LNCrawler

ตอนที่ 187

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 187

ตอนที่ 187


 

คนงานกำลังลำเลียงกระสอบสินค้าลงจากเรือเป็นแถวยาว เสียงไม้กระทบ เสียงสั่งงาน และเสียงล้อเกวียนบดพื้นดินประสานกันเป็นจังหวะคึกคัก

“นั่นคือผลึกจากไม้พั่วหลัวสินะ” เซี่ยจวิ้นเหอเอ่ยถาม พลางทอดสายตามองกองกระสอบบนเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ยังไม่ถูกขนลงมาสักที

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบเรียบ “วันนี้คุณชายเซี่ยมาตรวจสินค้าที่ท่าเรือหรือเจ้าคะ”

ทว่าอีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม กลับถามย้อนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าจะใช้มันหมดเลยเหรอ”

สายตาของเขากวาดผ่านของบนเรือทั้งหมด ราวกับพยายามประเมินมูลค่าในใจ

เหยาอวี้ได้ยินแล้วก็ชะงักไปเล็กน้อย

แม้แต่นางเอง…ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไป

ต่อให้แบ่งไปทำหมึกหอมและตลับหอม ก็ยังผลิตได้อีกนับไม่ถ้วน

แต่ตอนนี้เงินหกหมื่นตำลึงที่ค่าเหมาพิมเสนดิบทั้งเรือ ก็เป็นแค่เศษเงินของนางไปแล้ว

ไม่คิดเลยว่าภายในไม่กี่เดือน นางได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่นับเงินแทบไม่ทัน

“ก็คงต้องใช้ให้หมดเจ้าค่ะ” นางตอบยิ้มๆ คล้ายไม่ใส่ใจนักแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนจะหันไปสั่งพิมเสนดิบกับฮาซันอีกรอบ เพราะถึงอย่างไรกว่าพิมเสนดิบเที่ยวใหม่จะมาอีกก็ใช้เวลานับเดือน

อีกทั้งด้วยต้นทุนเพียงหกหมื่นตำลึงเงินนี้ นางย่อมต้องจ่ายออกไป เพื่อให้มีวัตถุดิบต่อเนื่อง

ส่วนพิมเสนดิบรอบนี้ คงต้องย้ายท่าเรือเสียแล้ว ที่นางมาในวันนี้ก็เพื่อตรวจสอบสินค้าคร่าวๆ และแจ้งความประสงค์ใหม่เท่านั้น

“ฮาซัน ข้าจะจ่ายค่าขนส่งเพิ่ม รบกวนส่งของพวกนี้ไปยังเจียงหนานด้วย เมื่อถึงแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ที่นั่นแนะนำเจ้ากับคนของข้า~” เหยาอวี้บอกเขา เพราะเรื่องปลายทางที่ท่าเรือเจียงหนานมีพานเหยียนซูให้คนจัดการไว้แล้ว

ฮาซันพยักหน้ารับ ก่อนหันไปทักทายเซี่ยจวิ้นเหอเล็กน้อยตามมารยาท แล้วขอตัวไปจัดการเรื่องเอกสาร

สำหรับเหยาอวี้ เรื่องเอกสารสัญญารอบนี้แทบไม่ต้องลงมือเองเลย แม้แต่เรื่องการเปลี่ยนที่ส่งท่าเรือเช่นกัน

เพียงนางเอ่ยปาก เจ้าหน้าที่ท่าเรือที่ถูกส่งมาดูแลโดยเฉพาะก็เข้ามาจัดการให้ทันที พาฮาซันไปทำเอกสารอย่างคล่องแคล่ว

ไม่นาน บริเวณนั้นก็เหลือเพียงพวกเขาไม่กี่คน

“เจ้ามีธุระอื่นหรือไม่” เซี่ยจวิ้นเหอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ผงกระเทียมของข้าเสร็จตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม ข้าอยากปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าสักหน่อย”

เหยาอวี้ได้ยินก็พยักหน้า

ความจริงนางก็มีแผนเกี่ยวกับผงกระเทียมของเซี่ยจวิ้นเหอเช่นกัน

เพียงแต่เรื่องราวมากมายถาโถมเข้ามา จนทำให้หลงลืมไปชั่วคราว

“ได้เจ้าค่ะ”

นางตอบรับอย่างไม่ลังเล แต่เมื่อนึกบางอย่างได้จึงมองเจียงมู่ไป๋เล็กน้อย

เพราะไม่รู้เขามีธุระอื่นหรือไม่ อย่างเช่น…การไปหาหลินฉางเฟิง

ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาต นางจึงยิ้มกลับ

เซี่ยจวิ้นเหอมองท่าทีสนิทสนมของทั้งสองคนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนั้นอยู่เงียบๆ

ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ออกจากท่าเรือ มุ่งหน้าไปยังเรือนน้ำชาฝูชุน


 

