LNCrawler

ตอนที่ 19

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 19

ตอนที่ 19


 

เหยาอวี้เดินอ้อมหลังโรงเตี๊ยม กลับเข้าสู่ห้องเล็กชั้นในที่พวกนางพักอาศัยอยู่ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นสมุนไพรบดใหม่ๆ ก็ลอยแตะจมูก

บนโต๊ะที่แต่เดิมเป็นโต๊ะเล็ก ได้ถูกเปลี่ยนเป็นยาวกลางห้องเรียงรายไปด้วยถ้วยกระเบื้องใบเล็ก บางอันตั้งพักให้เย็น บางอันเพิ่งกวนออกมา มีทั้งกลิ่นดอกเหมยอ่อนๆ กลิ่นไป๋จื่อ และกลิ่นฝูหลิงผสมกันจนห้องทั้งห้องหอมละมุน

มารดาของนางกำลังก้มหน้าก้มตากวนครีมในหม้อเล็กอย่างตั้งใจ แขนเสื้อพับขึ้นเรียบร้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยสมาธิราวกับกำลังทำงานช่างฝีมือชั้นสูง

เหยาอวี้วางห่อสมุนไพรลงบนโต๊ะ

“ท่านแม่”

มารดาเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเป็นประกาย

“ได้ของครบหรือไม่”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนมองไปรอบห้อง ครีมบำรุงผิวตั้งเรียงเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อวานอีกหลายถ้วย สบู่สมุนไพรห่อผ้าแห้งแขวนไว้ริมหน้าต่าง ขวดเล็กใส่น้ำหมักผมวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ

“นี่ท่านคิดจะเปิดร้านขายด้วยไหมเจ้าคะ” นางเอ่ยแซว พลางยกคิ้วเล็กน้อย

มารดาชะงัก ก่อนหัวเราะอย่างเขินๆ “ว่างมากเกินไปก็ต้องหางานทำ”

ความจริงแล้ว หลังจากย้ายมาอยู่โรงเตี๊ยม นอกจากเย็บชุดใหม่ที่ซื้อผ้ามาเพิ่ม ซึ่งก็ไม่กี่ชุด ปักผ้าเช็ดหน้าขายก็มี แต่เวลาส่วนใหญ่ของมารดากลับหมดไปกับการทดลองกวนครีมเถื่อนเหล่านี้

ไม่รู้ว่าถ้าเป็นชาติแรก นางจะถูก สคบ. เรียกพบหรือไม่

เหยาอวี้มองภาพตรงหน้าแล้วอดขำไม่ได้ ดูเหมือนมารดาจะชอบมากจริงๆ

ทุกวันหลังกลับจากตรวจโรค นางมักเล่าเรื่องและใครความรู้เกี่ยวกับสรรพคุณสมุนไพรให้ฟัง ทั้งยังอธิบายคุณสมบัติโดยละเอียด โดยเฉพาะจินเซียงมักนั่งฟังด้วยความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการจับชีพจร บุตรสาวของเถ้าแก่จินผู้นี้มีความสนใจวิชาหมออย่างมาก

ส่วนมารดานั้น ดูเหมือนจะจำเรื่องสมุนไพรความงามได้แม่นยำที่สุด

“ไป๋จื่อช่วยให้ผิวขาวขึ้นจริงหรือ”

“ฝูหลิงช่วยลดผื่นแดง”

“หวงฉีเสริมความแข็งแรงผิว”

เพียงรู้จักชื่อและสรรพคุณจากเหยาอวี้ มารดาก็เริ่มทดลองปรับสัดส่วนเอง เนื้อครีมจากหยาบกลายเป็นเนียน สบู่จากทั่วไปก็เริ่มมีกลิ่น แม้แต่ยาสระผมจากสมุนไพรหมักก็เริ่มมีกลิ่นหอมติดผมได้นานขึ้น

พรสวรรค์บางอย่างค่อยๆ เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว

เหยาอวี้มองมารดาที่กำลังกวนครีมด้วยแววตาอ่อนโยน

ในโลกที่สตรีต้องพึ่งพาบุรุษ อย่างน้อยพวกนางก็เริ่มสร้างสิ่งของที่พึ่งพาตนเองได้ ต้องเริ่มจากการมีความรู้ที่มากกว่าจารีตที่สอนต่อๆ กันมา

และนี่คือข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เถ้าแก่หยาง และหมอลู่เดาไม่ออก เพราะว่าเหยาอวี้ไม่สนใจเรื่องในตระกูลเถียนจริงๆ และไม่ใช่ไม่รู้ความสัมพันอันซับซ้อนนั้นของฮูหยินเถียนกับตระกูลหยาง เพราะตั้งแต่ที่จินเซียงบอก นางก็ถือว่ารับทราบไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ได้ตรวจโรค และจัดเทียบยาไปแล้ว ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นหน้าที่ของนาง หากท้ายที่สุดฮูหยินเถียนผู้นั้นจะผูกใจเจ็บเพียงเพราะนางไปตรวจโรค และรักษาครรภ์ของอนุซู่อิงไว้ได้ นั่นก็ต้องสุดแต่วิสัยของคนแล้ว

