LNCrawler

ตอนที่ 192

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 192

ตอนที่ 192


 

เจียงหนาน… สมกับเป็นเมืองระดับมณฑล เพราะกว้างใหญ่เกินกว่าจะมองเห็นจุดสิ้นสุดได้ในวันเดียว

ต่อให้เป็นรถม้าชั้นดี วิ่งตลอดทั้งวันโดยไม่หยุดพัก ก็ยังไม่อาจวนทั่วเมืองได้ครบ ถนนหลวงตัดผ่านย่านการค้า คลองเล็กเชื่อมต่อกับแม่น้ำใหญ่ ผู้คนหลั่งไหลไม่ขาดสาย เสียงล้อรถ เสียงเรือ เสียงคนค้าขาย ประสานกันเป็นจังหวะของเมือง

ใจกลางของเจียงหนานถูกแบ่งออกเป็นสองฟากด้วยแม่น้ำหลานชาง สายน้ำกว้างใหญ่ที่ไหลลึกและนิ่งสงบ ราวกับเส้นแบ่งระหว่างสองโลก เป็นตอนบนและตอนล่างของเมือง

ฝั่งบนของแม่น้ำ คือพื้นที่ที่ผู้คนทั่วไปไม่อาจเอื้อมถึง

ที่นั่นเป็นที่ตั้งของจวนขุนนางระดับสูง สถานที่ราชการสำคัญ และจวนใหญ่ของตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่สุดในเจียงหนาน

ยิ่งใกล้จวนของอู๋ชินอ๋องมากเพียงใด ราคาที่ดินก็ยิ่งสูงลิ่ว

ตรอกชิงสุ่ยที่เจียงมู่ไป๋สามารถซื้อจวนได้นั้น ย่อมเป็นที่น่าแปลกใจ เพราะผู้ที่อยู่ได้ในละแวกนั้น หากไม่ใช่ขุนนาง ก็ต้องเป็นพ่อค้าที่มีฐานะมั่นคงระดับบนของเจียงหนานเลยด้วยซ้ำ

การได้ตั้งหลักอยู่ที่นั่น มิใช่เพียงเรื่องของเงินทอง หากยังเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับในระดับหนึ่ง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเส้นสายอยู่

ตอนที่เจียงมู่ไป๋แจ้งราคาให้ตระกูลหลักนำเงินมาจ่าย ทำเอาผู้เฒ่าเจียงแทบหลั่งน้ำตาดั่งสายโลหิต แต่เมื่อนึกได้ว่าเพื่อให้มีที่ยืนในสังคม ก็จำต้องจ่ายออกไป

เจียงหนานในยามนี้ แม้จะเต็มไปด้วยพ่อค้าผู้มั่งคั่ง โดยเฉพาะกลุ่มสมาคมพ่อค้าเกลือที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง

แต่เหนือพวกเขาทั้งหมด ยังมีผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียว

อู๋ชินอ๋อง…

ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ของชินอ๋องขั้นหนึ่ง มีพระนามว่าจริงว่า เซียวฟู่หยวน

เขาคือผู้กุมอำนาจทางทหารและการปกครอง

พ่อค้าอาจมีเงิน อาจควบคุมเสบียง อาจกำหนดราคาของสินค้าในตลาดได้

แต่พวกเขาไม่อาจสะสมกำลังพล

ในขณะที่อู๋ชินอ๋อง มีกองกำลังเป็นของตนเอง มีอำนาจในการปราบปราม และรักษาความสงบของเมือง

ดังนั้น แม้พ่อค้าจะมั่งคั่งเพียงใด ก็ยังต้อง…เกรงใจ

และแม้อู๋ชินอ๋องจะมีอำนาจเพียงใด ก็ยังต้อง…พึ่งพา

ภาพภายนอกของเจียงหนานจึงยังคงสงบเรียบร้อย ไร้ความวุ่นวายอย่างที่ควรจะเป็นในเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์

เพราะแท้จริงแล้ว ทุกฝ่ายต่างรู้ขอบเขตของตน

เจ้า…มีอำนาจ

ข้า…มีเงิน

เมื่อทั้งสองสิ่งสมดุลกัน เมืองทั้งเมืองจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น ราวกับสายน้ำหลานชางที่ไหลเอื่อย ไม่เชี่ยวกราก แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง


 

แม้คนภายนอกจะมองว่าเป็นเพราะอันดับอั้นโฉ่วของเจียงมู่ไป๋ แม้แต่คนในตระกูลเจียงก็คิดเช่นนั้น เพราะขบวนรถของตระกูลเจียงจึงสามารถผ่านประตูเมืองได้โดยไม่ต้องต่อแถว

ทว่าเหยาอวี้กลับมิได้คิดเช่นนั้น

นางนั่งนิ่งอยู่ในรถม้า สายตาครุ่นคิดเล็กน้อย

‘หากเป็นเพราะเขาจริง อาไฉคงไม่ออกมาบอกว่าจะต้องตั้งกระโจมรอนอกเมือง

ดังนั้น… เหตุผลย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว’

..

..

