LNCrawler

ตอนที่ 188

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 188

ตอนที่ 188


 

นี่เป็นเรื่องที่คนมาจากอนาคตอย่างนางเข้าใจ

เพราะมีทฤษฎีต่างๆ มากมายจนแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเต็มโลกออนไลน์

แต่เซี่ยจวิ้นเหอในยุคนี้กลับนำมาทำได้ตามสัญชาตญาณ

นี่ก็บอกได้แล้วว่าเขามีความสามารถของการเป็นพ่อค้ามากขนาดไหน

เหยาอวี้กล่าวต่อ “เหมือนซีอิ๊วของข้า ความเค็มหวานที่ต่างจากเกลือ ทำให้คนยอมเก็บเงินมาซื้อเต้าหู้ เพื่อจะได้ซื้อซีอิ๊วเพิ่ม ผงกระเทียมของท่าน…ก็เช่นกัน”

“แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการจัดจำหน่าย จะขายที่ใด ขายอย่างไร ตั้งราคาแบบไหน ให้คนเข้าถึงได้มากที่สุด นี่ต่างหากคือหัวใจ”

คำพูดของนางเรียบง่าย แต่ทุกถ้อยคำ…กลับเหมือนคมมีดที่ชี้ไปยังแก่นแท้ของการค้า

เซี่ยจวิ้นเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่มองเหยาอวี้…เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“นั่นสินะ…เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร”

ไม่ใช่เพียงความสนใจ แต่เป็น…การยอมรับ พลางคิดว่าดีแล้วที่ใช้ส่วนแบ่งกำไรหนึ่งส่วนมารั้งนางไว้เข้าร่วมการค้าผงกระเทียมนี้

ส่วนเหยาอวี้เอง ในใจกลับรู้สึกโล่งขึ้นเล็กน้อย เดิมทีนางยังไม่คิดจะนำผงกระเทียมมาใช้ในอาหารของโรงทาน เพราะยังไม่รู้แผนการขายของอีกฝ่าย

แต่เมื่อได้พูดคุยกันเช่นนี้ ทุกอย่างก็เริ่มมีทิศทาง

“ตอนนี้ข้ามีร้านขายเต้าหู้ที่ถนนสายรองนอกเขตหลักอยู่เจ้าค่ะ” นางกล่าวเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม “ข้าไม่ทราบว่าท่านวางแผนการขายไว้อย่างไร เพราะข้าคิดจะนำผงกระเทียมมาขายปลีกที่หน้าร้าน และถ้ามีคนสนใจซื้อปริมาณมากจะได้แจ้งสถานที่ติดต่อให้ลูกค้าได้”

เซี่ยจวิ้นเหอเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันที

“เจ้าคิดจะใช้ผงกระเทียมมาทำอาหารแล้วบอกวิธีทำเช่นเคย…สินะ”

น้ำเสียงของเขาแฝงความชื่นชมโดยไม่ปิดบัง เขาเคยไปที่ร้านชิงอวี้โต้วฝางแล้ว รู้ดี…ว่าร้านนั้นมิใช่เพียงขายเต้าหู้ แต่ขายประสบการณ์ ตั้งแต่การได้ลองชิม ไปจนถึงการทำให้คนรู้สึกว่า หากไม่ซื้อกลับไปเอง ก็เหมือนพลาดบางอย่างไป

เต้าหู้ของนางนุ่ม ละมุน กินง่าย แม้แต่คนชราที่เคี้ยวเนื้อไม่ไหวก็ยังรับประทานได้

เรียกได้ว่า…เป็นอาหารของทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง

ดังนั้น ที่เขาทักทายพวกนางเรื่องจะเปลี่ยนจากขายผ้าไหมมาขายเต้าหู้นั้น…ก็ไม่เกินจริง

เพราะในฐานะพ่อค้า แม้จะไม่รู้ว่าสัดส่วนการผลิตเต้าหู้จะได้กำไรแค่ไหน แต่จากแถวพ่อค้าที่มาลงคิวซื้อเต้าหู้จนยาวเหยียดล้นโรงงานของพวกนางฝั่งชายทะเล ก็พอจะคำนวนรายได้คร่าวๆ ว่าคงมีรายได้ต่อวันมหาศาลแน่นอน

และแม้ว่าทั้งสองจะใช้วิธีคล้ายกัน คือการตั้งโรงทาน และใช้อาหารเป็นตัวล่อ

แต่ของเหยาอวี้…กลับลึกซึ้งกว่ามาก

นางไม่เพียงให้ลอง

แต่ยังบอกวิธีทำอาหารอย่างไม่ปิดบัง ราวกับไม่กลัวว่าจะมีผู้ใดนำไปเลียนแบบเพื่อขายเอง

