ตอนที่ 196
ตอนที่ 196
ตอนที่ 196
หอชิงเหวิน เป็นห้องเรียนชั้นสูงสุดของสำนักซีฟง ผู้ที่นั่งอยู่ภายในล้วนเป็นซิ่วไฉที่เตรียมตัวเข้าสอบเซียงซื่อทั้งสิ้น
ซึ่งในช่วงเช้ามีคนไม่เยอะนัก
โต๊ะเรียนเป็นทรงเตี้ยยาว ทำจากไม้เนื้อแข็งคุณภาพดี พื้นผิวเรียบขัดมัน ใช้สำหรับวางพู่กัน กระดาษ และตำราคัมภีร์
เพราะเป็นห้องเรียนชั้นสูงสุด เบาะรองนั่งจึงมิใช่เพียงเบาะธรรมดา แต่เป็นเก้าอี้เตี้ยไร้ขา มีพนักพิงไม้โค้งรับแผ่นหลัง ออกแบบให้รองรับท่านั่งอย่างพอดี
ทำให้พวกเขาสามารถนั่งคัดอักษร หรืออ่านตำราได้ยาวนานไม่ปวดหลัง
การมาถึงของเจียงมู่ไป๋ ทำให้ต้องมีการยกโต๊ะเก้าตัวใหม่เข้ามาวางด้านหลังสุด
“ซิ่วไฉมาใหม่หรือ…”
เสียงกระซิบดังขึ้นเบาๆ
เพราะเป็นผู้มาทีหลังกะทันหันเช่นนี้ ตำแหน่งที่นั่งของเขาจึงอยู่แถวท้ายสุดของห้อง
“คนนั้นไง น้องชายของคุณชายใหญ่เจียง”
“เจียงอั้นโฉ่ว”
“คนนี้น่ะหรือ” กล่าวแล้วมองอย่างตกตะลึง ยังมีมนุษย์ที่หน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนี้ดว้ยหรือ
แต่ก่อนที่เจียงมู่ไป๋จะได้ก้าวไปถึงโต๊ะ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างลำพอง
“ได้ยินว่าคุณชายรองเจียง สอบเมื่อสี่ปีก่อนก็ต้องกระอักเลือดล้มลงในวันถัดไป”
ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
“ไม่รู้ว่าปีนี้… จะต้องเตรียมหมอไว้หน้าห้องสอบด้วยหรือไม่”
ผู้พูดคือหวงเซ่า บุตรชายคนรองของนายอำเภอฉางสูที่เกิดจากอนุ
เขาเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของสำนักซีฟงมาตลอด แม้แต่พี่ชายแท้ๆ ของเขา ก็ยังสอบซิ่วไฉไม่ผ่าน จึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับความรักและการยกย่องจากครอบครัวและผู้คนรอบข้าง
และเพราะเช่นนั้น การมาของเจียงมู่ไป๋… จึงเหมือนการท้าทายในถิ่นของตน
เจียงเจ๋อหมินที่ยืนอยู่ด้านข้าง อดขมวดคิ้วไม่ได้
เขาเองก็เคยถูกอีกฝ่ายเหน็บแนมมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตระกูลเจียงสามารถซื้อจวนในฝั่งบนของเจียงหนานได้ จนทำให้ผู้คนในสำนักเริ่มหันมาสนใจเขามากขึ้น เพราะขุนนางจำนวนมากก็ใช่ว่าจะสามารถครอบครองจวนในฝั่งบนได้
นานวันเข้า ก็ไปได้ยินเรื่องที่เขาคือพี่ชายของเจียงอั้นโฉ่ว จึงหาเรื่องมาเปรียบเทียบว่าไม่ได้เรื่องเหมือนพี่ชายตน
จากความโมโหในตอนแรก สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงความรำคาญ จึงเลิกสนใจคนเช่นนี้ไป
ในสายตาเขา หวงเซ่าก็เป็นแค่คนขี้อิจฉาคนหนึ่งเท่านั้น
พอวันนี้มาเจอกับเจียงมู่ไป๋เข้าจริงๆ เขายังนึกว่าอีกฝ่ายจะพยายามาชักชวนเป็นสหาย เสียอีก
ที่ไหนได้…หมอนี่ก็แค่หมาบ้าที่ชอบกัดคนไปทั่ว
“คุณชายรองหวง โปรดระมัดระวังวาจาด้วย”
ที่เขาพูดไม่ใช่เพราะห่วงเจียงมู่ไป๋
แต่เพราะเขารู้ดีว่า สุดท้ายคนที่จะกระอักเลือดในสงครามน้ำลาย ย่อมไม่ใช่น้องรองของเขาแน่นอน
