ตอนที่ 186
ตอนที่ 186
ตอนที่ 186
บรรยากาศในท้องพระโรงเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากความตึงเครียด กลายเป็นความครุ่นคิด จากความสิ้นหวัง กลายเป็นการคำนวณใหม่ในใจของแต่ละฝ่าย
สายตาหลายคู่มองไปยังไท่จื่อ
บางคนเริ่มประเมินใหม่
บางคนเริ่มระแวง
บางคน…เริ่มลังเล
ทั้งท้องพระโรงตอนนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่มีสิทธิ์เข้าฟังราชการได้
เพราะเขาคือไท่จื่อ ส่วนองค์ชายอื่นๆ นั่นยังมิได้ถูกแต่งตั้งเป็นอ๋อง จึงไม่มีสิทธิ์ปรากฎตัวที่นี่
องค์ชายผู้นี้ ได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อทันทีหลังการสิ้นพระชนม์ของฮองเฮาเมื่อห้าปีก่อน
และนับแต่นั้น ตำแหน่งฮองเฮาก็ยังคงว่างเปล่า
ฮ่องเต้ตรัสเพียงว่า…
‘ยังระลึกถึงอดีตฮองเฮาผู้เพียบพร้อม’
คำกล่าวนั้นทำให้ทั้งราชสำนักเงียบงัน ผู้ใดเล่าจะกล้าเสนอผู้อื่นขึ้นมาแทน
บุตรสาวของเซินไท่ฟู่ ผู้มีทั้งสำนักฮั่นหลิน สมุหราชเลขาธิการหลิน และขุนนางกว่าครึ่งราชสำนักหนุนหลัง
จะมีผู้ใดเทียบได้
แต่ถึงกระนั้น…ภายในวังหลัง กลับมิได้ว่างเปล่า อำนาจจัดการทั้งสามวังหกตำหนัก ยังคงอยู่ในมือของหวงกุ้ยเฟย
และนาง…คือพระมารดาขององค์ชายรอง
เพียงเท่านี้ ก็เพียงพอให้ขุนนางทั้งหลายต้องเก็บงำความคิดไว้ในใจ
ตราชั่งในพระทัยของฮ่องเต้ ยากจะหยั่งถึงเกินไป
บอกว่าระลึกถึงอดีตฮองเฮา ทั้งยังแต่งตั้งบุตรของนางเป็นไท่จื่อ
แต่ผู้ที่กุมวังหลัง…กลับเป็นสตรีจากสกุลถัง
ภายใต้รอยยิ้มที่เพิ่งปรากฏบนพระพักตร์
ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า
แท้จริงแล้ว พระทัยของผู้นั่งบนบัลลังก์มังกรเอนเอียงไปทิศทางใดกันแน่
ตั้งแต่กลับจากจวนพานในวันนั้น แล้วทำยาลูกกลอนส่งให้พวกเขา เหยาอวี้ก็แทบไม่ก้าวออกจากจวนอีกเลย
นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคัดอักษร ลายมือเล็กเรียบร้อยทอดยาวบนกระดาษขาวสะอาด แม้จะไม่มีกระดูกตั้งตรงสง่า แต่ก็ให้ความอ่อนช้อยและดูสะอาดตา
บางคราวก็สนทนากับเจียงมู่ไป๋ถึงเรื่องภัยแล้งที่กำลังก่อตัวจากเหนือสู่ใต้ ถ้อยคำของทั้งสองมิได้เร่งร้อน หากแต่แฝงด้วยการคำนวณและวางหมากล่วงหน้าด้วยกันอย่างเงียบงัน
ส่วนยามว่าง นางก็มักพูดคุยสัพเพเหระกับเจียงจื่อหรง ทำให้เรือนที่เงียบสงบแห่งนี้ยังคงมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง เพราะอีกไม่นานพวกนางจะไปเจียงหนานแล้ว
สำหรับกิจการเต้าหู้นั้น เหยาอวี้แทบไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเองอีกแล้ว
ตั้งแต่แรกเริ่ม นางได้วางโครงสร้างทุกอย่างไว้อย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิต เส้นทางการกระจายสินค้า ไปจนถึงการกำหนดราคา ล้วนถูกจัดวางราวกับรางที่ขีดไว้ล่วงหน้า เมื่อระบบเริ่มหมุน ทุกอย่างก็เดินไปตามนั้นอย่างแม่นยำ แทบไม่มีความคลาดเคลื่อนให้ต้องแก้ไข
