LNCrawler

ตอนที่ 194

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 194

ตอนที่ 194


 

สำนักเรียนซีฟงตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าริมลำธาร ฝั่งใต้ของแม่น้ำหลานชาง หรือที่เรียกกันว่าเจียงหนานใต้

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นเฟิงซู่[1] สูงเรียงราย ใบสีแดงสลับทองร่วงหล่นลงตามกระแสน้ำใสเย็น บรรยากาศเงียบสงบ ราวกับตัดขาดจากความวุ่นวายของโลกภายนอก

ภายในสำนักมีหอตำราและหอเรียนขนาดใหญ่ สร้างขึ้นจากเงินบริจาคของตระกูลมั่งคั่ง จึงดูโอ่อ่าเกินกว่าสำนักทั่วไป

แม้ตั้งอยู่ฝั่งล่างของเมือง แต่ซีฟงกลับเป็นหนึ่งในสามสำนักเรียนใหญ่ของเจียงหนาน

บุตรหลานขุนนางระดับล่างถึงกลาง รวมถึงคนต่างถิ่นที่มีฐานะ ต่างส่งบุตรเข้ามาเรียนที่นี่

โดยเฉพาะเหล่าคหบดี ที่หวังใช้การศึกษาชุบตัวสลัดภาพลักษณ์พ่อค้า

ท่ามกลางความสงบของป่าและเสียงน้ำไหล ภายในกลับเต็มไปด้วยการแข่งขันอันเข้มข้นของเหล่าบัณฑิตรุ่นเยาว์ ที่ต่างมุ่งหวังจะก้าวขึ้นไปให้สูงกว่าที่เป็นอยู่

หน้าโถงรับศิษย์ของสำนักเรียนซีฟง เป็นลานกว้างเปิดโล่ง เชื่อมต่อกับอาคารไม้หลังใหญ่ที่ใช้สำหรับรายงานตัว พบอาจารย์ และจัดการเรื่องเข้าเรียน

พื้นลานปูด้วยหินเรียบ มีต้นเฟิงซู่เรียงรายให้ร่มเงา ใบไม้สีแดงทองปลิวตกเป็นระยะ เสียงลำธารด้านข้างไหลเอื่อย ช่วยกลบเสียงจอแจของผู้คนลงได้เล็กน้อย

แต่ถึงอย่างนั้น บรรยากาศกลับมิได้สงบอย่างที่เห็น เหล่าถงเซิงต่างจับกลุ่มซุบซิบกันไม่ขาดสาย

“ถงเซิงใหม่ที่เพิ่งมา เห็นว่าคือซิ่วไฉที่ได้ลำดับอั้นโฉ่วตั้งแต่อายุสิบเอ็ดขวบ”

“คุณชายรองเจียงที่ป่วยใหญ่คนนั้นน่ะหรือ”

“อัยหยา… มาเรียนที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ”

“ก็ต้องมาอยู่แล้ว คุณชายใหญ่เจียงก็มาตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วม น้องชายจะไม่มาตามได้อย่างไร”

“เดือนหน้าก็จะสอบเซียงซื่อแล้ว แต่เพิ่งจะมาเข้าเรียน… ช่างมั่นใจในตนเองจริงๆ”

“ถ้าข้าได้ลำดับนั้น ข้าก็มั่นใจเหมือนกัน”

“ป่วยตั้งหลายปี ใครจะรู้ว่ายังมีแรงพลิกตำราหรือไม่”

“ได้ยินว่าหายดีแล้วนะ”

“ข่าวลือหรือไม่”

เสียงพูดคุยแทรกด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบๆ

ใบหน้าผุดผ่อง น่ารักสะดุดตา สวมชุดเครื่องแบบถงเซิงของสำนักประหนึ่งว่าเป็นผู้เรียนเช่นกัน