แน่นอนว่าเจียงมู่ไป๋ไม่แม้แต่จะหยุด เขาเดินผ่านไปอย่างสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ไปหยุดที่โต๊ะว่างด้านหลังสุด แล้วนั่งลง ก่อนจะหยิบตำราขึ้นมาอ่าน
ไร้คำตอบ
ไร้ปฏิกิริยา
ความเงียบของเขา กลับทำให้บรรยากาศในห้องเรียนแปลกประหลาดยิ่งกว่าเดิม
เจียงเจ๋อหมินมองภาพนั้น แล้วความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ภาพของสำนักเรียนเหอเหลยในเหออัน เมื่อครั้งยังเด็ก
ท่าทีไม่แยแสเช่นนี้ของเจียงมู่ไป๋ เคยทำให้หัวโจกอย่างเหลยต้าชุนเดือดดาลอย่างหนักและสุดท้าย… ก็กลายเป็นความแค้นที่ฝังใจจนถึงทุกวันนี้
ภาพในอดีต กับภาพตรงหน้า แทบไม่ต่างกันเลย
เจียงเจ๋อหมินถอนหายใจเบาๆ
ดูท่าว่า…
เรื่องเดิมๆ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะหยันจะดังขึ้นอีกครั้ง
“หึ… ไม่ตอบงั้นหรือ” หวงเซ่ามองไปทางแถวหลังด้วยสายตาเย้ยหยัน “หรือว่า… ยังไม่ทันสอบ ก็เตรียมตัวพักฟื้นแล้ว” วาจายังเสียดสีอาการป่วยของเจียงมู่ไป๋ไม่หยุด คิดว่าคงเป็นปมในใจอีกฝ่าย แม้ว่าใบหน้าที่งดงามผุดผาดนั้นจะดูเหมือนคนสุขภาพแข็งแรงมากก็ตาม
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเบาๆ ในห้อง บางคนมองไปที่เจียงมู่ไป๋ บางคนแอบมองสีหน้าของหวงเซ่า
เจียงมู่ไป๋เอนกายพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย ปลายนิ้วคีบหน้าตำราไว้อย่างลวกๆ พลิกไปทีละหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย สายตาไล่ไปตามตัวอักษรช้าๆ คล้ายอ่าน แต่ก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจอ่านนัก
เปลือกตาตกต่ำลงครึ่งหนึ่ง ราวกับง่วงงุนอยู่ตลอดเวลา ท่าทางทั้งตัวดูเกียจคร้านและไร้ความกระตือรือร้น เหมือนเพียงนั่งฆ่าเวลาไปวันๆ
ราวกับเสียงทั้งหมดรอบตัว… ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย
กอปรกับใบหน้าที่ดูร่าหลงใหล ภาพนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนเทพเซียนหนุ่มที่เพิ่งตื่นจากการบำเพ็ญเพียร ผู้คร้านจะสนใจโลกมนุษย์
ทั้งงดงาม… และเย็นชาในคราวเดียวกัน
หวงเซ่าขมวดคิ้ว
“คุณชายรองเจียง” เขาเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น “ข้าพูดกับเจ้าอยู่”
ไม่มีคำตอบ เพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น
ซิ่วไฉบางคนเริ่มมองหน้ากันไปมา เหมือนรู้ว่ากำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น
เจียงเจ๋อหมินยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าเริ่มปวดหัว
เขากำลังคิดว่า…ควรห้ามดีหรือไม่
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ย
หวงเซ่าก็ลุกขึ้นยืน
“ได้ยินว่าลำดับอั้นโฉ่ว…” เขาพูดช้าๆ “ก็แค่เพราะอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่นเท่านั้น”