โรงงานและหน้าร้านต่างมีหลงจู๊และคนที่ไว้ใจได้ออกหน้าเป็นผู้ดูแล คอยควบคุมแรงงาน ตรวจการผลิต และจัดการการค้าขายอย่างเป็นระบบ ภาพภายนอกจึงดูราวกับกิจการดำเนินไปด้วยกำลังของคนเหล่านั้น
แต่เบื้องหลังกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เฉียนซื่อและเจียงอวี้เหิงได้ถอยมาอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น คอยควบคุมทุกอย่างอีกขั้น
เฉียนซื่อยังคงกุมบัญชีและต้นทุนทั้งหมดไว้ในมือ ตัวเลขทุกตำลึงผ่านสายตานางอย่างละเอียด
ส่วนเจียงอวี้เหิง อาศัยประสบการณ์จากการดูแลกิจการผ้าไหมของตระกูลสาขา จัดการเรื่องคนงานทั้งหมด
แม้โรงงานเต้าหู้จะต่างจากร้านผ้าไหมโดยสิ้นเชิง
แต่หลักในการบริหารกลับไม่ต่างกัน
เพียงเลือกคนให้เหมาะกับงาน วางระเบียบให้ชัดเจน และยึดผลประโยชน์ของกิจการเป็นศูนย์กลาง
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าฉาก อาจเป็นผู้อื่น แต่ผู้ที่กำหนดทิศทางของทุกสิ่ง ยังคงเป็นสองสามีภรรยาคู่นี้… ที่ควบคุมอยู่ในเงามืดอย่างเงียบงัน
ที่สำคัญที่สุด…
เหยาอวี้ได้นำวิธีการจัดการแรงงานที่ก้าวหน้ากว่ายุคนี้เข้ามาปรับใช้
นางกำหนดระบบเบี้ยขยัน เพิ่มเข้าไปในค่าจ้าง ผู้ใดมาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่สาย ย่อมได้รับเงินเพิ่ม ผู้ใดทำงานได้มากกว่ามาตรฐาน จะมีผู้ตรวจนับผลงานและจ่ายตอบแทนตามจริง แต่ในขณะเดียวกัน หากทำงานไม่ถึงเกณฑ์หลายครั้ง ก็จะถูกพิจารณาให้ออกจากงานทันทีโดยไม่ลังเล
กฎระเบียบชัดเจน รางวัลและโทษแน่นอน
ทำให้โรงงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกเริ่ม
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น
เหยาอวี้ให้เจียงอวี้เหิงเชิญหมอจากโรงหมอกู้จี้อี้กวนมาตั้งโต๊ะตรวจโรคอยู่หน้าจุดรับสมัครงาน
ผู้ใดจะเข้าทำงาน ต้องผ่านการตรวจร่างกายเสียก่อน
การจ้างหมอเป็นแบบเหมาจ่าย ทำให้สามารถตรวจคนจำนวนมากได้โดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายรายหัว
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป
ไม่เพียงแต่จำนวนคนสมัครงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ผู้บริโภคเองก็เกิดความเชื่อมั่นโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
เพราะในสายตาชาวบ้าน โรงงานที่ตรวจโรคก่อนรับคนเข้าทำงาน ย่อมเป็นสถานที่สะอาด และอาหารที่ผลิตออกมา…ย่อมปลอดภัย