ทว่าหากมองให้ลึกลงไป นั่นกลับเป็นกลยุทธ์ที่เหนือชั้นยิ่งกว่า เพราะต่อให้คนเปิดร้านอาหารตามวิธีทำอาหารของนางได้

สุดท้าย…ก็ยังต้องกลับมาซื้อวัตถุดิบจากนางอยู่ดี

นางไม่ได้ขายอาหาร แต่ขายต้นทางของทุกจาน

เซี่ยจวิ้นเหอครุ่นคิดถึงจุดนี้ แล้วอดยิ้มไม่ได้

ต่างจากเขา ที่เพียงคิดให้คนได้ลิ้มลอง เพื่อพิสูจน์ว่าของตนอร่อย แต่ยังไม่ได้ปิดการขายอย่างแท้จริง

“เช่นนั้นเจ้าจะขายกระเทียมแบบตั้งเงื่อนไขเหมือนซีอิ๊วหรือ” เซี่ยจวิ้นเหอถาม

เพราะรู้สึกว่ากลยุทธ์ค้าขายแบบสร้างเงื่อนไข ก็เพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ดี อีกทั้งซีอิ๊วนั้นเขาลองให้แม่ครัวนำมาปรุงอาหารแล้ว ให้รสที่กลมกล่อมมาก กระทั่งว่าไม่ต้องใช้เกลือเลยก็ยังอร่อย

ทว่าเหยาอวี้กลับส่ายหน้า

“ซีอิ๊วของข้ายังมีกำลังการผลิตที่น้อยอยู่ อีกทั้งยังใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะผลิตออกมาได้ การใช้วิธีนี้จึงทำได้ แต่กระเทียมของท่านไม่เหมือนกัน อีกอย่างท่านยังมีช่องทางกระจายสินค้าของตน หากข้าตั้งเงื่อนไขซื้อขายเหมือนซีอิ๊วคงไม่จูงใจนัก เพราะไม่มีได้มีแค่ข้าผู้เดียวที่ขายได้ และต่อให้ท่านตกลงจะให้ข้าเป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้ดี ก็ไม่คุ้มค่าหรอก ข้าคิดว่าด้วยความมั่งคั่งของตระกูลเซี่ย ย่อมสามารถนำเข้ากระเทียมมาผลิตเป็นผงกระเทียมจำนวนมากได้ เช่นนั้นการกระจายสินค้าออกไปให้มากที่สุดจะเป็นการดีกว่าเจ้าค่ะ”

เซี่ยจวิ้นเหอได้ยินก็เห็นด้วย “เช่นนั้นเจ้าก็แค่เพิ่มสินค้าในร้านเท่านั้น โดยใช้โรงทานนั้นเป็นแหล่งทำให้ผู้คนได้รู้จักกระเทียมสินะ”

“เจ้าค่ะ”

จากนั้นทั้งคู่ก็วางแผนการขายผงกระเทียมด้วยกัน

มีเพียงเจียงมู่ไป๋ที่นั่งนิ่งเงียบ มือยกถ้วยชาจิบอย่างเอื่อยเฉื่อย เสมือนเป็นสายลมในที่แห่งนี้เท่านั้น

ส่วนเจียงจื่อหรงมองเหยาอวี้เจรจาการค้า ทั้งยังปรึกษากลยุทธ์การค้ากับเซี่ยจวิ้นเหอด้วยแววตาที่เป็นประกาย ปกติในฐานะบุตรสาว นางก็ไม่เคยถูกบิดาพาไปเรียนรู้การค้าเลยสักครั้ง บางครั้งนางจึงอิจฉาพี่ใหญ่ของตนยิ่งนัก อีกทั้งยังถูกมารดาสอนแต่เรื่องการดูแลจวนและควบคุมบ่าวที่น่าเบื่อ

ทุกครั้งที่ตามเหยาอวี้ไม่ว่าจะจวนพาน หรือท่าเรือ หรือแม้แต่ที่เรือนน้ำชาแห่งนี้ ทุกครั้งมันเปิดโลกทัศน์เล็กๆ ให้กับเจียงจื่อหรงเสมอ

ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้น นางตัดสินใจแล้ว!

นางก็อยากเป็นแบบน้องสี่ อยากเป็นสตรีที่ไม่ต้องคอยอยู่แต่เรือนหลังอย่างเจียมตัว อยากเป็นสตรีสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ!

