LNCrawler

ตอนที่ 189

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 189

ตอนที่ 189


 

เสียงล้อรถม้าครืดคราดบดผ่านพื้นดินที่เริ่มแห้งแตกเป็นรอย เสียงม้าหอบหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขบวนรถหลายสิบคันทอดยาวไปตามถนนหลวง มีทั้งบ่าวไพร่ คนคุ้มกัน และหีบสัมภาระผูกแน่นหนา

รถม้าคันหน้าสุดเป็นของบุรุษอย่างเจียงมู่ไป๋และผู้เฒ่าเจียงอยู่ด้านหน้า

ส่วนสตรีทั้งหลาย ต่างแยกมานั่งรวมกันในรถม้าอีกคันหนึ่งด้านหลัง

ภายในรถม้า ผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วเบาๆ ตามแรงสั่นของล้อ

เจียงจื่อหรงที่นั่งไม่ติดที่ ขยับตัวไปมาแล้วแง้มม่านออกมองด้านนอก ก่อนจะหันกลับมาพูดด้วยแววตาเป็นประกาย

“ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านดูสิ! รถม้าขบวนนั้นก็ไปทางเจียงหนานเหมือนพวกเรา!”

เจี่ยซื่อยิ้มบาง มองตามสายตาบุตรสาว “ช่วงนี้ใครๆ ก็ไปเจียงหนานทั้งนั้น โดยเฉพาะบัณฑิต อีกไม่นานก็จะสอบเซียงซื่อแล้ว”

เจี่ยซื่อนั้นแทบไม่ออกไปไหนจากจวนแต่นางก็สมกับเป็นฮูหยินจวนใหญ่ ย่อมมีหูตาเป็นของตน

เหยาอวี้มองเจี่ยซื่อด้วยความเคารพ แม้ว่าพวกนางจะไม่สนิทกัน แต่จากการจัดการจวนของนาง ก็นับว่าสมกับเป็นกุลสตรีที่ดี อีกทั้งยังไม่เคยขัดขวางเจียงจื่อหรงให้มาฝั่งเรือนตะวันตกเลย ก็บอกได้ถึงจิตใจที่กว้างขวางและมีวิสัยทัศน์

เฉียนซื่อที่นั่งพิงเบาะอยู่ด้านใน เอ่ยเสียงเรียบ

“แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีแต่คนไปเจียงหนานหรอก”

เจียงจื่อหรงหันกลับมาทันที “ท่านอาสะใภ้รองหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

เฉียนซื่อยกคางไปทางด้านนอกเล็กน้อย “เจ้าไม่เห็นหรือ รถม้าพวกนั้น… สวนไปทางเหออัน”

เจียงจื่อหรงรีบแง้มม่านดูอีกครั้ง ก็เห็นจริงดังว่า รถม้าหลายคันแล่นสวนขบวนพวกนางไป สีหน้าคนในรถดูเร่งรีบไม่น้อย

“จริงด้วย…” นางพึมพำ “พวกเขาจะไปเหออันทำไมกัน”

เฉียนซื่อยิ้มบางๆ อย่างภาคภูมิใจ ขณะมองไปที่เหยาอวี้ด้วยสีหน้าอ่อนโยนขึ้น เพราะนางมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างมาก

“เพราะเต้าหู้น่ะสิ”

รถม้าหลายคันที่สวนทางมา ล้วนดูเร่งรีบกว่าปกติ บางคันประดับตราพ่อค้า บางคันเรียบง่ายแต่บรรทุกของแน่นหนา จุดหมายของพวกเขาไม่ใช่เจียงหนาน หากแต่เป็นเหออันถูกน้ำท่วมทั้งอำเภอ กลับกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาอย่างกะทันหันเพราะเต้าหู้

อาหารธรรมดาที่กลับกลายเป็นสินค้ามีค่าในยามขาดแคลน ข่าวลือแพร่ไปไกลถึงเจียงหนาน ทำให้พ่อค้าหลายสายเร่งเดินทางย้อนลงมา หวังจะซื้อวิธีทำหรือกักตุนเพื่อนำไปขายต่อเก็งกำไร

เจียงจื่อหรงเบิกตา

“เต้าหู้ของน้องสี่น่ะหรือ?”

