LNCrawler

ตอนที่ 197

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 197

ตอนที่ 197


 

ที่จริงแล้ว การเรียนในยามเช้าของสำนักศึกษานั้น มิใช่การอภิปรายหรือถกเถียงเชิงลึกเหมือนในช่วงบ่าย หากแต่เป็นการวางรากฐานด้วยการท่องจำอันเป็นหัวใจของการศึกษาในยุคโบราณ

ท่านอาจารย์จะเรียกชื่อถงเซิงทีละคน ให้ลุกขึ้นยืน หันหลังให้ทั้งอาจารย์และตำรา เพื่อป้องกันมิให้มีการแอบมองแม้เพียงชั่วพริบตา

จากนั้นจึงต้องท่องบทเรียนของวันนั้น หรือวันก่อนหน้า ให้ครบถ้วนทุกถ้อยคำ ห้ามผิดเพี้ยนแม้เพียงคำเดียว เมื่อท่องจบ อาจารย์จึงจะเริ่มอธิบายบทเรียนถัดไป ค่อยๆ แกะความหมายของตัวอักษรทีละชั้นอย่างเป็นลำดับ

ซึ่งสำหรับซิ่วไฉในหอชิงเหวินแล้ว การเรียนช่วงเช้านั้นไม่ได้สำคัญนัก เพราะหากสอบเป็นซิ่วไฉผ่าน การท่องจำตำราได้ย่อมเป็นเรื่องทั่วไป นี่เป็นเหตุผลที่เสิ่นเพ่ยจงอนุญาตได้ทันทีในตอนที่เจียงมู่ไป๋บอกว่าจะมาแค่ช่วงสอบ ไม่เข้าเรียน เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ทว่า…

การตอบของเจียงมู่ไป๋ในเช้านี้ กลับมิได้หยุดอยู่เพียงการท่องจำ เขามิได้เอ่ยซ้ำถ้อยคำในตำรา แต่กลับวิเคราะห์ความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรเหล่านั้น

ถ้อยคำที่หลุดออกจากปากเขา มิใช่การท่อง หากแต่เป็นการตีความ

และมิใช่การตีความธรรมดา หากเป็นการอภิปรายที่แยบยล ลุ่มลึก และหมดจดในเวลาเพียงไม่กี่ประโยค

ราวกับเขามองทะลุผ่านตัวอักษร ไปเห็นเจตนาที่แท้จริงของผู้รจนา

ท่านอาจารย์เอง ซึ่งผ่านศิษย์มานับไม่ถ้วน ก็อดชะงักไปไม่ได้

นานแล้ว… ที่มิได้พบบัณฑิตเช่นนี้

จากเดิมที่ควรเป็นเพียงการท่องจำในยามเช้า ชั้นเรียนกลับแปรเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างอาจารย์กับศิษย์เพียงผู้เดียว

เสียงอื่นในห้องเงียบลงโดยพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก

ทุกคนต่างเฝ้ามอง และฟัง

หลายครั้ง ถึงกับดูคล้ายว่าอาจารย์เป็นฝ่ายใคร่ครวญในคำของเขา ก่อนจะย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับกำลังขอความเห็น หรือแม้แต่การชี้แนะจากชายหนุ่มผู้นี้

หากมิใช่เพราะถ้อยคำของเจียงมู่ไป๋ยังคงสุภาพ สำรวม และถ่อมตนตามครรลองศิษย์

ภาพตรงหน้า… คงมิใช่อาจารย์กับศิษย์อีกต่อไป

แต่จะกลายเป็นผู้ปกครองหนุ่ม สนทนากับบัณฑิตเฒ่าผู้ผ่านโลกมานาน

แม้แต่หวงเซ่า ที่ก่อนหน้านี้ยังเอ่ยแซะว่าอีกฝ่ายเก่งแต่ท่องจำ

เมื่อได้เห็นการพูดคุยของทั้งคู่ การอ้างอิงคัมภีร์อย่างแม่นยำ การขยายความอย่างเป็นระบบ และการสรุปที่คมคายไร้ที่ติ

ความมั่นใจในใจเขา ก็เริ่มสั่นคลอนโดยไม่รู้ตัว

เขาพยายามเอ่ยแทรก เสนอความเห็นของตนออกไป

ทว่ายังไม่ทันที่เจียงมู่ไป๋จะเอ่ยตอบ

ท่านอาจารย์กลับขมวดคิ้ว แล้วตำหนิออกมาตรงๆ

“ตื้นเขิน”

