ตอนที่ 190
ตอนที่ 190
ตอนที่ 190
“เรื่องร้านเต้าหู้ พวกเจ้าไม่คิดจะบอกข้าบ้างหรือ” เสียงทุ่มต่ำเจือรอยตำหนิเล็กน้อยกล่าวขึ้น
ในรถม้าคันหน้าขบวน มีชายต่างวัยสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
ความจริงการไปเจียงหนานนั้นสามารถนั่งเรือไปได้ แต่เพราะผู้เฒ่าเจียง เมื่อแก่ตัวลง ก็ไม่สามารถทนความแรงของคลื่นลมได้เหมือนวัยหนุ่มอีกแล้ว
กอปรกับรถม้าตระกูลเจียงนั่นถูกบุนวมภายในทั้งคัน จึงซับแรงกระแทกได้ดีมาก
เจียงมู่ไป๋ได้ยิน สายตาก็เข้มขึ้นเล็กน้อย
เพราะหากเขาจ้องบอกเรื่องค้าขายทั้งหมดกับชายชราผู้นี้ ตาเฒ่านี่คงตื่นเต้นกับกิจการอื่นๆ ของเขามากกว่า
เจียงมู่ไป๋เพียงกล่าวราบเรียบว่า
“เป็นกิจการของเหยาอวี้ขอรับ เนื่องจากนางมิได้รับเบี้ยเลี้ยง หรือการเลี้ยงดูจากตระกูลเจียง หลานจึงไม่อยากนำเรื่องเล็กไปรบกวนท่านปู่”
นึกถึงเรื่องที่แบ่งแยกวันนั้น ในใจท่านผู้เฒ่าเจียงก็รังเกียจฮูหยินเอกของตนอีกแล้ว เพราะแบบนี้เขาจึงได้นั่งมองเงินจากเต้าหู้ผ่านตาโดยไม่อาจทำสิ่งใดได้
“ร้านเต้าหู้ของพวกเจ้า ดูท่าจะไปได้ดีทีเดียว น้องบุญธรรมของเจ้ามีความสามารถมากจริงๆ ” น้ำเสียงที่ดูหยั่งเชิงดังขึ้น และเน้นย้ำคำว่า ของพวกเจ้า เหมือนไม่เข้าใจประโยคที่เจียงมู่ไป๋บอกว่าเป็นของเหยาอวี้
“เป็นเพราะเหยาอวี้อยากทำอาหารจากถั่วเหลืองที่มีประโยชน์ ให้คนในเรือนมีสุขภาพดี โชคดีที่บังเอิญออกมาเป็นของกินชนิดนี้ได้ขอรับ” เจียงมู่ไป๋กล่าวย้ำถึงเหยาอวี้อีกครั้ง
เพราะความสามารถของเด็กหญิงมีมากเกินไปจนอาจนำภัยมาสู่ตัว เจียงมู่ไป๋จึงบอกว่าเต้าหู้มีสรรพคุณทางยาด้วย เหยาอวี้ที่เก่งกาจวิชาแพทย์ ก็แค่ใช้ความรู้นี้ต่อยอดเท่านั้น ไม่ได้สร้างอะไรที่แปลกพิสดาร
ทว่าหากมองลึกลงไป อาหารก็คือยา ยาก็คืออาหารอยู่แล้ว ดังนั้นการกล่าวเช่นนี้ก็ไม่นับว่าหลอกลวงอันใด
นี่เป็นสิ่งที่ให้คนในเรือนหลักรับรู้ เพื่อไม่ให้สร้างปัญหาในอนาคตจากความริษยาจนเกินไป
ส่วนฝั่งตระกูลรองนั้นไม่เคยสนใจเรื่องเล่านี้อยู่แล้ว ตั้งแต่ที่เห็นเจียงมู่ไป๋หายป่วยแข็งแรง ไม่ว่าเด็กหญิงผู้นี้จะทำสิ่งใด ก็มีแต่จะสนับสนุนเท่านั้น
ยามนี้เมื่อมีการตั้งหลงจู๊ดูแลแล้ว พวกเขาก็กลับมาเป็นเบื้องหลังตามเดิม ไม่ใช่แค่เรื่องเต้าหู้ แม้แต่กิจการผ้าไหมทั้งหมด ก็ต้องทำแบบนี้เช่นกัน
ตามข้อจำกัดทางชนชั้นที่ยึดหลักแนวคิดขงจื๊อ ซึ่งแบ่งชนชั้นออกเป็น ขุนนางบัณฑิตชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า ตามลำดับ โดยพ่อค้าถูกจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่างสุด
ซึ่งช่างฝีมือและพ่อค้ามักถูกห้ามไม่ให้เข้ารับการสอบเคอจวี่
ที่จริงแล้ว…การแยกบ้านเพื่อลงทะเบียนชนชั้นใหม่ จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด…
ดังนั้นแต่เดิม…หลักแท้จริงของการแยกบ้านภายในตระกูลพ่อค้า ก็มักใช้จากเหตุผลนี้มากกว่า
มิใช่เพราะเรื่องการขัดแย้งภายในตระกูลเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเป็นทางรอดให้บุตรหลานในตระกูลหลักของตระกูลคหบดี ยังสามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้นั่นเอง
ทว่ากรณีของตระกูลเจียงกลับต่างกัน หลานชายจากตระกูลรองกลับมีแววด้านการเรียนที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถ้าหากผู้เฒ่าเจียงทำเรื่องแยกบ้านออกไป แล้วเขาที่เป็นนายท่านผู้เฒ่าจะเสพย์สุขกับเกียรติยศนั่นได้หรือ?