สำหรับคนนอกคงมองว่าเป็นเต้าหู้ของตระกูลเจียง หรือถ้าสืบเก่งหน่อยก็จะเห็นลึกลงไปว่าเป็นของฝั่งตระกูลสาขาเจียงที่คิดค้นเต้าหู้ขึ้นมา

แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าแท้จริงแล้วผู้ที่คิดค้นเต้าหู้นั้นคือเด็กหญิงวัยแปดขวบเท่านั้น นี่เป็นแค่เรื่องภายในที่รู้ไม่กี่คน แม้จะเห็นว่าชื่อร้านเป็นของเหยาอวี้ก็ตาม แต่ก็มองว่าเป็นของฝั่งตระกูลรองมากกว่า

อีกทั้งตอนนี้เจียงอวี้เหิงก็ไม่ไปเจียงหนานกับทุกคนเพราะต้องอยู่ดูแลกิจการทั้งหมดที่เหออันจากเบื้องหลัง

ความจริงเฉียนซื่อก็ลังเลเช่นกัน แต่นางคิดว่าบุตรชายต้องเตรียมสอบอีก ย่อมต้องมีนางช่วยดูแล จึงคิดว่าจะอยู่ถึงแค่ช่วงเจียงมู่ไป๋สอบเสร็จ แล้วนางจะกลับมาเหออันเพื่อช่วยสามี

“ใช่” เฉียนซื่อพยักหน้า “ข่าวมันแพร่ไปถึงเจียงหนานแล้ว ของกินราคาถูก แถมทำง่าย พ่อค้าพวกนั้นย่อมไม่ปล่อยโอกาส”

เจี่ยซื่อยิ้มแล้วเสริมขึ้นอย่างครุ่นคิด “โดยเฉพาะยามนี้… ที่อาหารขาดแคลน ของแบบนี้ยิ่งมีค่า”

เฉียนซื่อกล่าวต่ออย่างตื่นเต้น “พวกเขาคงคิดจะซื้อไปกักตุน แล้วเอากลับไปขายต่อที่เจียงหนานหรือเมืองอื่นๆ”

เหตุผลที่เฉียนซื่อกระตือรือร้นกับเต้าหู้มากกว่าผ้าไหมนั้นก็ง่ายมาก เพราะถึงอย่างไรผ้าไหมก็เป็นกิจการหลักของตระกูลเจียง นางที่เป็นเพียงสะใภ้ของตระกูลสาขาย่อมมีอำนาจจัดการไม่มาก

ทำดีเสมอตัว แต่ถ้าพลาดกลับเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้นนางจึงอยู่แค่ในจวนเพื่อไม่ต้องให้เกิดปัญหา มีเพียงเจียงอวี้เหิงที่ต้องออกไปดูร้านในที่ถูกแบ่งความรับผิดชอบให้เป็นครั้งคราว

แต่เต้าหู้นี้ไม่เหมือนกัน นี่คือกิจการของบุตรสาวบุญธรรม นางย่อมช่วยดูแลได้เต็มที่ อีกทั้งยังเป็นกิจการเกี่ยวกับอาหารที่นางถนัดอีกด้วย

เจียงจื่อหรงทำหน้าทึ่ง “ไม่น่าเล่า เหออันจึงดูเหมือนมีคนเข้าออกตลอดเวลา”

เหยาอวี้ที่นั่งเงียบมาตลอด เพราะตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางมาก นางเลิกสนใจเต้าหู้ไปสักพักแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องไปยังเจียงหนานแทน

“เจียงหนาน… มีของกินอร่อยเยอะไหมเจ้าคะ?”