ชีวิตก่อนหน้าไม่ต้องถึงกับเป็นเรื่องซับซ้อนเช่นนี้ เพราะผู้คนนับถือหมอ และเข้าใจถึงจรรณยาบรรณแพทย์อย่างมาก ว่าหมอมีสิทธิ์และหน้าที่ที่ต้องรักษาผู้ป่วยทุกกรณีด้วยซ้ำ เอาแค่ผู้ป่วยที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับการรักษาของหมอ หรือแม้แต่หมอด้วยกันเองที่ต้องถกเถียงเรื่องแนวทางการรักษา เพียงเท่านั้นก็นับว่าเป็นอุปสรรคของทั้งชีวิตแพทย์คนหนึ่งแล้ว

แต่ก็มิใช่ว่านางจะใสซื่อขนาดนั้น ที่พร้อมช่วยเหลือทุกสรรพชีวิตบนโลกดั่งพระโพธิสัตว์ แม้ว่าเงื่อนไขที่ถูกส่งมายังโลกนี้จะมีบัญชาชัดเจนว่าให้สร้างกุศลก็ตาม แต่นางหาใช่ผู้ที่จะทำสิ่งใดฝืนใจตนถึงเพียงนั้น

หากเจ้าเคารพข้า ข้าย่อมเคารพเจ้า หากเจ้าล่วงเกิน ข้าย่อมไม่อดทน

ดังนั้นจะให้นางตั้งแง่กับทุกเรื่อง ชนชั้นนี้ไม่ตรวจ ตระกูลบ้านนั้นไม่รับ ทั้งที่ยังไม่มีผู้ใดมาล่วงเกินจริงๆ ก็เท่ากับตีตนไปก่อนไข้

เหยาอวี้ไม่ใช่คนเช่นนั้น

การไปตรวจโรคให้อนุซู่อิง มิใช่เพราะนางอยากเข้าไปพัวพันตระกูลใหญ่ มิใช่เพราะอยากท้าทายโลก และยิ่งมิใช่เพราะอยากแสดงตนว่าเก่งกาจ

เหตุผลของนางเรียบง่ายกว่านั้นมาก ผู้ป่วยเชิญมาโดยสมัครใจ และยินดีจ่ายค่าตรวจตามสมควร เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคำว่าหมอ นางไม่อาจเลือกผู้ป่วยตามฐานะหรือความซับซ้อนของชีวิตเขาได้ เพราะทันทีที่เริ่มเลือก นั่นย่อมไม่ใช่วิชาหมออีกต่อไป

วิชาหมอมีเพียงสองสิ่งวินิจฉัยอาการ และแนวทางรักษา …เรื่องอื่นล้วนเป็นภาระนอกตำรา

ความแตกต่างระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นสูง มีเพียงกำแพงและเงินทอง แต่ชีพจรที่เต้นอยู่ใต้ปลายนิ้ว ไม่เคยต่างกัน นางมิได้โง่งมจนคิดว่าโลกจะตอบแทนความดีเสมอไป และก็ไม่ใช่ผู้แบกรับชะตาคนทั้งใต้หล้า นางเพียงทำในสิ่งที่สมควรทำในขณะนั้น หากวันหนึ่งฮูหยินเถียนผูกใจเจ็บ ก็เป็นเรื่องในภายหลัง แต่หากวันนั้นนางปฏิเสธ แล้วครรภ์อ่อนแอนั้นหลุดไปโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่ตามหลอกหลอนอาจไม่ใช่คนในเรือนเถียน

แต่อาจเป็นจิตใจตนเอง

ในโลกที่สตรีต้องดิ้นรนหาที่อยู่ของตน เหยาอวี้เลือกจะยืนอยู่ในที่ของหมอ

ขอเพียงมั่นคงพอ…จะไม่ต้องละอายต่อตนเอง


 

ทว่า…สุดท้ายเรื่องไม่ดีที่คาดการณ์ไว้ ก็มักจะเกิดได้ง่ายกว่าเรื่องดีที่ต้องการ

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยามสายของโรงเตี๊ยมจินฟู่กำลังคึกคักตามปกติ จู่ๆ เสียงเอะอะก็ดังขึ้นหน้าร้าน

“หมออวี้อยู่ที่ใด!”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแดงก่ำ ดวงตาแข็งกร้าว เสื้อผ้าแม้ไม่หรูหรา แต่ก็มิใช่ชาวบ้านยากจน ดูเป็นช่างไม้หรือพ่อค้ารายย่อยในตลาด

จินเซียงรีบก้าวออกไปขวาง “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ”

ชายผู้นั้นตบกระดาษเทียบยาลงบนโต๊ะเสียงดัง “นี่คือเทียบยาที่หมออวี้ให้ข้า!”