เขาจึงไม่แยกแยกบ้านเด็ดขาด
แต่ในข้อจำกัดก็ยังมีหนทาง มิเช่นนั้นบรรดาขุนนางทั้งหลายจะมีทรัพย์สินรายได้จากร้านค้าได้อย่างไร
ตามหลักการ ขุนนางไม่ควรทำการค้าขายโดยตรงเพราะดูไม่สง่างาม
ดังนั้นขุนนางที่มีโฉนดร้านค้ามักจะใช้นอมินี เช่น ให้ญาติห่างๆ หรือบ่าวรับใช้เป็นหลงจู๊ผู้ออกหน้าบริหารจัดการแทน โดยตัวเองจึงยังคงสถานะปัญญาชนไว้ได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นพ่อค้าหน้าเลือด
ขงจื๊อเชื่อว่าขุนนางต้องปกครองด้วยคุณธรรม และเสียสละเพื่อส่วนรวม
แต่พ่อค้าถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มุ่งเน้นผลกำไรส่วนตัวเป็นหลัก ราชสำนักจึงกลัวว่าถ้าพ่อค้าเป็นขุนนาง จะใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อกอบโกยเงินทองมากกว่าดูแลประชาชน
หรือก็คือถูกมองว่าผิดจริยธรรมต่อการเป็นขุนนางนั่นเอง
‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือการมีเกษตรกรรมเป็นรากฐาน’
ด้วยแนวคิดนี้ ชาวนาจึงเป็นผู้ผลิตอาหารและจ่ายภาษีในรูปของเมล็ดข้าว
ส่วนพ่อค้าถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่แสวงหาแต่กำไร ไม่ได้ผลิตอะไร
หากปล่อยให้พ่อค้ามีอำนาจหรือร่ำรวยเกินไป คนจะทิ้งนามาทำการค้า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางอาหารของแคว้น
“เป็นของแม่หนูคนนั้นข้าก็ไม่ได้ว่าอันใด แค่กลัวพวกเจ้าจะไม่รอบคอบ”
สุดท้ายผู้เฒ่าเจียงก็พูดอย่างยอมรับ แต่ยังคงแฝงความเข้มงวดอยู่ไม่น้อย แม้จะมิได้ตำหนิโดยตรงก็ตาม และเมื่อเป็นชื่อของเหยาอวี้แล้ว เขาก็ไม่สะดวกที่จะขอเรียกดูบัญชีได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ
“หลานเข้าใจความกังวลของท่านปู่ หลานกับท่านพ่อเพียงออกหน้าชั่วคราวแล้วจะกลับมาอยู่เบื้องหลังแล้วขอรับ” เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเข้าใจ
และเหตุผลที่ผู้เฒ่าเจียงกังวลนั้นก็เพราะว่า… เพื่อให้บุตรหลานชายสามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้ จึงต้องแปลงร่างเป็นเศรษฐีที่ดินนั่นเอง
นั่นก็เป็นเพราะสายตาของสังคม การตัดสินว่าใครเป็นพ่อค้า ไม่ได้ดูที่กิจกรรมการหาเงินเพียงอย่างเดียว แต่ดูที่สถานะหลัก และที่มาของรายได้
เช่น หากมาจากการค้าอย่างเดียวก็จะต้องขึ้นทะเบียนพ่อค้า เนื่องจากไม่มีที่นา แต่ถ้าเป็นพ่อค้าที่มีที่นามากพอจะจ่ายภาษีข้าว ก็จะถือว่าเป็นเกษตรกรผู้มั่งคั่งแทน
ดังนั้นปกติกำไรจากการค้าผ้าไหมส่วนหนึ่ง จะถูกผู้เฒ่าเจียงแบ่งไปซื้อโฉนดที่ดินจำนวนมหาศาลภายใต้ชื่อของเจียงเฉิง และเจียงอวี้เหิงตั้งนานแล้ว และให้หลงจู๊ที่ไว้ใจได้ให้ออกหน้าเป็นเจ้าของกิจการแทน โดยพวกเขาจะแปลงรายได้เป็นการปล่อยเช่า
