ตอนที่ 193
ตอนที่ 193
ตอนที่ 193
การเดินทางติดต่อกันถึงสองวัน ทำให้ทันทีที่ศีรษะของเหยาอวี้แตะหมอน นางก็หลับสนิทยาวไปจนถึงรุ่งเช้า
ยามลืมตาขึ้น แสงอ่อนของเช้าวันใหม่ส่องลอดผ่านม่านบางเข้ามา กลิ่นหอมละมุนของดอกอวี้หลันฮวาลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ ทำให้จิตใจของนางผ่อนคลายอย่างประหลาด ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดถูกชะล้างไปในชั่วข้ามคืน
จากชีวิตในหมู่บ้านหลัวซาน ที่ต้องคอยคิดทุกวิถีทางเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ
วันนี้… นางกลับมีเรือนที่มีบริเวณเป็นของตนเองแล้ว
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นด้านนอก
เมื่อบ่าวหญิงที่เฉียนซื่อจัดหามาเพื่อดูแลนางในเรือนส่วนตัวเห็นว่าเหยาอวี้ตื่นแล้ว ก็รีบเข้ามาปรนนิบัติทันที
พวกนางช่วยกันจัดเตรียมน้ำอุ่น กลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ลอยขึ้นจากไอร้อน
สองสามคนช่วยกันถอดเสื้อผ้า หวีผม และจัดการอาบน้ำอย่างคล่องแคล่ว
เหยาอวี้นิ่งไปและมีความเขินอายเล็กน้อย แต่ก็ทำตัวให้ชิน แม้ว่าเมื่อก่อนจะเป็นนางที่ได้เห็นร่างเปื่อยเปล่าของของคนไข้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ตนเป็นเช่นนี้
แม้ทุกคนจะมองว่านางมีฝานซูเมิ่งติดตามอยู่ข้างกาย
แต่อีกฝ่าย… ก็ไม่ใช่บ่าวจริงๆ
ทั้งยังไม่เคยทำเรื่องจิปาถะพวกนี้ได้ดีเท่าบ่าวรับใช้ทั่วไป อีกทั้งยังมักโผล่ไปโผล่มาเสียมากกว่า
นี่จึงเป็นครั้งแรก… ที่เหยาอวี้ได้รับการปรนนิบัติประหนึ่งคุณหนูของจวนอย่างแท้จริง
หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย นางก้าวออกมาจากห้อง
เด็กหญิงชมพูอ่อน ผ้าบางซ้อนกันเป็นชั้นอย่างประณีต ปลายแขนเสื้อกว้างพลิ้วเบา ปักลายดอกอวี้หลันสีอ่อนอย่างละเอียด เอวคาดด้วยสายผ้าไหมสีขาวนวล ผูกเป็นปมเล็กๆ อย่างเรียบร้อย
ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยครึ่งศีรษะแบบซวงหวานจี[1]อย่างเรียบง่าย แต่ดูน่ารักสมวัย
ประดับด้วยปิ่นหยกชิ้นเล็ก และดอกไม้สีขาวอมชมพูสองสามดอกแทรกอยู่ข้างมวย ปอยผมบางส่วนปล่อยลงมาข้างแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนขึ้น
เหยาอวี้มองเงาตนเองในกระจกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็อดยิ้มไม่ได้
นับว่าโชคชะตา… ไม่ได้โหดร้ายกับนางจนเกินไป
จางซื่อมารดาของนาง งดงามถึงขั้นทำให้ท่านโหวผู้หนึ่งไม่อาจลืมเลือนได้
ดังนั้นในฐานะบุตรี นางย่อมได้รับส่วนที่ดีที่สุดนั้นมาด้วย
ยิ่งเมื่อถูกแต่งองค์ทรงเครื่องเช่นนี้ ก็ยิ่งดูมีสง่าราศีอยู่ไม่น้อย
เมื่อก้าวออกจากซุ้มประตูพระจันทร์ของเรือนอวี้หลัน
เหยาอวี้ก็เห็นร่างสูงโปร่งยืนอยู่ด้านหน้า
เจียงมู่ไป๋…
ดูเหมือนเขาจะยืนรออยู่สักพักแล้ว
ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผ้าชั้นนอกเรียบเนียน แต่ตัดเย็บอย่างประณีตจนเห็นได้ชัดว่าเป็นของชั้นดี ลวดลายปักสีเงินจางๆ แฝงอยู่ตามขอบเสื้อ ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา เรือนร่างสูงโปร่งราวเจ็ดฉื่อ ตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี
เหยาอวี้เงยหน้ามองเขาแล้วอดคิดไม่ได้
หากโตเต็มวัย… คงต้องแหงนมองจนเมื่อยคอแน่
“พี่รอง”
นางฉีกยิ้มกว้าง พลางเดินเข้าไปหา
บ่าวที่มาส่งนางถึงหน้าซุ้ม ต่างก้มหน้าลงทันที ใบหน้าแดงระเรื่อ ไม่กล้าเงยขึ้นมอง
“ข้ามารอเจ้า” เจียงมู่ไป๋กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านกลัวข้าหลงหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้เงยหน้าถาม พลางหัวเราะเบาๆ
จวนนี้ มีเจ้านายเพียงไม่กี่คน แม้จะเป็นจวนขนาดกลาง แต่ขนาดกลับใหญ่เกินพอ
แค่เดินจากเรือนของนางไปโถงหลัก ก็อาจต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเสี่ยวเค่อ[2]แล้ว
เจียงมู่ไป๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว
“เมื่อวานมาถึงก็โพล้เพล้แล้ว…” กำลังเกริ่นได้เพียงเท่านี้ ก็นึกได้ว่านางเป็นคนความจำดี เขาจึงเปลี่ยนคำพูดทันที
