LNCrawler

ตอนที่ 191

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 191

ตอนที่ 191


 

 “เอาล่ะๆ เรื่องกิจการค้าใดใดเจ้าก็ไม่ต้องยุ่งแล้ว ตั้งใจอ่านตำราให้ดี” ผู้เฒ่าเจียงเริ่มกล่าวเป็นจริงเป็นจัง

ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วประโยคนี้มีไว้พอบอกผู้ใดกันแน่ แต่เมื่อเติมคำว่า อ่านตำรา ก็นับว่าเหมาะสมและห่างไกลตัวเขายิ่งขึ้น

“ขอรับ…”

เจียงมู่ไป๋ตอบรับแล้วยกตำราในมือขึ้นมาอ่านเพื่อปิดจบบทสนทนา

มีเหตุผลหลายประการที่ตระกูลเจียงต้องย้ายมาเจียงหนาน

นั่นก็เพื่อจัดขยายกิจการผ้าไหม และจัดระเบียบสถานะทางชนชั้นให้ชัดเจน

เพราะที่เหออันนั้นมีภาพจำที่ชัดจนเกินไปกับการเป็นคหบดีเจียง

แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนประวัติ แต่ในสภาพแวดล้อมใหม่ย่อมสร้างภาพจำใหม่ได้ง่ายกว่า

กระทั่งชื่อร้านยังเปลี่ยนจาก หอผ้าเจียงซิ่ว เป็น หอผ้าจิ่นซิ่ว[1] ให้ความหรูหราและสูงค่ายิ่งขึ้น

เพราะถ้าเจียงมู่ไป๋สอบเป็นจวี่เหรินได้แล้ว จะถือว่าเป็นขุนนางครึ่งตัว หากได้รับการจัดสรรงานจากทางการ ก็จะเรียกว่าใต้เท้าได้ทันที

และที่สำคัญเจียงหนานมีตระกูลพ่อค้าจำนวนมาก วิธีการที่เขาใช้นี้ คนที่นี่ก็ใช้เช่นกัน ดังนั้นทางการของเจียงหนานย่อมยืดหยุ่นกว่าที่อื่นมาก เมื่อชุบตัวแล้วก็จะกลมกลืนกับทุกคนได้ง่าย

พักหลังผู้เฒ่าเจียง จึงบอกให้บุตรชายทั้งสองงดออกตรวจร้าน ทำแค่การตรวจบัญชีหลังร้านเท่านั้นเหมือนพวกตระกูลขุนนาง

อีกทั้งยังบริจาคเงินสนับสนุนสำนักเรียนซีฟงจำนวนมาก ก็เพื่อให้เจียงเจ๋อหมิน และเจียงมู่ไป๋ได้เรียน ซึ่งนอกจากจะได้เล่าเรียนแล้ว ก็ยังเป็นชื่อเสียงที่ดีแก่พวกเขาด้วย นี่ก็ถือว่าเป็นการฟอกตัวอย่างหนึ่ง

สตรีกับบุรุษที่ต้องการความก้าวหน้า ล้วนแต่มีเส้นทางและเงื่อนไขที่ยากลำบากกันทั้งนั้น

แต่เกิดเป็นสตรีในยุคนี้กลับยากกว่ามาก เพราะแม้จะเป็นเจ้าของร้านได้ ก็ไม่ควรออกมาอวดโฉมเหมือนแม่ม่าย สามีตาย และส่งผลต่อเรื่องออกเรือนอีก

สำหรับเหยาอวี้นั้นนางไม่ได้มีความคิดที่จะต่อต้าน หรือคล้อยตามแต่อย่างใด

กล่าวคือ นางไม่ปัญญาอ่อนขนาดที่ต้องออกมาแสดงแนวคิดก้าวหน้าเสรีเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียม ที่แม้แต่อยู่ในอนาคตหลายพันปีข้างหน้า ก็ยังพูดคำว่าเท่าเทียมได้ไม่เต็มปากนัก

แต่นางก็ไม่อาจคล้อยตามโอนอ่อนไปเสียหมด อย่างการออกเรือนตามคำพูดแม่สื่อ และความต้องการของมารดา เพราะนางรู้ดีว่าตนไม่อาจเป็นเรือนหลังตามอุดมคติของคนยุคนี้ได้อย่างแน่นอน

หรือกับที่เจียงมู่ไป๋ชอบคิดว่านางคือท่านหมอผู้เมตตาต่อสรรพชีวิตในตอนแรก

แต่นางรู้ดีว่าลึกๆ แล้วนางมิได้บริสุทธิ์ถึงเพียงนั้น

หากถึงคราวจำเป็นเพื่อมีชีวิตรอด หรือตัดปัญหาที่คุกคามในอนาคต

ด้วยเทคโนโลยีที่ล่าสมัย และอำนาจทางชนชั้นของยุคนี้

นางก็กล้าที่จะเปื้อนเลือดได้โดยไม่ต้องสำรวจมโนธรรมของตนมากนัก

ก็คือ…ใช้ชีวิตปรับเปลี่ยนไปแต่ละสถานการณ์ อยู่ที่ความพึงพอใจของตนเท่านั้น

ส่วนเรื่องการที่คิดว่าจะต้องสร้างแต่บุญกุศลอะไรนั่นจนไม่กล้าทำบาปฆ่าคน…

หากจบชีวิต มันก็จบมิใช่หรือ?