คำถามนั้นทำให้ทั้งสามคนชะงักไปเล็กน้อย

เจี่ยซื่อหัวเราะเบาๆ “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าคงตอบว่าใช่”

เฉียนซื่อมองนาง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะนั้นอย่างอ่อนโยน ช่วยขยายคำพูดของเจี่ยซื่อเพิ่ม “ตอนนี้ก็ยังมีนั่นแหละ… แต่แค่ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เหยาอวี้เอียงศีรษะ “ไม่เหมือนเดิม?”

เฉียนซื่อถอนหายใจแผ่วเบา “ตอนที่น้ำท่วม คนหลั่งไหลไปเจียงหนานมากที่สุด เพราะที่นั่นมีโรงทานแจกอาหารไม่ขาดสาย”

เหยาอวี้เลิกคิ้วจำได้ว่าเซี่ยจวิ้นเหอก็พูดถึงเรื่องโรงทานเช่นกัน “ดีออกไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

เจี่ยซื่อส่ายหน้าเบาๆ “ตอนแรกก็ดี แต่พอคนอยู่มากเข้า…”

เฉียนซื่อต่อคำทันที “ของก็แพงขึ้น ที่พักก็แพงขึ้น คนยากจนแทบไม่มีที่อยู่”

เหยาอวี้นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว “แล้วอย่างนั้น… การสอบครั้งนี้ก็วุ่นวายแย่สิเจ้าคะ”

“ใช่” เจี่ยซื่อตอบ “ยิ่งปีนี้คนแน่นกว่าทุกปี”

รถม้าสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อผ่านหลุมตื้นๆ เสียงอาวุธกระทบกันเบาๆ ดังมาจากด้านนอก เหยาอวี้ชะเง้อมองผ่านม่าน เห็นชายฉกรรจ์ถือดาบขี่ม้าคุมขบวนอยู่

เจียงจื่อหรงกระซิบ “ทำไมต้องมีคนคุ้มกันเยอะขนาดนี้ด้วยเจ้าคะ…”

เฉียนซื่อเหลือบมองออกไป ก่อนตอบเรียบๆ

“ช่วงนี้ข้าวยากหมากแพง โจรเยอะ คนเดินทางมาก ของก็มาก โจรก็มากตาม”

เจียงจื่อหรงหันไปมองด้านหลัง รู้สึกเสียวสันหลังกว่าเดิม

เทียบกับตอนไปเจียงหนานครั้งแรกแม้คนจะเยอะ แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะเป็นการไปเกือบทั้งจวน แต่รอบนี้นางรู้สึกได้ชัดเจนถึงจำนวนผู้คุ้มกันที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว

“ยิ่งมาก ยิ่งต้องระวัง” เจี่ยซื่อกล่าวแบบไม่แสดงความเห็นมากนัก ขณะมองผู้คุ้มกันที่มาจากทั้งตระกูลหลัก และตระกูลสาขา แต่ดูเหมือนว่าฝั่งผู้คุ้มกันตระกูลสาขาจะมากกว่าของตระกูลหลักเสียอีก

เหยาอวี้ก็มองตามเช่นกัน เพราะนางรู้ว่าเหตุใดฝั่งตระกูลสาขาจึงมากกว่า นั่นเพราะนอกจากผู้คุ้มกันปกติของตระกูลสาขาของเจียงอวี้เหิงแล้ว ก็ยังมีคนของเจียงมู่ไป๋อีก นั่นยังไม่พอ…ยังมีคนของหลิงหยวนโหวที่ทิ้งไว้กับฝานซูเมิ่งเพื่อดูแลความปลอดภัยของนางอีก

ทำให้ขบวนรถม้าของตระกูลเจียงรอบนี้จึงดูเยอะมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเจ้านายของจวน

ดังนั้นยามนี้…ต่อให้เป็นกลุ่มโจรลงมาจากทั้งภูเขา ก็อาจจะถูกพวกนางช่วยกำจัดเภทภัยให้ราษฎรโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้

เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เฉียนซื่อจะพูดขึ้นอีกครั้ง เสียงนางต่ำลงเล็กน้อย