ตามเอกสาร…พวกเขาจึงถือว่าเป็นเศรษฐีที่ดิน ดังนั้นในรุ่นที่สามอย่างเจียงเจ๋อหมิน กับเจียงมู่ไป๋ ย่อมมีสิทธิ์สอบได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะเดิมของปู่ตนเอง
อย่าลืมว่าเขาใฝ่ฝันเรื่องการเป็นขุนนางมาตั้งนานแล้ว แต่กว่าจะตั้งตัวได้ก็แก่เกินเรียนเสียแล้ว
ตอนมีบุตรชายทั้งสองคน เขาก็ได้เตรียมการและพยายามกับพวกเขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทั้งสองคนไม่มีหัวด้านนี้เลย ความหวังจึงมาตกอยู่ที่รุ่นหลานนั่นเอง
การที่เจียงมู่ไป๋ให้ทุกอย่างเป็นชื่อของเหยาอวี้นั้น จึงไม่ใช่แค่เพราะเรื่องส่วนตัวแต่อย่างใด เพราะหากเขาต้องเข้าสอบ ก็ไม่สามารถมีชื่อร้านค้าเป็นของตน
เมื่อร้านเป็นชื่อสตรี เจ้าหน้าที่มักไม่ค่อยมาตรวจสอบทรัพย์สินของผู้หญิงในเรือนหลังมากเท่ากับผู้ชายที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติในการเป็นขุนนาง
ทางการจะมองว่าเป็นสินเดิม หรือก็คือเป็นทุนเลี้ยงดูและสินสมรสในอนาคตของหลานสาวบุญธรรมของตระกูลเจียง
ดังนั้นร้านนี้จึงไม่ใช่กิจการของตระกูลเจียง แต่เป็นเงินออมของเด็กผู้หญิง
ดังนั้นในยุคโบราณ สินเดิมของเจ้าสาว จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันหมายถึงความมั่งคั่งของตระกูลเดิม และหน้าตาของจวน เพราะแค่เบี้ยหวัดขุนนาง ย่อมไม่พอจะชูหน้าชูตาในสังคมได้
เพราะหากบุรุษที่กลายเป็นพ่อค้าเหมือนผู้เฒ่าเจียงแล้ว การจะให้รุ่นถัดไปหลุดพ้นสถานะนี้ ก็ต้องมีที่ดินจำนวนมากพอจะจ่ายมีภาษีข้าว เท่าสัดส่วนจำนวนคนทั้งจวน ที่ทางการกำหนดไว้
ส่วนเกษตรกรทั่วไป ที่ยังมุ่งมั่นว่าจะเป็นขุนนาง ย่อมไม่กล้าทำการค้าแบบเปิดเผย ได้แต่ตั้งแผงลอยเล็กๆ หลังฤดูเก็บเกี่ยวเท่านั้น หากซื้อร้านค้าก็ต้องอยู่ในชื่อภรรยา หรือไม่ก็บุตรสาวแทน มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นตระกูลพ่อค้า แล้วอนาคตก็จะสอบเคอจวี่ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องร่ำรวยมากพอถึงจะทำแบบผู้เฒ่าเจียง
เพราะตามจารีตทรัพย์สินของผู้หญิง จะแยกขาดจากกองกลางที่ใช้ตรวจสอบสิทธิการสอบของฝ่ายพี่น้องชายทั้งหมดนั่นเอง
และการที่เจียงมู่ไป๋มาช่วยดูแลออกหน้าช่วงแรก ก็เหมือนเป็นแค่พี่ชายที่ดูแลน้องสาวเท่านั้น และเพื่อล่อเป้าว่าเขาคือคนคิดค้นเต้าหู้แทนเหยาอวี้ด้วย
“แต่จะให้เป็นชื่อแม่หนูคนเดียวก็จะมากเกินไปหรือไม่ มารดาเจ้าก็ไม่ใช่ว่ามีส่วนหรือ”
นายท่านผู้เฒ่าหยั่งเชิงอีกครั้ง โดยไม่กล่าวถึงบุตรชายตนเลย เพราะรู้ดีว่าบุตรชายเขาไม่สามารถมีรายนามหุ้นส่วนของร้านได้
“ผู้ออกทุนเป็นเหยาอวี้ คนตระกูลรองแค่ช่วยดูแลเท่านั้นขอรับ” เจียงมู่ไป๋โกหกตาไม่กระพริบ เพราะเงินเหล่านั้นคนจากตระกูลหลักย่อมตรวจสอบไม่ได้อยู่แล้ว