“เรือนข้าอยู่ตรงนั้น” เขากล่าว พลางยกมือชี้ไปด้านหลัง
ตรงข้ามเรือนอวี้หลันของเหยาอวี้ เป็นซุ้มประตูพระจันทร์อีกแห่งหนึ่ง เปิดให้เห็นทิวทัศน์ของเรือนฝั่งตรงข้ามที่เงียบสงบและเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
เหยาอวี้มองไปยังฝั่งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“สวนในเรือนข้า… เป็นท่านจัดการหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
“เจ้าชอบหรือไม่”
เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่านางชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ เพียงแต่ภาพจำเมื่อครั้งที่อยู่เรือนหงเหมยครั้งนั้น จึงให้เหยี่ยวเสียงฟงส่งสารมาเร่งให้คนงานปรับแต่งสวนเพิ่มเติม จนกลายเป็นเช่นที่เห็น
เหยาอวี้หันกลับมามองเขา ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ถ้าข้าบอกไม่ชอบ… พี่รองจะให้คนจัดสวนใหม่หรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงแฝงความเย้า แต่ไม่รอให้เขาตอบ นางก็ยิ้มแล้วกล่าวเอง
“ข้าชอบเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้น ทำให้ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ราวกับไม่ทันตั้งตัว
แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร เหยาอวี้ก็หมุนตัวเดินผ่านซุ้มประตูพระจันทร์ไปยังเรือนฝั่งตรงข้ามเสียแล้ว
เขาจึงทำได้เพียงก้าวตามไป
สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตา มิใช่สีสันของมวลดอกไม้เหมือนเรือนของนาง แต่เป็นความเงียบสงบ
ทางเดินหินกาบสีเข้มทอดยาวอยู่เบื้องหน้า แผ่นหินหนาถูกวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ผิวสัมผัสหยาบเล็กน้อยแต่ราบเรียบ แต่ละช่วงก้าวห่างกันพอดี ราวกับถูกคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ
ปลายทางของสายตา คือต้นแปะก๊วย ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ลำต้นหนา กิ่งก้านแผ่กว้าง ปกคลุมพื้นที่เกือบทั้งเรือน
ใบสีทองอร่าม โปรยตัวลงบนพื้นหิน และกระจายเต็มพื้นดังพรมทองในท้องพระโรง
ภาพตรงหน้า… ไม่เหมือนเรือนของผู้คน
หากไม่รู้มาก่อน เหยาอวี้คงคิดว่านี่คือตำหนักแห่งใดในพระราชวัง
ใต้เงาไม้ครึ้ม โต๊ะหินตั้งนิ่งอยู่ ใบแปะก๊วยสีทองกระจายอยู่โดยรอบ ให้ความรู้สึกราวกับหลุดออกจากโลกมนุษย์
สวนทั้งสวน… แทบไม่มีสิ่งใด
แต่กลับยิ่งใหญ่จนทำให้ผู้มองต้องหยุดนิ่ง
แม้จะตกตะลึง แต่ก็ไม่วายมาแหย่เขา
“งบแต่งสวนของท่านหมดแล้ว… จึงมีได้แค่ต้นแปะก๊วยต้นเดียวหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋ยิ้กับคำแซวของนาง
เพราะต้นแปะก๊วยที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้น มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว
และมูลค่าของมัน… อาจสูงกว่าทั้งจวนเสียด้วยซ้ำ
เขาไม่ได้อธิบาย เพียงก้าวเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงเล็กน้อย แล้วจับมือนางอย่างอ่อนโยน
“ไปเถอะ…ท่านแม่รอนานแล้ว”
มื้อแรกในจวนที่เจียงหนาน ถูกจัดขึ้นที่เรือนของเฉียนซื่อ
กลิ่นอาหารหอมอบอวลตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไปถึงโถง บนโต๊ะกลมไม้เนื้อดี มีอาหารวางเรียงแน่นจนแทบไม่เหลือที่ว่าง เฉียนซื่อเป็นผู้ลงมือทำเองเกือบทั้งหมด
“วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ของพวกเจ้าที่เจียงหนาน ก็ต้องเต็มที่หน่อย” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เหยาอวี้มองอาหารตรงหน้า ดวงตาเป็นประกาย
บนโต๊ะมีปลานึ่งซีอิ๊วชิงเจิงอวี่ ที่วางเด่นอยู่กลางโต๊ะ คำว่าอวี่ พ้องเสียงกับเหลือเฟือ ถือเป็นมงคลว่าให้มีเหลือกินเหลือใช้
ข้างกันคืออวี่เซียงโหรวซือ[3] กลิ่นหอมของกระเทียม ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงลอยขึ้นชัดเจน
ยังมีหงซาวโร่ว[4]หมูสามชั้นเคี่ยวจนเนื้อนุ่ม สีแดงน้ำตาลมันวาว ถัดมาคือไป๋เชี่ยจี้[5] ไก่ต้มเนื้อแน่นหั่นชิ้นสวย พร้อมน้ำจิ้มขิง
ยังมีอาหารอื่นๆ ที่ละลานตา ไหนจะผักผัดและเครื่องเคียงอีกหลายอย่าง
“ท่านแม่… เยอะเกินไปแล้ว!”
เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ
“บ่าวในจวนเยอะมาก กินไม่หมดก็ไม่เป็นอะไร”
เหยาอวี้ไม่รอช้า คีบปลานึ่งชิ้นหนึ่งเข้าปากทันที
“อร่อยมากเจ้าค่ะ!” นางเอ่ยเสียงใส “เนื้อนุ่มมากเลย”
เฉียนซื่อยิ้มอย่างพอใจ แล้วคีบหงซาวโร่วใส่ชามเหยาอวี้
“ลองอันนี้สิ”
เหยาอวี้รับมา กัดคำหนึ่งแล้วถึงกับหรี่ตา
“นุ่ม… แล้วก็หวานเค็มกำลังดีเจ้าค่ะ!”
เหยาอวี้คีบอวี่เซียงโหรวซือขึ้นมาอีกคำ กลิ่นกระเทียมกับซีอิ๊วผัดรวมกันจนหอมฟุ้ง ปกติเหยาอวี้ไม่กินเผ็ด แต่รสเผ็ดติดปลายลิ้นนี้กลับทำให้นางอยากอาหารยิ่งขึ้น และถ้าเป็นอาหารที่เฉียนซื่อทำ นางเหมือนจะกินได้ทั้งหมด
ฝีมือของเฉียนซื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็อร่อยเหมือนเดิม
สำหรับเหยาอวี้
ชีวิตเช่นนี้… ก็ดีเกินพอแล้ว
ได้กินอาหารอร่อย มีคนที่เอ็นดูอยู่รอบตัว เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมอีก
ระหว่างกินไปคุยไป บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เพราะเฉียนซื่อไม่เคร่งเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารกับครอบครัวนัก
แม้ว่าบุตรชายเพียงของคนของตนจะเคร่งมากก็ตาม เพราะตั้งแต่ขยับตะเกียบ เขาก็ไม่พูดสิ่งใดเลย
เฉียนซื่อจึงเอ่ยขึ้นเหมือนนึกอะไรได้
“อวี้เอ๋อร์… เรือนไม่ไกลจากนี้ ก็คือเรือนพักของมารดาเจ้าที่มาครั้งก่อน” นางชี้ออกไปอีกฟากหนึ่งของเรือน
เหยาอวี้เงยหน้ามองตาม
“หากมารดาจัดการธุระที่บ้านเดิมเสร็จแล้ว ก็ย้ายมาพักที่จวนนี้ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” น้ำเสียงของนางใจกว้างและจริงใจ “ตั้งแต่ครั้งก่อนที่มาพักเจียงหนาน… มารดาเจ้าก็ร่าเริงขึ้นมาก จวนจึงไม่เงียบเหงา ดังนั้นข้าจะเก็บเรือนนี้ไว้ให้นาง”
เหยาอวี้พยักหน้า ยิ้มบาง ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
แต่ทว่าเมื่อนึกถึงมารดา… ก็รู้สึกกลืนข้าวไม่ลงอยู่บ้าง
…ขนาดตัวไม่อยู่ ก็ยังทำนางพูดไม่ออกได้
‘ท่านแม่ ข้าขอคารวะท่านจากก้นบึ้งของหัวใจ…’
ไม่นานนัก เฉียนซื่อก็หันไปทางบุตรชายของตน
“ไป๋เกอเอ๋อร์ ท่านปู่ของเจ้าให้คนมาบอกว่า วันนี้เจ้าต้องไปรายงานตัวที่สำนักเรียนซีฟง” พูดจบ นางก็ถอนหายใจเบาๆ “เมื่อก่อนอยู่เหออัน เจ้าไม่ค่อยพักในสำนักเรียน แถมยังขาดเรียนบ่อย… เลยไม่มีสหายเลย แต่ตอนนี้ร่างกายเจ้าดีขึ้นแล้ว แม้แต่อวี้เอ๋อร์ยังบอกว่าเจ้าหายดี ข้าก็หวังว่า… อย่างน้อยเจ้าจะมีสหายร่วมเรียนสักคน”
น้ำเสียงมิได้กดดัน มีเพียงความหวังของมารดา
“เรื่องการเรียน… เท่าไรก็เท่านั้น ขอแค่เจ้าปลอดภัย แข็งแรงก็พอแล้ว”
เจียงมู่ไป๋ได้ยินก็ยิ้มแล้วตอบเพียงสั้นๆ
“ขอรับ ท่านแม่”