จวนของตระกูลเจียงในเจียงหนาน ไม่ได้มีจวนเดียว แต่เป็นสองจวนที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันในตรอกชิงสุ่ย

ฝั่งหนึ่งเป็นจวนของตระกูลหลัก อีกฝั่งคือจวนของตระกูลรอง แบ่งแยกชัดเจน

ทั้งสองแห่งล้วนเป็นจวนขนาดกลาง ภายในแบ่งออกเป็นเรือนย่อยหลายหลังอย่างเป็นระเบียบ

ทางเดินปูหินสะอาดตา สวนไม้ถูกจัดแต่งอย่างประณีต ราวกับเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

เรือนของเหยาอวี้… อยู่ลึกเข้าไปด้านใน เหนือซุ้มประตูพระจันทร์ก่อนเข้าบริเวณเรือน มีป้ายเขียนด้วยอักษรสิงซู[1]อย่างอ่อนช้อยว่า

‘เรือนอวี้หลัน…’

ตัวอักษรไหลลื่นงดงาม แต่ยังคงความมั่นคงแฝงอยู่ภายใน ราวกับสะท้อนตัวตนของเจ้าของเรือน

เหยาอวี้ก้าวเข้าไปช้าๆ กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ลอยมาแตะปลายจมูก

ดอกอวี้หลันฮวาสีขาวอมชมพูบานสะพรั่งทั่วเรือน ทั้งที่ยามนี้ควรจะเป็นช่วงผลัดดอกไปแล้ว

คงเป็นเพราะมีคนดูแลอย่างดี… จึงยังคงงดงามได้เช่นนี้

ภายในเรือนมีถึงสี่ห้อง …ห้องนอน ห้องสมุนไพร ห้องปรุงยา และห้องตำรา แม้กระทั่งโต๊ะคัดอักษรก็ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสม

ทุกอย่างถูกเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันเหมือนนั่งอยู่ในใจนาง จนเหยาอวี้ถึงกับหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง

นางเดินผ่านลานกลางสวน ข้ามสะพานไม้เล็กๆ เหนือสระน้ำ

ปลาจิ่นหลี[2]เก้าตัวแหวกว่ายอวดลวดลายสีสดใส

อีกมุมหนึ่งของเรือนถูกจัดเป็นสวนสมุนไพรขนาดย่อม ส่วนพื้นที่ที่เหลือเต็มไปด้วยดอกไม้หลากชนิด

ทุกอย่างดู… ใหม่

หมือนว่าจะเพิ่งถูกปรับปรุงได้ไม่นาน

ก่อนที่จะนั่งลงบนเบาะนุ่มที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นอวี้หลัน ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างไม่ไกล นางจึงเอ่ยออกไปทันที

“เจ้าใช้ตราของตูเว่ยหรือ?”

เหยาอวี้หันกลับไปถามฝานซูเมิ่งที่ปรากฎตัวยืนพิงต้นอวี้หลันอยู่

ฝานซูเมิ่งยกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ

“ข้าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตนขนาดนั้น แค่ป้ายหยกนี่ก็พอแล้ว”

นางชูป้ายหยกขึ้น

หยกมันแพะสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อแน่นละเอียด ถูกแกะสลักเป็นรูปเสือขาว ดวงตาฝังนิลดำแวววาว ด้านหลังมีอักษรจ้วน[3]หนักแน่นว่า…

‘หลิงหยวนโหว’

แล้ว… นางก็โยนมันมาให้เหยาอวี้อย่างไม่ใส่ใจ

เด็กหญิงรับไว้แทบไม่ทัน มือชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แล้วบ่นออกมาอย่างหมดคำจะพูด

“…ใช้ตราของตูเว่ยของเจ้ายังจะดีกว่า”

นี่มัน… ป้ายประจำตัวของหลิงหยวนโหว!

ฝานซูเมิ่งกลับยักไหล่

“บิดาบุญธรรมตั้งใจให้เจ้าไว้ เผื่อเจอเรื่องยุ่งยาก” ก่อนจะชี้มาที่ตัวเองอย่างภูมิใจ “ข้า…ในฐานะบ่าว ก็ต้องเป็นคนเก็บของให้เจ้านาย”

เหยาอวี้นิ่งไป ความรู้สึกบางอย่างเอ่อขึ้นในอก หนักเสียจนป้ายหยกในมือดูเหมือนจะหนักตามไปด้วย

เพราะความรักของหลิงหยวนโหวผู้นั้นมันมากล้นซะจนเผื่อแผ่มาถึงนาง โดยที่เขาไม่ถือสาเลยแม้แต่น้อย

ขอเพียงให้มารดาของนางวางใจ เขากลับไม่แม้แต่จะเพิกเฉยต่อนางด้วยซ้ำ

หากเป็นเป็นบุรุษอื่น โดยเฉพาะในยุคนี้ คงยากที่จะทำใจได้

คิดเช่นนั้นก็รู้สึกว่าป้ายหยกในมือก็เหมือนจะถือไม่ไหวเสียแล้ว

เฮ้อ มารดา…ท่านช่างออกเรือนได้ดีจริงๆ

นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกลับมาทำตาใสซื่อ แล้วถามว่า