ดังนั้นมีชีวิตรอดก็ย่อมดีกว่า… 


 

หลังจากเดินทางต่อเนื่องอยู่สองวันเต็ม รวมทั้งหยุดพักม้าเป็นระยะ ขบวนรถของตระกูลเจียงก็มาถึงเขตนอกเมืองเจียงหนานในที่สุด

แต่ภาพตรงหน้า เป็นพื้นที่โล่งกว้างนอกกำแพงเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

เต็นท์ชั่วคราวปะปนกับผืนผ้าที่กางกันลวกๆ กลายเป็นที่พักอาศัย ผู้คนจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด แม้น้ำจะลดไปนานแล้วก็ตาม

ควันจากหม้อขนาดใหญ่ลอยขึ้นเป็นสายๆ หลายจุดตั้งโรงทาน มีตราตระกูลพ่อค้าประดับเด่นชัด หน้าหม้อข้าวแต่ละแห่ง มีทหารหรือไม่ก็ผู้คุ้มกันถือดาบยืนคุม ตะโกนสั่งให้ผู้คนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ

เสียงจอแจดังระงม ทั้งเสียงคนหิวโหย เสียงเด็กร้องไห้ และเสียงคนเฝ้ารอที่ยาวเหยียดจนสุดสายตา

ภายในรถม้าคันของสตรี ม่านถูกแง้มออกเล็กน้อย

เจียงจื่อหรงชะเง้อมอง ก่อนจะเบิกตากว้างทันที

“ท่านแม่… คนเยอะขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ?”

เพราะตอนที่นางมาเจียงหนานนั้นก่อนน้ำท่วมหลายวัน ก็มีแถวอยู่บ้าง แต่ไม่มากขนาดนี้ และไหนจะคนอพยพพวกนี้อีก เหมือนเป็นชุมชนขอทานขนาดใหญ่

เจี่ยซื่อมองออกไปเช่นกัน สีหน้าสงบแต่แววตาหนักขึ้นเล็กน้อย

“เพิ่มขึ้นมากจริงๆ”

เฉียนซื่อพยักหน้าเบาๆ

“คนไม่กล้ากลับบ้าน ที่นาเสียหายหมดแล้ว จะให้ไปกินอะไรเล่า…”

เจียงจื่อหรงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังผุ้อพยพที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพึมพำ

“อย่างนี้… หากหน้าหนาวมาเยือน ต่อให้มีโรงทานก็ไม่น่าพอ…”

เหยาอวี้นั่งเงียบอยู่ด้านใน แม้เคยเห็นภาพผู้คนอพยพไปหลิงหยวนมาแล้ว แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็ยังอดนิ่งงันไม่ได้

ผู้คนมากเกินไป มากจนแม้แต่ความช่วยเหลือ ก็เริ่มดูเล็กลงไปทันตา

ม่านรถม้าถูกปล่อยลงช้าๆ

ไม่นานนัก เสียงของอาไฉก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“ฮูหยินและคุณหนูขอรับ คุณชายรองให้มาบอกว่า… วันนี้เกรงว่าจะเข้าเมืองไม่ทันตอนปิดประตูเมืองยามโหย่ว อีกประเดี๋ยวคนงานจะไปตั้งกระโจมไม่ไกล หากเสร็จแล้วจะ-”

“เดี๋ยวข้าจัดการเองเจ้าค่ะ”

เสียงใสแทรกขึ้นมากะทันหัน

ทุกคนในรถม้าหันไปตามเสียง

ฝานซูเมิ่งในชุดบ่าวรับใช้ ใบหน้าจืดจางเช่นเคย เหมือนว่ากำลังก้าวลงมาจากรถม้าคันด้านหลังพอดี สีหน้าสงบนิ่งผิดกับฐานะที่สวมอยู่

นางกล่าวเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินไปยังรถม้าคันหน้าสุด พูดอะไรบางอย่างสั้นๆ แล้วไม่รอคำตอบ

จากนั้นก็เดินตรงผ่านแถวผู้คนทั้งหมด มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองอย่างไม่ลังเล

