม่ฉูดฉาด ท่าทีสมถะไม่ต่างจากขุนนางทั่วไป หากแต่ทุกถ้อยคำที่เอ่ยกลับหนักแน่นราวหินผา เขาเป็นคนระมัดระวัง รอบคอบ ไม่เคยก้าวล้ำ ไม่เคยแสดงตนโดดเด่น ทั้งยังมิได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน แม้จะเป็นถึงท่านตาขององค์ชายหกก็ตาม
“หากส่งไปอีก…ทางเหนือในหน้าหนาวที่จะถึงนี้จะทำเช่นไร”
คำถามนั้นมิได้ดังนัก แต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง
ทางเหนือ…คำเพียงคำเดียว ก็เพียงพอให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น
สัญญาสงบศึกกับเป่ยถูอีกไม่กี่ปีก็ใกล้สิ้นสุดลงทุกขณะ ชายแดนสั่นคลอนราวเส้นด้ายที่พร้อมขาดสะบั้น กองทัพยังต้องตรึงกำลังอยู่ที่นั่น แม้แต่ฮ่องเต้ที่ระแวง ก็ยังมิกล้าเรียกโจวกั๋วกงกลับ
“แต่ทางใต้ตอนนี้ทุกข์ยากนัก” ขุนนางผู้หนึ่งจากฝั่งของสมุหราชเลขาธิการหลินเอ่ยแทรก หากไม่ใช่เพราะหลินฉางเฟิงไปที่เหออัน ขุนนางฝ่ายนี้ก็คงไม่สนใจทางใต้ขนาดนี้
“ทุกข์ยาก…มิใช่เพียงที่ทางใต้” เสียงเย็นของอัครเสนาบดีดังขึ้น “หากเหนือพัง…ใต้ก็ย่อมไม่รอด”
กงฮ่าวหราน เป็นบุรุษผู้ที่มีแววตาเฉียบคม ท่าทางสุขุม แต่คำพูดกลับแฝงคมดาบ เขาเคยเป็นศิษย์ของเซินไท่ฟู่ และเคยเป็นเหมินเค่อของตระกูลจูของหวงกุ้ยเฟยในยามที่ตนยังเป็นเพียงซิ่วไฉ จึงเป็นที่รู้กันว่าอยู่ฝ่ายองค์ชายห้า
แม้ว่าเขาจะเอ่ยขัดขุนนางผู้หนึ่งจากฝั่งของสมุหราชเลขาธิการหลิน
แต่ภาพรวมยามนี้ องค์ชายห้าก็คือผู้สนับสนุนไท่จื่อไปโดยปริยาย เขาจึงมักยืนอยู่ในจุดที่คานอำนาจของแม่ทัพมากกว่า
ถังจ้านขบกรามแน่น แต่ยังไม่ยอมถอย
‘ในเมื่อทางใต้ไม่ได้ ข้าก็จะไปเหนือ!’
“เช่นนั้น…หากต้องเสริมกำลังแดนเหนือ กระหม่อมยินดีไปช่วยโจวกั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดยังไม่ทันจบดี
“มิได้!” เสียงทัดทานดังขึ้นแทบพร้อมกัน
บางเสียงแข็งกร้าว บางเสียงแฝงความหวาดระแวง
“จะมีแม่ทัพใหญ่สองคนรวมกำลังกันได้อย่างไร!”
“หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ผู้ใดจะรับผิดชอบ!”
“ท่านไปไม่ได้!”
ถ้อยคำเหล่านั้นซัดเข้าใส่ราวคลื่นกระแทกฝั่ง