เรือนน้ำชาฝูชุนตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหลักดังเดิม แม้ยามนี้บ้านเมืองเพิ่งฟื้นจากอุทกภัย แต่ภายในกลับยังคงคึกคักไม่เสื่อมคลาย บัณฑิตในชุดยาวสีเรียบสะอาดนั่งจับกลุ่มสนทนา บ้างก็อ่านตำรา บ้างก็ถกบทกวี แต่หลักๆ เป็นสภาพบ้านเมืองในขณะนี้ เสียงถ้วยชากระทบกันเบาๆ ผสมกับกลิ่นหอมจางของใบชา ลอยอบอวลไปทั่วทั้งเรือน

เมื่อเซี่ยจวิ้นเหอก้าวนำเข้ามา บรรยากาศรอบด้านก็คล้ายชะงักลงชั่วขณะ

นายน้อยเซี่ยเป็นที่รู้จักในหมู่พ่อค้าและบัณฑิตไม่น้อย ผู้คนจึงหันมองเขาอย่างไม่แปลกใจนัก

แต่สายตาเหล่านั้น…กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่เขา

ร่างสูงโปร่งที่ก้าวตามเข้ามาด้านหลังต่างหาก ที่ดึงดูดความสนใจทั้งหมดไปโดยไม่รู้ตัว

เจียงมู่ไป๋ยืนอยู่ท่ามกลางแสงที่ลอดผ่านม่านไม้ไผ่ ร่างกายสูงสง่า สมส่วน เสื้อผ้าสีเข้มเรียบง่ายยิ่งขับให้ผิวพรรณดูผ่องใสยิ่งขึ้น ท่วงท่าเย็นสงบ ราวกับไม่แยแสสายตารอบข้างแม้แต่น้อย

ไม่มีผู้ใดเชื่อมโยงได้เลยว่า ชายหนุ่มผู้นี้ เคยเป็นคนป่วยที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตาย

ลมหายใจของเขาดูมั่นคง ทุกก้าวย่างหนักแน่น ไร้รอยอ่อนแอใดๆ หลงเหลืออยู่

ในหมู่บัณฑิต มีผู้หนึ่งเผลอวางถ้วยชาลงช้าๆ อีกคนถึงกับนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง

ก่อนหน้านี้ ในงานกวีวสันต์ ทุกคนก็รับรู้แล้วว่าเขามีใบหน้าหล่อเหลา

แต่การได้เห็นในวันนี้..

โครงหน้าได้รูป คิ้วเข้มดุจภาพวาด ดวงตาลึกสงบแต่แฝงประกายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง ริมฝีปากเรียบเฉย หากยกยิ้มเพียงเล็กน้อย ก็ชวนให้ผู้คนเผลอมองซ้ำโดยไม่รู้ตัว

เป็นความงามที่แม้จะพยายามร้อยเรียงด้วยถ้อยคำกวีใด ก็ยังรู้สึกว่า…ไม่เพียงพออยู่ดี

เหล่าสตรีที่เข้ามาซื้อชา ต่างแสร้งทำทีเป็นเลือกใบชา บ้างก็ยืนพินิจภาพวาดบนผนังอย่างตั้งใจ ทว่าความตั้งใจนั้น…กลับไม่อยู่กับสิ่งตรงหน้า สายตาหลายคู่ลอบเหลือบมองไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่เพิ่งก้าวเข้ามาอย่างมิอาจห้ามใจ

หัวใจที่เคยสงบ พลันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว บางคนถึงกับเผลอกำชายเสื้อแน่น บางคนแสร้งยกถ้วยชาเพื่อปิดบังความประหม่า แม้พยายามจะรักษาท่าที แต่แววตาที่ไหวระริกกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด

มีสตรีผู้หนึ่งถึงกับลอบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาในมือ ความคิดบางอย่างผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ราวกับอยากให้มันพลั้งหล่นลงไปโดยบังเอิญ

แต่ยังไม่ทันได้กระทำสิ่งใด

กลุ่มคนตรงหน้าก็เคลื่อนกายขึ้นบันไดไปยังชั้นบนเสียแล้ว

เหล่าสตรีได้แต่ชะงักนิ่ง ก่อนค่อยๆ ลดมือลงอย่างเสียดาย

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้นประปราย

สายตาหลายคู่ยังคงทอดตามบันไดไม้ที่ว่างเปล่า

ก่อนจะมีใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้

“ดูเหมือน…คนตระกูลเจียงจะสนิทกับคุณชายเซี่ยไม่น้อย”


 

“หากข้าสามารถเช่าตัวพี่รองของพวกเจ้าได้สักครึ่งวัน แล้วเก็บค่าเข้าร้าน…วันนั้นคงทำให้เรือนน้ำชาของข้ามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ”