เจียงจื่อหรงอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าออกไปมอง

“นางจะไปทำอะไรหรือเจ้าคะ…”

ไม่มีผู้ใดตอบ

แต่ไม่นานนัก ภาพที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนต้องนิ่งงัน

นายทหารผู้หนึ่ง ซึ่งดูมีตำแหน่งไม่น้อย รีบกุลีกุจอวิ่งออกมาจากประตูเมือง

โค้งกายเล็กน้อย ก่อนจะเชิญขบวนรถม้าของตระกูลเจียงให้ผ่านเข้าไป โดยไม่ต้องต่อแถวแม้แต่น้อย

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

ผู้คนในแถวต่างพากันบ่นอุบอิบ สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังขบวนรถม้ากว่าสิบคันที่เคลื่อนผ่านไปอย่างสง่างาม

ในกลุ่มนั้น บัณฑิตจากเหออันผู้หนึ่งขมวดคิ้วแน่น เมื่อเห็นตราประจำตระกูลเจียงบนรถม้า

“นั่นมัน… ตระกูลเจียงไม่ใช่หรือ?”

เขาพึมพำ ก่อนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

“หรือว่าเพราะเป็นตำแหน่งซิ่วไฉ?”

เพราะปกติการเข้าเมือง หากเป็นซิ่วไฉ หรือบัณฑิต จะถูกไปที่หัวแถวทันทีเพื่อแสดงตัว

ดังนั้นเขาจึงรีบตะโกนขึ้นทันที

“ข้าก็เป็นซิ่วไฉ! ให้ข้าไปข้างหน้าได้เช่นกัน!”

คำพูดนั้นเรียกสายตาหลายคู่ให้หันมามอง แต่แทนที่จะเห็นด้วย กลับเป็นสายตาเหนื่อยหน่ายและรำคาญ

“ซิ่วไฉแล้วอย่างไร?” คนหนึ่งเอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ที่ยืนต่อแถวกันอยู่นี่ก็ซิ่วไฉทั้งนั้น!”

อีกคนหัวเราะหยัน “เจ้าคิดว่ามีแต่เจ้าที่มาสอบหรืออย่างไร”

บัณฑิตผู้นั้นชะงักไปทันที สีหน้าแดงก่ำ

“แล้ว… แล้วพวกเขาเข้าไปได้อย่างไร…”

เสียงหนึ่งตอบขึ้นเรียบๆ

“อาจเป็นสิทธิของอั้นโฉ่วกระมัง”

คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้าอย่างนั้น… ในรถม้านั่นก็คงเป็นคุณชายรองเจียง…”

ชื่อเจียงมู่ไป๋ ถูกเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนไปทันที

ชื่อเสียงของเจียงมู่ไป๋ย่อมโด่งดังอยู่แล้วในหมู่บัณฑิตด้วยกัน ปกติผู้ที่ได้อันดับนี้มักจะเป็นคนจากจงหยวน หรือไม่ก็ต้องเป็นบัณฑิตจากเจียงหนาน หรือมณฑลหัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

แต่เขามาจากอำเภอชายฝั่ง

“อวดดีจริงๆ จะสอบเดือนหน้าอยู่แล้วแต่เพิ่งมาตอนนี้”

“เจ้าก็เพิ่งมามิใช่หรือ” มีเสียงแย้ง เพราะรู้สึกถูกกระทบไปด้วย

“เพราะบ้านข้าน้ำท่วมจึงล่าช้า”

“บ้านเขาก็น่าจะท่วมเหมือนกัน”

“แต่เขาอยู่แค่เหออัน เดินทางวันสองวันก็ถึงแล้ว ข้าต้องเดินทางเกือบสิบวัน”

“เอ่อ หากกล่าวเช่นกันก็นับว่าอวดดีจริงๆ”

“ได้ยินว่าหายดีแล้วนี่…”

“อัยหยา… ข้ายังคิดว่าเขาจะไม่สอบปีนี้เสียอีก”

“ซวยจริงๆ…”

เสียงหนึ่งพึมพำอย่างขมขื่น

“ตำแหน่งจวี่เหริน… หายไปหนึ่งที่แล้ว”

ขบวนรถม้ายังคงเคลื่อนผ่านไป

ทิ้งไว้เพียงเสียงบ่น เสียงถอนหายใจ และความกดดันที่มองไม่เห็น

ซึ่งกำลังปกคลุมผู้คนทั้งหมดที่มุ่งหน้าสู่การสอบเดียวกัน







 

[1] ร้านจิ่นซิ่ว (锦绣阁 - Jǐnxiù Gé) แปลว่า ผ้าไหมที่งดงามราวภาพวาด