“งั้นตกลงตามนี้ ตระกูลข้ามีหน้าร้านว่างที่ตลาดในถนนสายหลัก ข้าจะให้ที่นั่นเป็นที่ขายผงกระเทียมที่เหออัน หากมีคนอยากซื้อในจำนวนปริมาณมากก็ให้มาที่ร้านข้าได้”

เซี่ยจวิ้นเหอกล่าวโดยสรุป

เหยาอวี้พยักหน้า “ยินดีที่ได้ร่วมงาน ขอให้กิจการรุ่งเรืองเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้างไม่ปิดบัง

แน่สิ…ก็ถ้าเขารุ่งเรือง นางก็รุ่งเรืองด้วย

“แค่เศษเงินจากการขายผงกระเทียม ไม่กล้าเทียบกับอาหารชนิดใหม่ของเจ้าดอก” ชายหนุ่มแสร้งเปรียบเทียบ

เมื่อจบเรื่องกระเทียม เซี่ยจวิ้นเหอก็วนกลับมาพูดเรื่องเต้าหู้อีกแล้ว หากบอกว่าไม่สนใจก็ดูจะเหมือนหลอกตัวเอง รู้สึกเหมือนเงินผ่านหน้าโดยไม่อาจคว้าได้สักอีแปะ

เหยาอวี้มีความรู้มากมายจนยากนักที่เขาจะหยั่งถึง ขนาดกระเทียมที่เขาฉวยโอกาสซื้อตัดหน้านาง ก็น่าจะทำรายได้อย่างมหาศาลให้เขา ผงกระเทียมหนึ่งส่วนมาจากการตากแห้งและโม่บดจนเหลือเพียงหนึ่งในสี่ส่วนของกระเทียมทั้งหมด แต่ก็นำมาซึ่งอายุของสินค้าที่ยืดออกไป

ขอเพียงรักษาความชื้นให้ดี ผงกระเทียมก็จะมีอายุใช้งานจนสามารถกระจายสินค้าไปทั่วแคว้นได้แน่นอน

ดังนั้นนอกจากนำเข้าแล้ว เขายังอาศัยช่วงที่ชาวบ้านอยากขายที่ดินเพื่อนำเงินมาประทังชีวิตก่อนเข้าฤดูหนาวนี้ มาปลูกกระเทียมเองเพื่อลดต้นทุน

หากเป็นอย่างที่นางเคยกล่าวเตือนเขาไว้ กระเทียมใช้น้ำน้อยและปลูกง่าย ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องลังเล

ขนาดกระเทียมที่ได้มาโดยบังเอิญยังสร้างรายได้ขนาดนี้แล้ว

แล้วกิจการเต้าหู้ที่นางลงทุนเปิดเอง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นของที่สร้างรายได้มหาศาลแน่นอน

เหยาอวี้หัวเราะไม่ปิดบังเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเขา “คุณชายเซี่ยบางอย่างก็นับว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา”

เซี่ยจวิ้นเหอได้ยินก็ต้องพยักหน้าซ่อนแววตาบางอย่าง

เริ่มรู้สึกว่า…

รู้งี้เขาน่าจะยอมตกลงกับมารดานางไปก่อน แม้จะต้องแบกชื่อเสียงที่ไม่ดีเรื่องอายุที่ห่างกัน แต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องแต่งงานเสียเดี๋ยวนั้น แค่รอนางโตแล้วแต่งเข้าจวนก็ได้ สตรีอายุน้อยกว่าบุรุษนั้นคือเรื่องปกติ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังรับสนมวัยปักปิ่นทุกปีมิใช่หรือ

ถึงตอนนั้นเขาก็ได้มีนางเป็นคู่คิด ช่วยกันปรึกษากิจการเช่นตอนนี้ …

ความคิดที่ไหลไปไกลของเซี่ยจวิ้นเหอนั้นต่างจากเหยาอวี้โดยสิ้นเชิง

คำว่าโชคชะตาของนางนั้น ไม่ได้พูดออกมาเพราะเรื่องนี้เลย แต่หมายถึงสภาพบ้านเมือง ณ ขณะนี้มากกว่า

หากไม่มีภัยพิบัติต่างๆ มีหรือที่เหยาอวี้จะคิดเปิดโรงงานทำเต้าหู้ และซีอิ๊วใหญ่โตเช่นนี้

อย่างมากนางก็แค่มีทำกินไว้ให้ตนเอง และคนในจวน เพื่อสนองความยากทางอาหารของนางเท่านั้น เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่นางเพิ่งมายังโลกนี้

แต่ถ้าหากรอบข้างล่มสลายจากภัยพิบัติ นางก็รู้ดีว่าอนาคตตนก็ไม่อาจมีชีวิตที่สงบสุขได้เพียงผู้เดียว

ดังนั้นสิ่งที่พวกนางทำทั้งหมด ก็เหมือนกับช่วยตนเองอีกทาง

นี่ต่างหากจึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่าโชคชะตาของเหยาอวี้


 

ไม่นานนัก โรงทานข้างร้านชิงอวี้โต้วฝางก็มีรายการอาหารใหม่ปรากฏขึ้นอีก แม้จะยังเป็นเต้าหู้ แต่ก็มีสิ่งที่พิเศษออกไป

แผ่นป้ายไม้ถูกแขวนไว้ข้างร้าน บอกทั้งชื่ออาหาร และสิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า คือขั้นตอนการทำอย่างละเอียด พร้อมคำหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงไปทั่วทั้งเหออัน

“ผงนัว?”

ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันทำมาจากสิ่งใด

แต่ภายในร้าน เสี่ยวเอ้อร์นับสิบกลับกล่าวถึงมันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ราวกับเป็นของที่ขาดไม่ได้ในทุกครัวเรือน

“เพียงใส่ลงไปเล็กน้อย รสชาติจะกลมกล่อมขึ้นทันที!”

“ไม่ว่าจะต้ม ผัด ย่าง ก็ล้วนใช้ได้!”

“โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ใส่แล้วกลิ่นคาวหายไปจนหมด!”

คำพูดเหล่านี้ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนแม้แต่คนที่ยังไม่เคยชิม…ก็เริ่มเชื่อไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ทว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด…ของสมนาคุณลูกค้าในคราวนี้ กลับมิใช่อาหารที่ทำจากเต้าหู้อีก

เนื้อหมูสดถูกนำมาหมักด้วยผงนัวและซีอิ๊วสองอย่าง กลิ่นหอมค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อ ก่อนจะถูกนำไปย่างบนเตาถ่าน

ไม่นาน กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งออกมา ไม่ใช่เพียงกลิ่นเนื้อย่าง แต่เป็นกลิ่นที่ชวนให้คนต้องหยุดยืน…แล้วหันกลับมามอง

เมื่อสุกแล้ว เนื้อหมูถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ ตักแบ่งใส่ภาชนะที่ทำจากใบไผ่แห้ง แจกให้ลูกค้าที่มาซื้อเต้าหู้ได้ลองชิม

คำแรกที่เข้าปาก หลายคนถึงกับชะงัก เพราะกลิ่นคาวที่เคยมี…กลับหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงความหอมหวานเค็ม และรสชาติที่ลึกขึ้นอย่างประหลาด

ไม่ต้องมีผู้ใดอธิบายมากไปกว่านั้น เพียงคำเดียวก็เพียงพอให้เข้าใจ

ของสิ่งนี้…ต้องมีติดครัว

จากนั้น ผงนัวก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว ของที่นำมาวางขายหน้าร้านก็หมดเกลี้ยง

เสี่ยวเอ้อร์ต้องรีบบอกต่อ

“หากท่านต้องการซื้อเพิ่มเติม สามารถไปได้ที่ร้านค้าของตระกูลเซี่ยในตลาดถนนสายหลัก! ผงนัวนี้…ผู้ผลิตก็คือพวกเขา!”

คำพูดนี้ดุจประกายไฟที่ตกลงในกองฟืนแห้ง

เหล่าพ่อค้าที่ได้ยิน ต่างเบิกตากว้าง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที ราวกับช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ก็จะพลาดโอกาสมหาศาลไป

เมื่อรู้ว่านี่คือสินค้าใหม่ของตระกูลเซี่ย ตระกูลพ่อค้าที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าชาและความน่าเชื่อถือ ผู้คนยิ่งไม่ลังเล ต่างกล้าลงทุนกันอย่างมโหฬาร

ไม่ใช่แค่พ่อค้า แม้แต่ร้านอาหาร เหลา ภัตตาคารทั่วเหออัน ต่างส่งเสี่ยวเอ้อร์มาซื้อผงนัวกลับไปทดลอง

พ่อครัวที่เคยยึดติดกับรสชาติเดิม เมื่อได้ลองใช้…ก็เงียบไป

เพราะรสชาติที่ได้ มันดีกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้

และที่สำคัญ กลิ่นคาวของเนื้อ…หายไปโดยสิ้นเชิง

จากวันนั้นเป็นต้นมา แทบทุกร้านอาหารในเหออัน ล้วนต้องมาสั่งซื้อผงนัวจากร้านตระกูลเซี่ยเป็นประจำ  เพราะหากร้านใดไม่มี ลูกค้าจะรู้ทันที

และเมื่อรู้แล้ว…

ก็แทบไม่มีใครอยากกลับไปกินรสชาติเดิมอีก

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทั้งเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเต้าหู้ในวันแรก ผงนัวกำลังค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนคุ้นชิน โดยที่พวกเขา…ยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