เซี่ยจวิ้นเหอเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ

เหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้

เพราะนั่น…ก็ไม่เกินจริงนัก

“คุณชายเซี่ย กล่าวธุระของท่านเถิด”

เสียงเย็นเฉียบดังขึ้นตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า

เจียงมู่ไป๋แทบไม่เหลือบตามอง สีหน้าเรียบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นลงอย่างชัดเจน

เจียงจื่อหรงย่นคอเล็กน้อยทันที

รู้ดี…ว่าพี่รองเริ่มไม่พอใจแล้ว

นางจึงลอบส่งสายตาเยาะเย้ยไปยังคนแซ่เซี่ย

‘แกว่งปากหาเสี้ยนแท้ๆ คอยดูเถิด…หากเจ้ากล้าคิดไม่ซื่อกับน้องสี่ของข้า ดูสิว่าพี่รองจะจัดการเจ้าอย่างไร’

เด็กสาวคิดพลางส่งสัญญาณให้คนยกเมล็ดแตงเข้ามา วางท่าราวกับกำลังจะนั่งดูงิ้วข้างเวทีอย่างเต็มที่

เซี่ยจวิ้นเหอยกมือเป็นเชิงสั่ง บ่าวจึงนำของเข้ามาในทันที

ไม่นาน กระปุกเครื่องเคลือบดินเผาขนาดเล็กก็ถูกวางลงบนโต๊ะ

เหยาอวี้เปิดฝาออก กลิ่นหอมจางของกระเทียมแห้งลอยขึ้นมา นางเทผงลงบนหลังมือ สูดดมเบาๆ ก่อนแตะลิ้นชิมเล็กน้อย แล้วพยักหน้า

“เป็นผงกระเทียมที่มีคุณภาพเจ้าค่ะ”

เซี่ยจวิ้นเหอเห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มพอใจ ก่อนเริ่มเล่า

“ช่วงน้ำท่วม มีเศรษฐีขุนนาง และคหบดีร่ำรวยจำนวนไม่น้อยตั้งโรงทานแจกข้าวต้ม ข้าก็ทำเช่นกัน…แต่ให้คนผสมผงนี้ลงไป” เขาหยุดเล็กน้อย แววตาเป็นประกาย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันต่อมาเกิดอะไรขึ้น”

เหยาอวี้ไม่ตอบแต่พอจะนึกได้

เซี่ยจวิ้นเหอจึงกล่าวต่อว่า “ผู้อพยพจำนวนมากมาต่อแถวที่โรงทานของข้าจนหมดก่อน…แล้วจึงค่อยไปที่อื่น”

เหยาอวี้ยกยิ้มทันที

“น่าจะเป็นเรื่องปกติเจ้าค่ะ ข้าวต้มโรงทานทั่วไปก็มีเพียงข้าวกับน้ำ แต่ของท่านมีรสชาติ อย่างไรก็ต้องดึงดูดคนได้มากกว่าอยู่แล้ว”

ทว่าเซี่ยจวิ้นเหอกลับส่ายหน้า

“เหยาอวี้ เจ้าดูถูกโรงทานของเศรษฐีเจียงหนานเกินไป มันจะไปเหมือนโรงทานน้ำข้าวต้นตระกูลตู้หรือ” พูดถึงตรงนี้เขาก็ยักไหล่อย่างสมเพชแล้วเล่าต่อ “คนพวกนั้นมั่งคั่งถึงขั้นสร้างจวนทองคำได้ ข้าวต้มของพวกเขาย่อมมีทั้งเกลือและเครื่องปรุงอื่น ไม่ใช่แค่ข้าวกับน้ำอย่างที่เจ้าว่า …แต่ก็ยังไม่อร่อยเท่าของข้าอยู่ดี”

คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

ขณะที่เจียงจื่อหรงกลับพยักหน้าทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่นางต้องยอมให้หน้าเขา

“โรงทานของคุณชายเซี่ย…หมดก่อนที่อื่นจริงๆ”

เหยาอวี้จึงต้องยอมเชื่อ นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจ

“เช่นนั้นก็คงเป็นเพราะรสชาติที่แปลกใหม่เจ้าค่ะ” นางวางกระปุกลงเบาๆ

“กระเทียมให้รสกลมกล่อม ทั้งยังช่วยดับกลิ่นคาว หากใช้กับเนื้อหรือของคาว ย่อมยิ่งเด่นชัด คนที่ไม่เคยกินมาก่อน ย่อมรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษ การขายของที่เกี่ยวกับอาหาร…หัวใจสำคัญอยู่ที่การให้คนได้ลอง ในยุคที่อาหารขาดแคลนเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเอาของดีมาแจกมากนัก เพราะต้นทุนสูงเกินไป แต่เมื่อได้ลิ้มลองแล้วลิ้นจะจำรสชาติได้เอง และเมื่อจำได้แล้ว ก็ยากนัก…ที่จะกลับไปกินแบบเดิม”