ตอนที่ 185
ตอนที่ 185
ตอนที่ 185
ถังจ้านยืนนิ่ง ทว่าแววตากลับลุกโชนขึ้นชั่วขณะ เขาไม่ใช่ไม่เข้าใจเหตุผลของพวกคนเหล่านี้
แต่ยิ่งเข้าใจ ก็ยิ่งอัดอั้น
ตั้งแต่ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง…เขาก็ไม่ต่างจากถูกปลดอำนาจลงครึ่งหนึ่ง
กองทัพสกุลถังที่เคยอยู่ในกำมือ บัดนี้กลับเหมือนถูกสายตานับไม่ถ้วนจ้องจับผิดอยู่ทุกเมื่อ
การเรียกตัวกลับของฮ่องเต้ มิใช่เพียงคำสั่งธรรมดา แต่มันคือการดึงเขาออกจากถิ่นของตน และวางไว้ใต้แสงตะเกียงของราชสำนัก
ให้ทุกคนมองเห็น…และจับตา
“ข้าเพียงต้องการช่วยแบ่งเบาภาระ”
“แม่ทัพถัง” เสียงของกงฮ่าวหรานที่อ่อนวัยกว่านับสิบปีดังขึ้นช้าๆ แต่เฉียบคม “บ้านเมืองมิอาจใช้ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ” แววตาของเขานิ่งลึก มองตรงไปยังอีกฝ่าย
“ยิ่งในยามที่สถานการณ์เปราะบางเช่นนี้…การเคลื่อนไหวของท่าน อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่อาจคาดคิด”
คำพูดนั้นไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่ทุกคนเข้าใจดี
การรวมกำลังของแม่ทัพสองคน ไม่ใช่เพียงเรื่องศึกภายนอก
แต่คือ…ความหวาดระแวงภายใน
ถังจ้านกำหมัดแน่น เส้นเอ็นที่หลังมือปูดขึ้นชัดเจน
ทว่าในที่สุด เขาก็ต้องกลืนความอึดอัดนั้นลงไป
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
บนบัลลังก์ ฉีหมิงฮ่องเต้ยังคงนิ่ง พระเนตรทอดมองลงมาอย่างลึกซึ้ง
“ถังอ้ายชิ่ง[1]” พระสุรเสียงดังขึ้นในที่สุด
ถังจ้านชะงัก
“เจ้าอยู่ในที่ของเจ้าเถิด” เพียงประโยคเดียว แต่หนักราวภูผา “เจ้าก็อายุมากแล้ว…เจิ้น[2]เป็นห่วงสุขภาพของเจ้ายิ่งนัก จึงอยากให้พักผ่อนที่จงหยวนให้ดี เรื่องกองทัพ…ควรให้คนหนุ่มแสดงฝีมือบ้าง”
ถ้อยคำฟังดูอ่อนโยน หากแต่ผู้ฟังต่างเข้าใจ
นี่คือการหยั่งเชิง…ตราแม่ทัพ
ถังจ้านนิ่งค้างอยู่ชั่วขณะ
ก่อนจะค้อมกายลงช้าๆ “กระหม่อมรับพระบัญชา”
เรื่องราวจึงถูกกดลงอย่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยต่อ
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เด็กชายผู้หนึ่งยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าผู้อื่นเล็กน้อย
เซียวหลี่หลง
แม้อายุเพียงสิบสองปี ทว่ายามนี้ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนหลายคนบาดตา โดยเฉพาะฝั่งแม่ทัพถัง หรือก็คือฝั่งองค์ชายรอง อดเหลือบมองบ่อยๆ ไม่ได้
“ไท่จื่อคิดเห็นอย่างไร” ฮ่องเต้ตรัสถามในที่สุด
เซียวหลี่หลงก้าวออกมาเล็กน้อย ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมเห็นว่าที่ท่านเสนาบดีกรมคลังและท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าว ล้วนมีเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบเรียบง่าย ไม่มีการเสนอความเห็นของตนเองแม้แต่น้อย
แต่กลับเป็นคำตอบที่…ถูกต้องที่สุด
ฉีหมิงฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ ไม่ตรัสสิ่งใดเพิ่มเติม
ในที่แห่งนี้ ผู้ที่รู้เรื่องภัยแล้งนั้นมีไม่กี่คน โดยหลักก็คือพระองค์ และไท่จื่อ
และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระองค์เลือกบุตรชายผู้นี้เป็นไท่จื่อ
เพราะเขาอยู่เป็นที่สุด…
ขณะที่พระองค์ก็รับรู้เรื่องภัยแล้งแล้วยังนิ่งเงียบ แต่บุตรชายผู้นี้ที่เป็นผู้ถวายฎีกาลับด้วยตนเองกลับไม่ปริปาก หรือกล่าวออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ไม่แม้กระทั่งมีสายตาตัดพ้อหรือสงสัยในความคิดของพระองค์ด้วยซ้ำ
ทว่าเพียงชั่วชาจิบ
“รายงานด่วน!”