อีกอย่าง…เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องพูดออกไปให้ชัดเจน แม้ว่าจริงๆ แล้วต้นทุนก้อนแรกจะมาจากเขาก็ตาม อีกทั้งบัญชีกำไรหลังบ้านก็ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนระหว่างเขากับนาง
แน่นอนว่าตอนแรกเขาไม่รับ แต่เหยาอวี้กลับดื้อดึงว่าถ้าไม่รับ นางก็ไม่กล้ารบกวนเขา และบิดามารดาของเขาอีก เขาจึงต้องรับไว้ แล้วให้มารดาเป็นผู้จัดการ
แต่ดูแล้วเหมือนมารดาของเขาจะแอบเก็บไว้เพื่อเติมสินเดิมให้นางในภายหลังมากกว่า ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่ากล่าวอันใด
“นางมีเงินมากมายขนาดนั้นเลยหรือ” ผู้เฒ่าเจียงตกใจ
เจียงมู่ไป๋มองเพียงแว่บหนึ่งมีเงาดำพาดผ่านก่อนดึงสายตากลับมาเป็นปกติ
“นางซื้อถั่วเหลืองไว้ตั้งนานแล้วขอรับ คงตั้งใจจะกลับมาทำเต้าหู้หลังจากกลับจากชิงเฟิง แต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพอดี เต้าหู้จึงกลายเป็นของดีราคาถูกที่คนชื่นชอบ ส่วนเรื่องเงิน…ก็เป็นค่ารักษาที่นางเก็บสะสมได้มาขอรับ”
คำพูดนี้สะอาดหมดจดมาก
แม้จะไม่กล่าวถึงจำนวนเงินที่ได้รับค่ารักษามามากเพียงใด แต่จากที่รีดไถ…เอ่อ ได้รับจากผู้เฒ่าเจียง กับนายท่านเจียงตอนนั้น ก็เป็นหลักหมื่นตำลึงแล้ว ย่อมสามารถซื้อเต้าหู้ได้จำนวนมหาศาลหลายพันตั้นเลย
แต่จากความสามารถของเด็กหญิงผู้นั้น คงหารายได้จากการรักษาคนได้ไม่น้อย
ซึ่งผู้เฒ่าเจียงก็คงคาดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วเหยาอวี้มีมากถึงแสนตั้นเลยที่เดียว
“เฮ้อ…เอาเถอะ ถึงอย่างไรนางก็ตั้งโรงทานด้วย แม้ว่าร้านนั้นจะเป็นชื่อนาง แต่นางตอนนี้ก็แซ่เจียง อย่างน้อยคงพอให้ตระกูลเจียงเรามีชื่อเสียงที่ดีได้ เมื่อทางการตรวจสอบก็ยิ่งจะเป็นเรื่องดี”
ผู้เฒ่าเจียงจำต้องยอมถอย เหตุผลที่อ้างชื่อเฉียนซื่อนั้น ก็เพราะนางคือลูกสะใภ้ ที่ได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูลเจียงมาตลอด รายได้ผ้าไหมที่ถูกเล่นแร่แปรธาตุมาเป็นค่าเช่าที่ดินนั้น ก็ยังนับว่าเป็นบุญคุณได้
แต่กับเหยาอวี้นั้นต่างกัน
ก่อนเกิดเรื่องพิมเสนครั้งนั้น ก็ยังพอพูดได้ว่าจวนจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้นาง
ทว่าพอฮูหยินผู้เฒ่าของเขาสร้างเรื่องงี่เง่า จนเด็กหญิงประกาศกร้าวว่าแบ่งแยกเรื่องเงินให้ชัดเจน อีกทั้งยังเจียงมู่ไป๋ยังเอาสุขภาพของตนมาข่มขู่
ในตอนนี้แม้เขาสามารถคำนวนรายได้คร่าวๆ ของเต้าหู้ต่อวันได้ว่า เป็นเม็ดเงินมหาศาลเท่าไร ก็ทำได้แค่มองมันผ่านไปอย่างปวดใจเท่านั้น
“ใช่ขอรับ เป็นเราที่โชคดีมีนางใช้แซ่เจียง” เจียงมู่ไป๋เหมือนต้องการเตือนกลายๆ ว่านางมิได้ติดค้างอะไรคนตระกูลเจียงเลย
‘ดังนั้น ท่านปู่ควรเก็บสายตาละโมบของท่านลงไปซะ’