“ที่เจียงหนาน… ขุนนางก็ไม่ได้มีอำนาจเหมือนที่อื่นหรอกนะ”

เจียงจื่อหรงกะพริบตา “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” นางถามอย่างไม่เข้าใจ

เพราะตอนอยู่ที่เจียงหนานนางเกาะติดอยู่แต่กับจางซื่อมากกว่า จึงไม่ค่อยรับรู้เรื่องการเมืองภายในมากนัก

เฉียนซื่อมองออกไปนอกม่าน แล้วกล่าวว่า “สมาคมเกลือเจียงหนาน… มีอิทธิพลมาก”

เจี่ยซื่อพยักหน้าและไม่คิดห้ามเฉียนซื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้

อย่างไรเรื่องนี้เด็กสองคนนี้ก็ควรรู้ไว้บ้าง เพราะอนาคตตระกูลเจียงจะต้องอยู่ที่นั่นอีกนาน

“ยิ่งในยามขาดแคลน…เงินตราย่อมเสียงดังที่สุด” เฉียนซื่อบอก

เหยาอวี้ฟังอย่างตั้งใจ หากจะทำการค้าที่เจียงหนานเรื่องเหล่านี้ก็ต้องฟังไว้ ก่อนจะถามว่า

“แต่ก็ยังดีที่พวกเขาตั้งโรงทานไม่ใช่หรือเจ้าคะ…”

เฉียนซื่อยิ้มบางๆ ให้เด็กหญิง “ใช่ พวกพ่อค้าชอบชื่อเสียงที่ดี เพราะไม่สามารถสอบเคอจวี่เป็นขุนนางได้ การตั้งโรงทานจึงเป็นอีกวิธีที่จะทำให้ได้รับป้ายอักษรพระราชทาน ช่วยการเปิดทางให้ลูกหลานเข้าสอบเคอจวี่ได้อย่างไรเล่า”

เจียงจื่อหรงหัวเราะเบาๆ “อย่างน้อยคนที่ได้โยชน์ก็คือประชาชน”

เฉียนซื่อหันมองนาง แววตาครุ่นคิด “ก็แล้วแต่ว่า… ใครกันแน่ที่ได้กำไรจริงๆ”

เจียงหนานเป็นเมืองแห่งความมั่งคั่งมาแต่เดิม และยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ผู้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าไปพึ่งพาเมืองแห่งนี้ เพราะบรรดาพ่อค้าผู้มั่งคั่งต่างแข่งขันกันตั้งโรงทาน แจกจ่ายอาหารไม่ขาดสาย ภาพของหม้อข้าวใหญ่ที่ตั้งเรียงราย กลายเป็นเสมือนเส้นชีวิตของผู้คนจำนวนมาก จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเสบียงจากราชสำนักเลยด้วยซ้ำ

ทว่าความเมตตาที่ดูงดงามนั้น กลับมีราคาที่ต้องจ่าย

ผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไป มิได้จากไปเมื่อภัยพิบัติผ่านพ้น เพราะพวกเขาไม่รู้จะกลับไปที่ใด ที่นาเสียหาย บ้านเรือนพังทลาย การยังปักหลักในเจียงหนานจึงกลายเป็นทางเลือกเดียว ส่งผลให้จำนวนประชากรอพยพพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว จนค่าครองชีพและค่าที่พักทะยานขึ้นเกินควบคุม

ซิ่วไฉยากจนจำนวนไม่น้อย ต้องไปหาที่พักแออัดนอกกำแพงเมือง ปะปนกับผู้อพยพ แม้มีเงินก็ใช่ว่าจะได้อยู่ในตัวเมือง ผู้ใดมีจวนในเจียงหนานยามนี้ ล้วนไม่ต่างจากเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง

การสอบเซียงซื่อในปีนี้จึงมิใช่เพียงการลำบากเพื่อวัดความรู้ หากแต่เป็นการดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองที่แออัดและแข่งขันกันทุกลมหายใจ