หวงเซ่าหยุดเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเย็น
“แต่การสอบเซียงซื่อนั้น มิใช่แค่ท่องจำตำราแล้วจะผ่านได้ หากไร้ความเข้าใจในหลักการบ้านเมือง ไร้ไหวพริบในการตีความ ต่อให้จำได้ทั้งสี่หนังสือห้าคัมภีร์ ก็เป็นได้เพียงแค่กระดาษที่มีชีวิตเท่านั้น”
เขายังเย้ยหยันต่อ
“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่า… นอกจากท่องจำแล้ว เจ้ายังมีอะไรอีก”
คราวนี้ คนทั้งห้องเงียบสนิท ทุกสายตาหันไปยังแถวหลัง
และในที่สุด เจียงมู่ไป๋ก็หยุดมือ เขาปิดตำราลงเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้น สายตาสงบนิ่ง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความรำคาญ
มีเพียง… ความว่างเปล่า
เขามองหวงเซ่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“เจ้าพูดจบแล้วหรือ”
น้ำเสียงไม่ดัง แต่ชัดเจน
หวงเซ่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะ
“ยังไม่จบ เจ้าจะทำไม”
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
“เช่นนั้น… ก็พูดต่อไป”
เขาเปิดตำรากลับ สายตาก้มลงอ่านอีกครั้ง เหมือนทุกอย่างเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ความเงียบ… กลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง
แต่คราวนี้ มันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
หวงเซ่ายืนนิ่ง สีหน้าแข็งค้าง
ไม่รู้ว่า… ควรพูดต่อ
หรือควรหยุด
เพราะการถูกเมินอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ทั้งยังไม่คิดจะเดินหนี กลับทำให้เขารู้สึกอับอายยิ่งกว่าการถูกโต้ตอบเสียอีก
ด้านข้าง ซิ่วไฉบางคนแอบกลั้นหัวเราะ บางคนก้มหน้าลงพยายามไม่สบตา
เจียงเจ๋อหมินถอนหายใจเบาๆ
…มาอีกแล้ว
เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“หวงเซ่า หากไม่มีเรื่องสำคัญ ก็กลับไปนั่งเถอะ ท่านอาจารย์กำลังจะมาแล้ว”
หวงเซ่ากัดฟันเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ
“ก็แค่คนป่วยที่ยังไม่หายดี…” เขาพึมพำเบาๆ แล้วนั่งลง เหมือนกำลังปลอบใจตัวเอง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นหน้าห้อง อาจารย์ประจำหอชิงเหวินก้าวเข้ามา ชุดยาวสีเทาเข้ม สายตาเฉียบคมกวาดมองทั้งห้องเพียงครั้งเดียว
บรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้า พลันสงบลงในทันที
“วันนี้…” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เราจะพูดถึง ‘หลักการปกครองกับคุณธรรมของบัณฑิต’”
เขาหยิบพู่กันขึ้น เขียนคำว่า อี้ (义)[1] ลงกระดาษ แล้วชูขึ้น
“อี้ คือความชอบธรรม คือสิ่งที่บัณฑิตพึงยึดถือ แต่คำว่าอี้… มิใช่เพียงรู้ความหมาย ก็ถือว่าเข้าใจ”
เขามองซิ่วไฉในห้องแววตาคมกริบ
“ผู้ใดอธิบายได้ว่า ระหว่าง ‘อี้’ กับ ‘ลี่ (利)’[2] ควรจัดวางอย่างไรในยามปกครอง”