นางฟังบทสนทนาเหล่านั้นด้วยความสนใจ แววตาเป็นประกายเล็กน้อย

หึ… ก็แค่หนอนตำราในยุคโบราณ

เสิ่นลั่วหยาคิดอย่างลำพอง

ในใจกลับตั้งตารอ… การประชันความรู้กับคนผู้นั้น

ไม่นานนัก เสียงล้อรถม้าก็ดังขึ้นด้านหน้า รถม้าของตระกูลเจียงหยุดลงที่หน้าสำนัก

ม่านรถถูกเปิดออก ร่างสูงโปร่งก้าวลงมาอย่างมั่นคง

ชายหนุ่มในชุดฮั่นฝูสีขาวสะอาดตา เนื้อผ้าดีเยี่ยม ลวดลายปักเงินละเอียดแฝงความหรูหรา ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ผูกด้วยดิ้นเงินแวววาว

รูปร่างสูงเด่น แข็งแรงสมส่วน เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็สะดุดสายตาผู้คนโดยรอบ

เสียงซุบซิบเงียบลงไปชั่วขณะ เหล่าถงเซิงหลายคนถึงกับนิ่งงัน บางคนเบิกตากว้างอย่างไม่ปิดบัง

เข้าใจตรงกันแล้วว่า…งามดังพานอัน[2]นั้น เป็นอย่างไร

คนเฝ้าประตูรีบก้าวออกมาต้อนรับทันที ก่อนจะนำทางเขาเข้าไปยังโถงรับศิษย์ด้วยตนเอง

และในจังหวะนั้นเอง

เสิ่นลั่วหยาที่เดิมทีสีหน้าลำพอง กลับชะงักค้างอยู่กับที่ ดวงตานางจับจ้องไปยังชายหนุ่มผู้นั้น อย่างไม่อาจละสายตาได้

ราวกับ… ลืมไปแล้วว่าตนตั้งใจจะเอาชนะเขาเสียด้วยซ้ำ

เจียงมู่ไป๋กำลังก้าวขึ้นบันไดหิน เพื่อเข้าไปยังโถงรับศิษย์

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง

“น้องรอง”

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมอง

เจียงเจ๋อหมินยืนอยู่ไม่ไกล ในชุดถงเซิงของสำนักซีฟง

เขามาพำนักอยู่ในสำนักเรียนซีฟงมาหลายเดือนแล้ว ด้วยระยะทางระหว่างจวนตระกูลเจียงที่อยู่ฝั่งบนของเจียงหนาน กับสำนักเรียนที่อยู่ทางตอนใต้ ต้องใช้เวลาเกือบชั่วยาม

การพักอยู่ในสำนักจึงสะดวกกว่า แล้วค่อยกลับจวนเป็นครั้งคราว

และเพียงแค่มีจวนอยู่ฝั่งบน ก็เพียงพอให้เขากลายเป็นบุคคลที่หลายคนในสำนักต่างอิจฉา สหายเรียนจำนวนไม่น้อย จึงพยายามเข้าใกล้เขาอย่างกระตือรือร้น

“พี่ใหญ่?” เจียงมู่ไป๋เอ่ยทัก น้ำเสียงราบเรียบ

พี่น้องคู่นี้ เดิมทีก็ไม่สนิทกันอยู่แล้ว ต่างจากเจียงจื่อหรงที่มักไปมาหาสู่เรือนฝั่งตะวันตกบ่อยๆ

ท่าทีห่างเหินนั้นเจียงเจ๋อหมินมิได้ถือสา

เหตุการณ์พ่ายแพ้ในงานประชันกวีก่อนหน้า ทำให้เขาจมอยู่กับความพ่ายแพ้หลายวัน

แต่ท้ายที่สุด… ก็ต้องยอมรับ

แม้จะยังคงเจ็บใจอยู่ลึกๆ แต่เขาก็เลือกหันกลับมามุ่งมั่นอ่านตำรา จนได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์ในสำนัก

“ท่านปู่ให้คนมาแจ้งแล้วว่าเจ้าจะมารายงานตัววันนี้…ข้าจึงมาช่วยแนะนำ”