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นจากลูกค้าที่นั่งอยู่

เหยาอวี้ที่กำลังตรวจโรคอยู่ เมื่อได้ยินก็เดินออกมาจากด้านในอย่างสงบ “เกิดเรื่องใดหรือ”

ชายผู้นั้นชี้หน้ากล่าวหา “เจ้าวินิจฉัยว่าข้าเป็นโรคชื้นสะสมในม้าม ให้กินยาตามนี้ ข้าก็ไปซื้อยาตามเทียบ กินมาสามวันไม่หาย!”

เขาหายใจแรง

“สุดท้ายข้าไปหาหมอที่โรงหมอตระกูลหยาง เขาบอกว่าข้าเป็นโรคร้อนในกระเพาะต่างหาก! เจ้าเขียนเทียบยาผิด! วินิจฉัยผิด!”

ตระกูลหยางนอกจากจะมีร้านยาแล้ว ยังทำกิจการเกี่ยวกับโรงหมอในตำบลด้วย เชื่อว่าหลายสัปดาห์มานี้ เพราะความโด่งดังของหมออวี้ แห่งโรงเตี้ยมจินฟู่ คงได้สร้างความขุ่นเคืองให้โดยไม่ตั้งใจ เพราะหลายครั้งที่เหยาอวี้มักจะแจ้งเทียบยาได้ดีกว่า สืบเนื่องจากนางวินิจฉัยได้แม่นยำกว่ามาก

เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบข้าง

หมอวินิจฉัยผิด?

เด็กหญิงผู้นี้หรือ?

เหยาอวี้มิได้โต้เถียงทันที นางรับกระดาษเทียบยามาดู

ใช่

เป็นลายมือของจินจื่อหาน

ตัวยาที่สั่ง ไป๋ฝูหลิง เฉินผี หั่วเซียง ฝางเฟิง ….ล้วนเป็นยาขับชื้น ปรับม้าม

หากการวินิจฉันเป็นไปตามที่แจ้ง นี่คือเทียบยาที่เหมาะกับอาการของชายผู้นี้

ท้องอืด หนักตัว อาหารไม่ย่อย ลิ้นมีฝ้าขาว อาการวันนั้นชัดเจนว่าเป็นความชื้นสะสมในม้าม

นางเงยหน้าขึ้นอย่างนิ่งสงบ “ท่านกินยาตามนี้ครบหรือไม่”

“ครบ!” ชายผู้นั้นตอบเสียงแข็ง แต่เผลอหลบตา แต่ตะโกนดังขึ้นไปอีกว่า “กินสามวันไม่ดีขึ้น ข้าจึงไปโรงหมอใหญ่ตระกูลหยาง”

“หมอที่นั่นว่าอย่างไร” เหยาอวี้ถาม

“ว่าเป็นร้อนในกระเพาะ ต้องใช้ยาลดไฟในกระเพาะ!” เขาตอบ

เหยาอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องชายตรงหน้าอย่างพิจารณา สีหน้าแดงผิดปกติ ริมฝีปากแห้งแตก แต่มีคราบมันหยอง กลิ่นลมหายใจร้อน ลิ้นที่โผล่ขณะพูดดูมีฝ้าเหลืองจางๆ

อาการปัจจุบันนี้ แตกต่างจากวันก่อน

“มิใช่ข้าบอกว่าสามวันนี้ต้องงดสุรา กับอาหารมันมิใช่หรือ” เหยาอวี้ถามเสียงเรียบ

ชายผู้นั้นสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าฉายความแตกตื่นชั่ววูบ แต่เพียงครู่เดียวก็รีบกลบเกลื่อน

“ขะ…ข้าเพิ่งกินวันนี้!” เขาโต้กลับเสียงดัง “ก็เพราะข้าไปตรวจกับท่านหมอใหญ่แล้วว่าเป็นโรคร้อนในกระเพาะ มิใช่อย่างที่เจ้ากล่าว เช่นนั้นเหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า!”

คำพูดฟังดูหนักแน่น ทว่าแววตากลับวูบไหว

เหยาอวี้มองเขาอย่างสงบ ในใจเริ่มเหยียดหยาม “ต่อให้เป็นโรคกระเพาะ” นางเอ่ยช้าๆ “เจ้าก็ต้องงดสุรา และอาหารมันเช่นกัน”

ประโยคสั้นๆ ทำให้ชายผู้นั้นชะงัก นี่เป็นข้อห้ามพื้นฐาน

เขาเลิ่กลั่ก

สายตาเหลือบมองคนด้านหลังราวกับหาที่พึ่ง แต่ความอับอายทำให้เขาเลือกทางง่ายกว่า

“ข้าไม่สน!” เขาตะโกน “เจ้าวินิจฉัยผิด! ข้าจะไปฟ้องร้อง!”

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลุ่มคน “ใช่! ต้องฟ้อง!”

“แบบนี้ได้เงินคืนแน่นอน!”

“ได้ค่าชดเชยอีก!”

..

..