จากนั้นก็กินข้าวเงียบๆ มองสตรีทั้งสองที่กำลังสนทนากันอย่างเอ้อระเหย
เฉียนซื่อเริ่มเล่าเรื่องร้านค้าในเมือง
“ที่หัวมุมตรอกชิงสุ่ยเรามีโรงน้ำชาดีๆ อยู่ร้านหนึ่ง มีขนมถังหยวนไส้งาดำอร่อนมาก แล้วก็ร้านเครื่องประดับตรงหัวมุมถนน ปิ่นที่นั่นสวยมาก”
พูดไป นางก็หยิบตั๋วเงินออกมา ยื่นให้เหยาอวี้
“เอาไว้ซื้อของที่เจ้าชอบ”
เหยาอวี้รีบโบกมือ
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้ามี…”
“รู้ว่าเจ้ามีเงินมาก” เฉียนซื่อพูดแทรกทันที “นี่ถือเป็นเงินจากมารดาบุญธรรมอย่างข้า เจ้าต้องรับไว้”
น้ำเสียงไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ เมื่อก่อนเฉียนซื่อก็คิดหาทางยัดเงินใส่มือเหยาอวี้บ่อยๆ แต่เพราะมีเรื่องระเบียบของจวน อีกทั้งเหยาอวี้ก็ประกาศไม่รับเบี้ยเลี้ยงอีกด้วย นางจึงได้แต่เงียบไว้
แต่ที่เจียงหนานไม่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้แยกบ้านชัดเจน แต่สองจวนก็ถูกแยกขาดแล้ว บัญชีจวนก็ทำใครทำมัน นางถือว่าเป็นนายหญิงของจวนเต็มตัว อีกทั้งนางก็มีเงินส่วนตัวไม่น้อย ย่อมสามารถนำออกมาใช้จ่ายได้ตามใจแล้ว
เหยาอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา ดวงตาดอกท้อหยีเป็นเสี้ยวพระจันทร์
“เช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้เจ้าค่ะ” นางยกมือรับอย่างนอบน้อม แล้วกล่าวประจบเสียงหวานเอาใจเหมือนเด็กที่ได้รับอังเปาในวันขึ้นปีใหม่
“ท่านแม่เหมือนเทพธิดามาโปรด ขอให้ท่านมีแต่ความสุขกายสบายใจ สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวเจ้าค่ะ”
เฉียนซื่อหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ปากเจ้าช่างฉอเลาะ”
นางเอื้อมมือไปบีบแก้มเด็กหญิงเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
อบอวลอยู่ในเรือนหลักของจวน
[1] ซวงหวานจี (双丸子头 - Shuāng wánzi tóu) คือ ทรงผมซาลาเปาคู่
[2] เสี่ยวเค่อ (小刻 - Xiǎo kè) เป็นหน่วยย่อยของเค่อ ในบางสมัย ซึ่ง 1/6 ของเค่อ
[3] อวี่เซียงโหรวซือ (鱼香肉丝 - Yú Xiāng Ròu Sī) คือ หมูเส้นผัดซอสเสฉวนสไตล์เผ็ดหวานเปรี้ยว ที่ไม่มีกลิ่นปลาแม้จะชื่อว่ากลิ่นปลาก็ตาม
[4] หงซาวโร่ว (红烧肉 - Hóngshāo ròu) คือ หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วแดง
[5] ไป๋เชี่ยจี้ (白切鸡 - Bái qiē jī) คือ ไก่สับ/ไก่หั่นขาว เป็นเมนูอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งยอดนิยมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ โดยพื้นฐานคือ ไก่ต้ม ที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันจนได้เนื้อไก่นุ่ม หนังตึงสวยงาม รสชาติไก่แท้ๆ โดยไม่ปรุงรสจัด