ท่าทีสุภาพ เรียบร้อย สมกับเป็นพี่ใหญ่ ถึงอย่างไรก็ไม่อาจให้คนนอกจับผิดได้ น้องชายเพิ่งมารายงานตัวที่สำนัก อย่างไรเขาก็ต้องมาช่วยแนะนำ

เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนก้าวเดินต่อ

เมื่อมีคนรู้จักอยู่แล้ว คนเฝ้าประตูที่นำทางมาก่อนหน้าจึงค้อมตัวขอตัวออกไป

“จวนที่เหออันเป็นอย่างไรบ้าง” เจียงเจ๋อหมินชวนคุยระหว่างเดิน “ได้ยินว่าพวกเจ้าทำของกินชนิดใหม่จนเป็นที่นิยม”

“เป็นของกินราคาถูก คนจึงชอบ” เจียงมู่ไป๋ยังคงประหยัดถ้อยคำเช่นเคย

ในจังหวะนั้นเอง เสียงใสอ่อนหวานก็ดังแทรกขึ้น

“นี่คือน้องชายรองของท่านหรือ พี่เจียง[3]”

หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าผุดผ่อง แววตาเฉิดฉาย สวมชุดถงเซิงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ อย่างไม่ปิดบังตนว่าเป็นหญิงแม้แต่น้อย

เสิ่นลั่วหยามองเจียงมู่ไป๋อย่างเปิดเผย ราวกับไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้าง เพราะนางไม่จำเป็นต้องสนใจ

ในฐานะบุตรีของเสิ่นเพ่ยจง เจ้าของสำนักเรียนซีฟง การที่นางจะเข้ามาเรียนร่วมกับเหล่าถงเซิง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน

ยิ่งไปกว่านั้น

การมีสตรีอยู่ในห้องเรียน กลับกลายเป็นสีสันอย่างหนึ่ง

และนาง… ก็มีคุณสมบัติมากพอจะยืนอยู่ที่นี่

เสิ่นลั่วหยาไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังมีความสามารถโดดเด่น ทั้งสติปัญญา และความคิดที่เปิดกว้าง

ไม่คับแคบ… ไม่ยึดติด… ต่างจากสตรีทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

“แม่นางเสิ่น”

เจียงเจ๋อหมินเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ เขารู้ดีว่าเสิ่นลั่วหยาเพิ่งปักปิ่นไม่นาน ต่อให้เจ้าตัวทำตัวเสมอภาคกับทุกคนเพียงใด ก็ควรระวังระยะห่างให้เหมาะสม

แต่เมื่อเห็นสายตาของนางที่จับจ้องน้องรองของตนไม่วาง เขาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ

นี่ก็เป็นเรื่องที่เขาคุ้นชินเช่นกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่ต้องสยบให้กับใบหน้าของน้องรอง

“นี่คือน้องรองของข้า เจียงมู่ไป๋” เขาแนะนำอย่างเป็นทางการ

“น้องรอง นี่คือแม่นางเสิ่น บุตรีเพียงคนเดียวของท่านอาจารย์ใหญ่เสิ่น เจ้าของสำนักเรียนแห่งนี้”

เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะหันไปมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายของตนด้วยสายตานิ่งเฉย

สายตานั้น… ชัดเจนเสียจนไม่ต้องเอ่ยคำใด

‘เมื่อไหร่จะไปเสียที…’

เจียงเจ๋อหมินถึงกับอึกอัก

ในฐานะพี่ชาย เขาก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมา

นี่คือบุตรสาวของเจ้าของสำนักใหญ่ในเจียงหนานเชียวนะ!

เจ้าช่วยเก็บสีหน้ารำคาญใจนั้นลงสักหน่อยจะได้หรือไม่!