ห้องทั้งห้องเงียบลง ซิ่วไฉหลายคนขมวดคิ้ว บางคนก้มหน้าคิดไม่กล้าสบตา แต่ไม่มีผู้ใดตอบ
อาจารย์รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย
ในจังหวะนั้นเอง
หวงเซ่าก็ลุกขึ้นยืน
“อาจารย์ขอรับ” เขายกยิ้ม “วันนี้มีคนมาใหม่ผู้โด่งดัง มิสู้อาจารย์ให้เขาอธิบายให้พวกเราฟัง ข้าจะได้ล้างหูรอฟังสักครั้ง”
เสียงในห้องเริ่มขยับเล็กน้อยอย่างโล่งอก
อาจารย์ถอนหายใจเบาๆ
หวงถูผู้นี้… หาเรื่องผู้อื่นอีกแล้ว
หากไม่ใช่เพราะมีพรสวรรค์ในการเรียนอยู่บ้าง คงไม่มีผู้ใดอดทนกับนิสัยเช่นนี้ได้
เขาหันไปมองแถวหลัง สายตาหยุดที่ชายหนุ่มในชุดขาวที่ยังไม่ได้สวมชุดของสำนักเรียนเหมือนผู้อื่น
นี่คงเป็นเจียงอั้นโฉ่วที่เพิ่งมารายงานตัววันนี้
“เจียงเอ้อร์ถู เจ้าตอบได้หรือไม่”
เจียงมู่ไป๋ปิดตำราลงช้าๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสงบ
“อี้ กับ ลี่ มิใช่สิ่งที่ต้องตัดขาดจากกัน” เขาเริ่มกล่าวเอื้อยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร “แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ลำดับก่อนหลัง บัณฑิตพึงตั้งอี้เป็นหลัก แล้วจึงใช้ลี่เป็นเครื่องมือ หากยึดลี่ก่อน ย่อมนำไปสู่ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่หากยึดอี้ก่อน แม้จะเกิดลี่ภายหลัง ก็ยังคงอยู่ในกรอบแห่งความชอบธรรม”
“การปกครองก็เช่นกัน หากผู้ปกครองใช้ลี่นำหน้า แม้บ้านเมืองมั่งคั่ง ก็ย่อมไร้ศรัทธา แต่หากตั้งอี้เป็นหลัก แม้ผลประโยชน์จะตามมาช้า ผู้คนก็ยังยึดถือเป็นแบบอย่าง”
ถอนหายใจคราหนึ่งเหมือนกำลังพูดเรื่องที่แม้แต่เด็กก็ควรรู้ ก่อนกล่าวต่อว่า
“ดังนั้น อี้คือราก ลี่คือกิ่ง หากรากมั่นคง กิ่งย่อมเจริญ แต่หากรากสั่นคลอน ต่อให้กิ่งงดงามเพียงใด ก็ย่อมหักพังในที่สุด”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดแทรก
เจียงมู่ไป๋หยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“และสำหรับบัณฑิต…ผู้ยึดอี้เป็นหลัก ย่อมรู้จักสำรวมทั้งการกระทำ… และวาจา เพราะเขาจะมีเส้นแบ่งในใจว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรพูดได้ อะไร…ไม่ควรพูด”
คำสุดท้ายตกลงเบาๆ แต่กลับเหมือนสะท้อนอยู่ในห้องทั้งห้อง
สายตาหลายคู่… เงียบลงโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่หวงเซ่าที่ก่อนหน้ายังพูดจาเหน็บแนมไม่หยุดหย่อน ไม่คิดเลยว่าเพียงการตอบคำถามอาจารย์ของเจียงมู่ไป๋ จะทำให้เขารู้สึกอยากกระอักเลือดตายตรงนี้
[1] อี้ (义 / 義) = ความชอบธรรม สิ่งที่ถูกต้อง ยึดหลักคุณธรรม ทำเพราะควรทำ ไม่ใช่เพราะได้ประโยชน์ เช่น การช่วยคน แม้ไม่ได้อะไรตอบแทน → คือ “อี้”
[2] ลี่ (利) = ผลประโยชน์ กำไร / สิ่งที่ได้ตอบแทน มักเกี่ยวกับเงินหรือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น ทำสิ่งหนึ่งเพื่อได้เงิน → คือ “ลี่”