เพียงชั่วเวลาไม่นาน โรงงานเต้าหู้แห่งเหออัน ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนใฝ่ฝันจะเข้าทำงาน ไม่ใช่ชาวบ้านในเมือง ชาวบ้านจากหมู่บ้านโดยรอบต่างหลั่งไหลเข้ามา บางคนเดินทางไกลเพียงเพื่อขอโอกาสสมัครงาน เพราะรู้ว่ามีที่พักราคาคนงานอยู่
เสียงพูดคุย เสียงฝีเท้า และความหวังใหม่ หลอมรวมกันจนพื้นที่ริมชายหาดที่เคยเงียบเหงา กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา
และไม่นานนัก โรงงานที่เพิ่งก่อสร้างขึ้น ก็เต็มไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่างอีกต่อไป
“คงไม่ใช่ว่าตอนนี้ตระกูลเจียงจะหันมาเอาดีด้านเต้าหู้แล้วหรอกนะ”
เสียงทุ้มเจือรอยยิ้มดังขึ้นอย่างพอดิบพอดี
ชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามามีท่วงท่าสง่างาม เสื้อคลุมยาวตัดเย็บอย่างประณีต ปักลายดิ้นทองละเอียดสะท้อนแสงแดดยามสายเป็นประกายแผ่ว ผ้าเนื้อดีพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว บริเวณเอวประดับหยกขาวแกะลายทรงใบชาอ่อน ผิวหยกเนียนใสราวต้องแสง ทำให้บุคลิกของเขาดูทั้งหรูหราและเจ้าสำราญในคราเดียวกัน
เบื้องหลังยังมีบ่าวชายติดตามมาสองคน
เหยาอวี้ที่กำลังสนทนากับฮาซันอยู่ริมท่าเรือหันไปมอง นางไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเขา แต่ก็ทักทายตามมารยาท
“คุณชายเซี่ย”
ส่วนเจียงมู่ไป๋เพียงปรายตามองเท่านั้น
ขณะที่เจียงจื่อหรงซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง กลับขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวอย่างเหม็นขี้หน้า
…เจ้าคนขี้ประจบนี่มาแล้ว
เหตุผลของการเหม็นขี้หน้านั้นเรียบง่ายจนไม่ต้องอธิบายมากนัก
หลังจากที่คนตระกูลเจียงย้ายไปเจียงหนาน เซี่ยจวิ้นเหอก็ตามไปในเวลาไม่นาน เขานำผงกระเทียมที่เพิ่งทดลองผลิตสำเร็จในรอบแรกไปด้วย ตั้งใจทั้งโอ้อวดผลงาน และหวังปรึกษาด้านแนวทางการค้าเพิ่มเติมกับเหยาอวี้
แต่กลับพบว่าตระกูลเจียงไปกันครบแทบทุกคน
ยกเว้นเพียงสองคน เจียงมู่ไป๋ และเหยาอวี้
คนที่เขาอยากพบที่สุดกลับไม่อยู่
ทว่ายังไม่ทันได้ทำอันใด น้ำท่วมใหญ่ก็เกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้เขาต้องติดอยู่ที่เจียงหนานโดยปริยาย
ในฐานะคนของกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน เขาย่อมมีรากฐานอยู่ที่เจียงหนานไม่น้อย และยิ่งเมื่อเห็นตระกูลเจียงลงมือซื้อจวนใหญ่ถึงสองแห่งตรงข้ามกัน ขยายกิจการผ้าไหม ทั้งยังกว้านซื้อโรงงานเพิ่มเติม
สายตาของพ่อค้าย่อมไม่อาจนิ่งเฉย
เขาจับตามอง…อย่างสนใจ
และในระหว่างนั้นเอง เขาก็ได้พบกับจางซื่อ
มารดาของเหยาอวี้ที่ในเหออันแทบไม่ออกจากเรือน กลับกลายเป็นคนที่ไปมาหาสู่ผู้คนในเจียงหนานแทบทุกวัน ทั้งยังสนิทสนมกับอดีตเถ้าแก่โรงเตี้ยมจินฟู่ ผู้ผันตัวไปเปิดโรงงานเครื่องประทินผิวอันโด่งดังจากชิงเฟิง