เขากระแอมเบาๆ แล้วรีบกล่าวขึ้น

“แม่นางเสิ่น ข้าต้องพาน้องรองไปรายงานตัว ต้องขอตัวก่อน”

แต่เสิ่นลั่วหยากลับไม่สนใจท่าทีห่างเหินนั้นแม้แต่น้อย นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงมั่นใจ

“ถ้าเป็นเรื่องรายงานตัว ให้ข้าพาไปแนะนำดีกว่า อาจารย์ที่นี่ข้ารู้จักดีที่สุด พี่ใหญ่เจียงจะได้เข้าห้องเรียนทัน”

คำพูดฟังดูเป็นน้ำใจ แต่แฝงความถือดีอย่างชัดเจน แม้แต่คำเรียกเขาก็เปลี่ยนเล็กน้อย เพราะรู้ว่าน้องชายเขาจะต้องกลายมาเป็น พี่รองเจียง ในอนาคตแน่นอน

เจียงเจ๋อหมินถึงกับรู้สึกอยากหายตัวไปในทันที

เพราะคนข้างกาย… ไม่แม้แต่จะหยุดฟัง

เจียงมู่ไป๋ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับไม่ได้ยินคำเชิญนั้นเลย

เจียงเจ๋อหมินรีบยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงขออภัย

“ไม่กล้ารบกวนแม่นางเสิ่น ข้าต้องขอตัวก่อน”

พูดจบก็รีบหมุนตัว เดินตามน้องชายที่จากไปโดยไม่เหลียวหลังแม้แต่นิดเดียว

ทิ้งให้เสิ่นลั่วหยานิ่งค้างอยู่ที่เดิม ความตกใจปรากฏชัดบนใบหน้า

นางไม่เคยคิดเลยว่า บัณฑิตที่คร่ำครึและเคร่งกฎระเบียบกับรักษาหน้าตาจะกล้าปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ไว้หน้า

เมื่อเดินออกมาไกลพอสมควร เจียงเจ๋อหมินจึงถอนหายใจ

“เจ้าช่างดีนัก…” เขาพูดเสียงเบา “ที่นี่คือเจียงหนาน มิใช่เหออัน จะทำสิ่งใดก็ควรมีขอบเขต”

ทว่าคำเตือนนั้น… ไม่มีเสียงตอบรับ

เจียงมู่ไป๋ยังคงเดินต่อไป ท่าทีสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินแม้แต่น้อย

จนกระทั่งถึงทางแยก เขาจึงหยุด และหันกลับมามอง

เจียงเจ๋อหมินที่รู้สึกเหมือนลำดับจะเปลี่ยนไปสักหน่อยก็รีบก้าวออกมาเดินนำ แล้วรีบนำทางต่อ ก่อนที่น้องรองตัวดีจะสร้างเรื่องให้คนเกลียด จนพาลมาทำให้เขาพลอยลำบากไปด้วย

“ทางนี้”








 

[1] ต้นเฟิงซู่ คือ ต้นเมเปิ้ลจีน

[2] งามดังพานอัน (貌似潘安 - Mào sì Pān Ān) คือ สำนวนจีน ใช้ชื่นชมบุรุษที่หน้าตาดีที่สุด พานอัน (Pan An) คือชายงามอันดับ 1 ใน 4 ของประวัติศาสตร์จีน ที่หล่อเหลาราวเทพบุตรจนเป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ชายที่หน้าตาดีมาก หล่อระดับตำนานที่สาวๆ หลงใหลคลั่งใคร่

[3] พี่เจียง มาจาก เจียงสฺยง (江兄 - Jiāng xiōng) ไม่ใช่ เจียงเกอ นะคะ เป็นคำที่บัณฑิตใช้ให้เกียรติกันมากที่สุด แม้อีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าก็เรียก ‘สฺยง’ เพื่อแสดงความเคารพในความรู้ เพื่อไม่ให้มีคำศัพท์ที่มากเกินไป เลยทับศัพท์เป็นคำว่า พี่เจียง ไปเลยนะคะ ซึ่งถ้ามีคนแซ่เจียงหลายคนในสำนักเรียนเดียวกัน จะมีคำขยายมาเพิ่ม เป็น พี่ใหญ่เจียง พี่รองเจียง เป็นต้น