ทหารม้าเร็วในชุดเดินทางเต็มคราบฝุ่นคุกเข่าลงกลางท้องพระโรง หายใจยังไม่ทันสม่ำเสมอ “มีฎีกาด่วนจากเหออันพ่ะย่ะค่ะ!”
คำว่าเหออัน ทำให้บรรยากาศที่เพิ่งนิ่งลงเกิดระลอกอีกครั้ง
ความทรงจำเกี่ยวกับหลานชายเสเพของสมุหราชเลขาธิการหลิน…หลินฉางเฟิง ผุดขึ้นมาในใจผู้คนแทบพร้อมกัน
ขุนนางฝ่ายบู๊บางคนที่อยู่ฝั่งองค์ชายรองถึงกับแค่นเสียงเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“เหออันหรือ…หรือครานี้จะมาขอเสบียงเพิ่ม”
อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงแหนบแนม “ยังไม่ทันผ่านสำนักราชเลขาธิการก็กล้าส่งขึ้นถวายตรงเช่นนี้…ช่างไม่รู้กาลเทศะนัก”
ถ้อยคำแม้ดูเหมือนกล่าวลอยๆ แต่กลับชี้เป้าไปยังบุคคลอย่างชัดเจน
ฝั่งขุนนางที่ใกล้ชิดกับไท่จื่อสีหน้าพลันตึงขึ้น
ชื่อเสียงของหลินฉางเฟิงในจงหยวนเป็นที่รู้กันดี แม้วัยเด็กจะฉายแววฉลาดเฉียบคม แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งโตยิ่งไม่อยากให้โต
โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้…แม้ฮ่องเต้จะไม่กล่าวสรุปเรื่องการส่งเสบียงทางใต้หรือไม่ แต่การที่พระองค์ไม่แย้งเรื่องที่เสนาบดีกรมคลังปฏิเสธการส่งเสบียงเพิ่ม นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าพระองค์คิดเห็นอย่างไร
หากฎีกาฉบับนี้เป็นการร้องขอเสบียงเพิ่มกลางท้องพระโรง ก็ไม่ต่างกับการกดดันฮ่องเต้โดยตรง
แต่สายไปแล้ว…
ฎีกาถูกส่งถึงพระหัตถ์เบื้องบนเรียบร้อย
แม้แต่สมุหราชเลขาธิการหลินเอง ยังมิอาจเก็บสีหน้าให้สงบนิ่งได้สนิท
บนบัลลังก์ฉีหมิงฮ่องเต้รับฎีกานั้นไปอย่างเงียบงัน พระเนตรทอดอ่านทีละบรรทัด
ท้องพระโรงทั้งแห่งเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง
ครู่หนึ่ง…มุมพระโอษฐ์ที่เคยนิ่งเฉย กลับแย้มขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะ…
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงพระสรวลดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ขุนนางทั้งหลายถึงกับชะงักงัน
ตั้งแต่เกิดอุทกภัยทางใต้…พวกเขาไม่เคยเห็นฮ่องเต้สำราญพระทัยเช่นนี้มาก่อน
“ขุนนางนับร้อยในราชสำนัก” พระสุรเสียงยังเจือรอยยิ้ม “กลับไม่มีผู้ใดสามารถคลายความกลุ้มใจจากภัยพิบัติทางใต้ให้เจิ้นได้”
พระเนตรกวาดลงมาช้าๆ
“แต่หลินโม่โฉว…กลับทำได้ดีนัก”
ถ้อยคำนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางท้องพระโรง ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ฮ่องเต้ก็ยื่นฎีกาให้ขันทีข้างพระองค์ กระทั่งคำเรียกนามรองของหลินฉางเฟิงยังเป็นไปอย่างสนิทสนม
“อ่านให้ทุกคนฟัง”
จ่งกวนไท่เจี้ยนรับฎีกาไป ก่อนคลี่ออกอย่างระมัดระวัง แล้วเริ่มอ่านด้วยเสียงกังวานชัดเจน
เนื้อความเริ่มต้นด้วยเรื่อง…น้ำ
แม้จะเพิ่งผ่านอุทกภัย แต่กลับเน้นย้ำว่าการจัดการน้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญ มีการล้างบ่อ ใส่ปูนขาว ซ่อมแซมเขื่อน ขุดลอกคูคลอง เพื่อเตรียมรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
จากนั้นกล่าวถึงโรคระบาดจากน้ำท่วม
ในเหออันมีหมอผู้หนึ่งได้คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยจากหมอเทวดาเซวียนของไท่จื่อ โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มน้ำดิบ ให้ดื่มน้ำผสมเกลือเพื่อบรรเทาอาการ จึงขอพระราชทานผ่อนปรนภาษีเกลือแก่พื้นที่ประสบภัยชั่วคราวเป็นการด่วน
ถ้อยคำนี้ทำให้ขุนนางบางคนถึงกับเบิกตาเล็กน้อย
แต่ขันทีผู้เฒ่านั้นไม่สนใจแล้วกล่าวถึงเสบียงว่ามีความเสียหายหนักหนา…แต่กลับมีทางออก
มีพ่อค้าคนหนึ่งคิดค้นอาหารจากถั่วเหลือง ขายในราคาจินละยี่สิบอีแปะ ทั้งยังอิ่มเหมือนกินเนื้อ
แม้จะเลยฤดูเพาะปลูก แต่ยังสามารถปลูกถั่วเหลืองได้
อีกทั้งพ่อค้าผู้นั้นรับซื้อในราคาสูงถึงสิบอีแปะ
ทำให้ชาวบ้านกลับมามีความหวัง
เมืองเริ่มฟื้นตัว และกำลังขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
..