เพียงสองคำ แต่หนักอึ้ง

ไร้การไว้หน้า ไร้การปรานี

หวงเซ่าชะงักงัน ใบหน้าร้อนผ่าว ถ้อยคำที่เตรียมไว้ในใจพลันหายไปจนสิ้น

ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก สายตาที่เคยยกสูง กลับก้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว

และในหอชิงเหวินแห่งนี้ ผู้ที่เคยคิดว่าตนยืนอยู่บนจุดสูงสุด ก็เพิ่งตระหนักว่า ยังมีผู้ที่อยู่เหนือกว่าอย่างแท้จริง

เวลาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนคล้อยสู่กึ่งกลางฟ้า จึงเข้าสู่ยามอู่

ท่านอาจารย์ชะงักเล็กน้อย ราวเพิ่งรู้สึกตัวว่าครึ่งค่อนเช้านั้น… มิได้ดำเนินไปตามแบบแผนเดิมเลยแม้แต่น้อย

ช่วงเวลาที่ควรเป็นการท่องจำในยามเช้า และช่วงอภิปรายในยามบ่าย ถูกนำมาหลอมรวมกันอยู่ในห้องเรียนเดียว จนหมดสิ้นโดยไม่ทันรู้ตัว

เขาหัวเราะเบาๆ อย่างเก้อเขิน แต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอม

“วันนี้… คงต้องพอเพียงเท่านี้ก่อน ช่วงบ่าย จะเป็นการเรียนรวมกับหอชิงหมิง ณ โถงเรียนใหญ่”

หอชิงหมิงนั้น นับเป็นชั้นเรียนรองลงมาจากหอชิงเหวิน

ผู้ที่อยู่ในหอชิงหมิง ล้วนเป็นถงเซิงที่มีพรสวรรค์โดดเด่น แม้ยังไม่สามารถสอบเป็นซิ่วไฉได้ แต่ความรู้และความสามารถ กลับมิได้ห่างไกลจากซิ่วไฉที่ยังมิได้ก้าวสู่ระดับจวี่เหรินมากนัก

บางคนเพียงขาดจังหวะ บางคนเพียงพลาดโอกาส

ด้วยเหตุนี้ นานๆ ครั้ง จึงจะมีการจัดให้ศิษย์จากทั้งสองหอ มารวมตัวกัน ณ โถงเรียนใหญ่ เพื่ออภิปราย แลกเปลี่ยนความรู้ และ… ประลองภูมิปัญญาโดยนัย

ท่ามกลางความสงบของคำว่าการเรียนรู้

แต่เบื้องลึก กลับแฝงไปด้วยการแข่งขันที่ยากจะมองข้าม


 

แน่นอนว่าเสิ่นลั่วหยา ย่อมอยู่ในระดับชั้นของหอชิงหมิง ต่อให้นางมีความสามารถมากเพียงใด ก็ไม่มีทางเข้าสอบเคอจวี่ได้อยู่ดี

สถานะของสตรีในยุคนี้ กำหนดเส้นทางของนางไว้ชัดเจน

ดังนั้น ต่อให้โดดเด่นขนาดไหน นางก็ทำได้เพียงเป็นหัวหน้าห้องชิงหมิง ในหอที่รองลงมาเท่านั้น

เมื่อทราบว่าช่วงบ่าย สองหอเรียนจะมาพบกัน ณ โถงเรียนใหญ่

เสิ่นลั่วหยาที่กำลังนั่งพักทานอาหารว่าง ก็พลันมีแววตาเป็นประกาย

นางหยิบตำราขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะอ่านจากหน้ากระดาษ กลับเป็นการทบทวนความจำของตนเอง ริมฝีปากขยับเบาๆ ท่องบทกวีที่คุ้นเคย

บทกวี… จากอีกโลกหนึ่ง

เป็นสิ่งที่นางเคยท่องจำไว้ ในชีวิตก่อนหน้า

รอยยิ้มของนางค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ลำพอง… และมั่นใจ

ใช่แล้ว นางกำลังเตรียมตัว เพื่อตอกหน้าใครบางคน

เสิ่นลั่วหยา มิใช่สตรีธรรมดาแห่งยุคโบราณ นางคือผู้ที่ทะลุมิติมาจากอนาคต นักเรียนมัธยมปลายผู้ร่าเริงจากโลกอนาคต