เมื่อมีช่องทาง เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือ
เซี่ยจวิ้นเหอกลายเป็นแขกประจำของฝั่งจวนสาขาตระกูลเจียงอย่างรวดเร็ว
ของกำนัลราคาแพงถูกนำมาแทบไม่ซ้ำวัน คำพูดหวานหูถูกถักทออย่างแยบยล และจางซื่อ…ก็รับไว้ทั้งหมดโดยไม่มีท่าทีระแวงแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม นางกลับยินดีอย่างยิ่ง
เพราะในสายตาของคนเป็นแม่
บุรุษหนุ่มรูปงาม มีฐานะ พูดจาดี ย่อมเป็นว่าที่บุตรเขยในอุดมคติที่หายาก
และเมื่อใดที่เซี่ยจวิ้นเหอเอ่ยถามถึงเหยาอวี้ จางซื่อก็มักจะเล่าข้อดีของบุตรสาวออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้จักไม่มากพอ
ในตอนนั้นเอง เซี่ยจวิ้นเหอจึงได้รู้ว่าคนที่รักษาอาการให้เจียงมู่ไป๋ ก็คือเหยาอวี้
ไม่คิดเลยว่านางจะรู้วิชาแพทย์ มิน่าเล่าถึงได้รู้จักพืชพันธุ์แปลกๆ เยอะ
ทั้งหมดนี้…
เจียงจื่อหรงเห็นกับตา
ในฐานะน้องสามของพี่รอง นางย่อมมีสัญชาตญาณในการเฝ้าระวังต่อว่าที่พี่สะใภ้รองมากกว่าจางซื่อ ที่มักจะเสาะหาบุตรเขยของตนอยู่แล้ว
แต่ก็ทำได้เพียงมองชายหนุ่มผู้นี้ค่อยๆ ทำคะแนนในสายตาจางซื่อทีละน้อย
โดยที่นาง…ไม่มีช่องแม้แต่นิดเดียวให้แทรกเข้าไปขัดขวางอย่างเจ็บใจ
ตั้งแต่กลับมาเหออัน เจียงจื่อหรงก็ไม่เห็นชายผู้นี้อีกเลย กระทั่งว่าเหยาอวี้กลับมาเหออันแล้วก็ตาม นางจึงได้แต่ลอบถอนหายใจ คิดว่าเขาคงเลิกราไปเอง
ให้ใครจะรู้เล่าว่าจะมาบังเอิญเจอที่ท่าเรือเช่นนี้ …
หากเซี่ยจวิ้นเหอได้ยินความคิดที่ไร้เดียงสาไม่ทันคนเช่นนี้คงได้แต่ขำขันเท่านั้น
เหตุผลที่แม้ว่าเซี่ยจวิ้นเหอจะรู้ว่าเหยาอวี้กลับเหออันแล้วแต่ก็ไม่มาที่จวนเจียงนั้นก็เป็นเหตุผลง่ายๆ นั่นก็คือหลักหลี่อีเหลียนฉืออยู่แล้ว
ตระกูลเซี่ยกับตระกูลเจียงไม่เคยมีกิจธุระ หรือมีสัมพันกันมาก่อน ไร้ซึ่งเหตุผลสมควรที่จะส่งเทียบขอเข้าพบเหยาอวี้ หรือแม้แต่จางซื่อ เพราะทั้งสองต่างก็เป็นสตรี ตามหลักที่ว่าชายหญิงเกินเจ็ดปีไม่ควรใกล้ชิดกัน
แต่เหตุที่เจียงหนานทำได้ นั่นเพราะจวนตระกูลสาขาเจียงนั้นถูกแยกจากจวนตระกูลหลัก อีกทั้งเฉียนซื่อที่เป็นนายหญิงแห่งจวนสาขาก็ไม่ใช่คนจุกจิกหรือเคร่งครัดมากนัก บางครั้งยังมานั่งคุยกับเขาในโถงรับแขกเช่นกัน หรือไม่ก็เจอกันข้างนอกเมื่อตอนที่จางซื่อไปหาพวกจินต้าฉาง
แต่การส่งเทียบมายังจวนเจียงในเหออันนั้นต่างกัน เพราะนายหญิงของจวนที่เหออันคือเจี่ยซื่อ ซึ่งอดีตเป็นบุตรสาวขุนนางผู้หนึ่ง ย่อมไม่อาจอนุญาตให้เขาเข้ามานั่งคุยสัพเพเหระกับสตรีในจวนนางได้ หรือต่อให้คุยได้ เขาก็ต้องหาเหตุผลมากมาย
และที่คิดว่าบังเอิญนั้น…
เหอะ…มันจะมีเรื่องบังเอิญได้อย่างไร
ทันทีที่รู้ว่าเรือสำเภาของฮาซันจอดเทียบเหออันวันนี้ เขาก็ตั้งใจมาท่าเรือทันที