..
“เพื่อมิให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงกังวล” เสียงขันทีอ่านต่อ “กระหม่อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง…”
เมื่ออ่านจบ ท้องพระโรงทั้งแห่งเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงฮือฮาเบาๆ จะเริ่มดังขึ้น
“นี่…”
“เป็นไปได้อย่างไร…”
“ฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้…”
“เช่นนั้นราคาข้าวก็คงไม่ขึ้นอีกแล้ว”
“นอกจากไม่ขึ้นอาจจะร่วงลงมาอีก ผู้ใดเล่าจะซื้อของแพง ถ้ามีของทดแทนที่ถูกกว่า”
ขุนนางหลายคนถึงกับแลกสายตากันอย่างไม่ปิดบังความตกใจ
พวกเขาย่อมต้องตกใจ เพราะไม่รู้มีผู้ใดบ้างที่ต้องการฉกฉวยผลประโยชน์จากสถานการณ์ หลายคนก็เริ่มให้ร้านค้าขายในนามหลงจู๊ของตนเริ่มกักตุนทันที ที่ราชโองการเดิมยกเลิกไป เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ใกล้หน้าหนาวทุกที่ ทางใต้ที่ข้าวจมน้ำเกือบทุกหนแห่ง นั่นย่อมเป็นแหล่งทำเงินของพวกเขา
แต่ถ้ามีอาหารชนิดใหม่ที่ปลูกง่ายขึ้นมา ข้าวที่ตั้งใจจะรอขายตอนราคาสูงจะไม่ขึ้นราทิ้งหรอกหรือ
แต่ผู้ใดเล่าจะกล้ากล่าวว่าไม่ดี…
บนบัลลังก์ฉีหมิงฮ่องเต้ผ่อนลมหายใจออกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พระพักตร์คลายความเคร่งขรึมลงไปหลายส่วน
“สมุหราชเลขาธิการหลินสั่งสอนหลานชายได้ดี…ประทานรางวัล”
สุรเสียงมิได้ดังนัก แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนได้ยิน
ถ้อยคำนี้ทำให้สายตาหลายคู่หันไปยังตำแหน่งของสมุหราชเลขาธิการหลิน โดยไม่ได้นัดหมาย
แม้เจ้าตัวจะยังคงยืนสงบนิ่ง ทว่ามุมปากที่ขยับเพียงเล็กน้อย ก็เผยให้เห็นความโล่งอกที่ยากจะปิดบัง
ฉีหมิงฮ่องเต้รู้สึกดีกับฎีกานี้อย่างยิ่ง กระทั่งสายตาที่มองไปยังไท่จื่อยังเจือด้วยความเอ็นดูถึงสองส่วน
“ไม่คิดว่าเจ้าไปทางใต้…” พระองค์ตรัสต่อ พระเนตรทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง “แล้วยังคิดถึงราษฎร์ ให้หมอข้างตัวเผยแพร่ความรู้อันเป็นประโยชน์”
สายพระเนตรนั้นหยุดลงที่ไท่จื่อ
“ทำได้ดียิ่งนัก”
เซียวหลี่หลงก้มศีรษะรับอย่างนอบน้อม สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม
ทว่าในสายตาของผู้คน ไท่จื่อที่เคยดูอ่อนแอ ขี้โรค กลับเหมือนมีแสงบางอย่างเพิ่มขึ้น
ไม่ใช่เพียงร่างกายที่ดูแข็งแรงขึ้น แต่เป็น…น้ำหนักของตัวตนที่มาขึ้นโดยไม่รู้ตัว
คำกล่าวของฮ่องเต้ ย่อมมิได้หมายถึงเพียงเรื่องหมอเทวดาเซวียน หากแต่รวมถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง…
ซึ่งมีเพียงสองพระองค์เท่านั้นที่เข้าใจ
[1] อ้ายชิง คำเรียก ขุนนาง จากฮ่องเต้
[2] เจิ้น คำแทนตัวฮ่องเต้