“แล้วไปแสดงป้ายแบบนี้… จะไม่มีปัญหาหรือ”

ฝานซูเมิ่งหัวเราะเบาๆ นางเดินไปหยุดข้างสระน้ำ มองปลาจิ่นหลีที่ว่ายวน

“อู๋ชินอ๋องเคยถูกบิดาบุญธรรมช่วยไว้” ฝานซูเมิ่งกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “เมื่อก่อนทะเลใต้นั้นมีโจรสลัดมากมาย หากไม่ได้บิดาบุญธรรมกวาดล้างพวกโจรออกไป มีหรือที่อู๋ชินอ๋องจะนั่งตำแหน่งเจ้าเมืองที่เจียงหนานได้อย่างมั่นคง”

เหยาอวี้ก้มมองป้ายหยกในมือ

“เช่นนั้น… เขาจะไม่คิดว่าตระกูลเจียงเกี่ยวข้องกับหลิงหยวนโหวหรือ” นางไม่รู้ว่านี่ควรเปิดเผยหรือไม่ ที่เอาหน้าตาของหลิงหยวนโหวมาผูกกับตระกูลเจียง

“หากจะเข้าเมือง เขาก็ต้องรู้ตั้งแต่ตรวจรถม้าแล้ว” ฝานซูเมิ่งตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“กองกำลังของอู๋ชินอ๋องก็มีคนจากกองทัพหลิงหยวนอยู่ไม่น้อย ข้าออกไปแสดงตัวเสียก่อน ยังดีกว่าให้เขาคาดเดาเจตนาไปเอง”

นางหันมายิ้มบางๆ ให้เหยาอวี้

“อีกอย่าง…ไม่ใช่ว่าตระกูลเจียงก็กังวลกับสถานะพ่อค้าในอดีตไม่ใช่หรือ ทั้งยังจะมาทำการค้าที่นี่อีก มังกรต่างถิ่นฤาจะสู้งูดินเจ้าที่ หากได้รับการคุ้มครองจากอู๋ชินอ๋อง พวกพ่อค้า และขุนนางอื่นๆ คงไม่กล้ามีปัญหากับพวกเจ้านัก”

เหยาอวี้เงียบไปเล็กน้อย

“แล้วเจ้าบอกพวกเขาว่าอะไร”

“ตอนพี่รองเจ้าอยู่ที่เมืองหลิงหยวนก็ทำอะไรไปไม่น้อย ขุนนางที่หลิงหยวนก็ถวายฎีกาขึ้นไปนานแล้ว ข้าจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงชื่อเจ้า ข้าแค่บอกว่าท่านโหวให้มาคุ้มครองคุณชายรองตระกูลเจียงสอบเท่านั้น” นางตอบสบายๆ

“แค่นี้ก็ได้หรือ…”

“ก็ได้มั้ง” ฝานซูเมิ่งยิ้ม “เหมินเค่อที่สร้างคุณงามความดี ย่อมสมควรได้รับการคุ้มครอง”

เหยาอวี้หลุดหัวเราะอย่างไม่เชื่อถือ แสร้งพูดขึ้นมาว่า

“เช่นนี้… ข้าก็อวดเบ่งที่นี่ได้แล้วสิ”

“แม่น้ำหลานชางลึกถึงเพียงนั้น” ฝานซูเมิ่งตอบทันควัน “เจ้าคงไม่อยากโดดลงไปหรอก”

แล้วนางก็พูดต่อ “เรื่องที่พวกข้ามาถือว่าเป็นความลับ อู๋ชินอ๋องไม่เปิดโปงหรอกการมาของพวกข้าหรอก แต่อาจเรียกพี่รองเจ้าไปดูหน้าค่าตาสักหน่อย”

รูปประโยคที่ดูทะแม่งชอบกล ทำเหยาอวี้ต้องเอียงคอถาม

“จะทรงเห็นเป็นของแปลกรึ?”

ฝานซูเมิ่งแค่นหัวเราะ แล้วพูดหน้าตาว่า

“ได้รับป้ายหยกของบิดาบุญธรรมข้า… ยังไม่แปลกอีกหรือ”

เหยาอวี้มองป้ายในมือเงียบๆ แล้วหัวเราะตาม

ได้ยินว่ากระทั่งขุนนางชั้นสูง ยังไม่เคยได้รับการต้อนรับที่ดี จากหลิงหยวนโหวผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ ตอนที่ไท่จื่อมาพักเขายัง…

“…อืม แปลกจริงๆ นั่นแหละ”



 

[1]อักษรสิงซู (行书 - Xíngshū) คือ อักษรหวัดแกมบรรจง แนวพริ้วไหว มีความสวยงามแบบศิลปะ หรูหราและมีเอกลักษณ์ ไม่แข็งทื่อจนเกินไป

[2] ปลาจิ่นหลี คือ ปลาคราฟ

[3] อักษรจ้วน (篆書 - Zhuànshū) คือรูปแบบอักษรจีนโบราณ