ในวันแรกที่รู้ตัวว่านางย้อนเวลามาอยู่ในร่างนี้

สิ่งที่เกิดขึ้น… มิใช่ความหวาดกลัว

แต่เป็นความตื่นเต้น

ยิ่งเมื่อรู้ว่าตนคือบุตรีของอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักเรียนซีฟง เวทีของนาง… ก็ยิ่งกว้างขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการประชันกวี หรือการถกเถียงจารีตอันคร่ำครึ กับเหล่าถงเซิงและบัณฑิตหัวโบราณ นางก็ไม่เคยหวาดหวั่น

ความคิดที่ก้าวหน้า ถ้อยคำที่ฉะฉาน ทำให้นางโดดเด่นเหนือสตรีทั่วไปอย่างชัดเจน และหลายครั้ง ก็ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนรอบข้าง

ยิ่งทำให้ความมั่นใจของนาง ยิ่งพอกพูนขึ้นทุกวัน

นางวาดฝันไว้มากมายว่าสักวันหนึ่ง จะใช้ความรู้จากโลกอนาคต สร้างชื่อเสียง สร้างความเปลี่ยนแปลง และทำให้โลกใบนี้ต้องจดจำนาง มีชีวิตดังเทพนิยาย มุ่งเหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้เพียงคนผู้เดียว

และการปรากฎตัวของเจียงมู่ไป๋ที่อยู่เหนือฝูงชนเช่นนั้น ดึงดูดความอยากเอาชนะของนางทันที 


 

โถงเรียนใหญ่ในยามบ่ายแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ศิษย์จากหอชิงเหวินและหอชิงหมิงนั่งแยกเป็นระเบียบ แต่บรรยากาศกลับมิได้สงบเช่นยามเช้า

หากเต็มไปด้วยความคาดหวัง… และการแข่งขันที่มองไม่เห็น

ท่านอาจารย์ผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยหัวข้อด้วยน้ำเสียงเรียบหนัก

“ขงจื๊อกล่าวว่า ‘ถ่ายทอด มิได้สร้างใหม่ เชื่อมั่นและรักในของเก่า’ พวกเจ้าว่าการยึดถือจารีตเดิมโดยไม่สร้างใหม่… ยังเหมาะสมหรือไม่”

สิ้นคำ ทั้งโถงเงียบลง

ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ย

เสิ่นลั่วหยาก็ลุกขึ้นทันที ชายเสื้อถงเซิงของนางสะบัดเล็กน้อย ใบหน้าผุดผ่องเปล่งประกายความมั่นใจ

“คำถามนี้ไม่ยากเลยเจ้าค่ะ”

เสียงของนางชัดเจน

“ในคัมภีร์เมิ่งจื่อก็กล่าวไว้แล้ว ผู้มีปัญญาย่อมปรับตัวตามสถานการณ์ มิใช่ยึดติดกับสิ่งเดิมอย่างตายตัว หากยึดเพียงของเก่า โดยไม่คิดสร้างสิ่งใหม่ ก็ไม่ต่างจากการย่ำอยู่กับที่”

เสียงเริ่มมีคนพยักหน้า

นางยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น

“ยิ่งในเรื่องการศึกษา เหตุใดสตรีจะเรียนไม่ได้? หรือปัญญาจะมีเพียงบุรุษเท่านั้น ไม่ใช่แค่นั้นสตรีก็ออกรบได้ดี และเก่งกาจไม่ต่างบุรุษ ของเพียงได้รับการฝึกฝน ทุกคนย่อมเท่าเทียม”

เสียงฮือฮาแทรกขึ้นทันที

แม้แต่บิดาของนางในหมู่คณะอาจารย์ยังเริ่มขมวดคิ้ว

เสิ่นลั่วหยาไม่หยุด

“โลกควรให้โอกาสคนเท่าเทียม มิใช่ตัดสินจากเพศ ยกตัวอย่างข้า ยังสามารถต่อกวี ชำนาญสี่หนังสือห้าคัมภีร์ ถกข้อราชการ มิได้ด้อยไปกว่าบุรุษเช่นกัน”

แววตาหลายคู่มองนางด้วยความชื่นชม แต่อีกหลายคนก็เริ่มไม่พอใจ

สตรีจะยุ่งกับข้อราชการ นี่มันผิดธรรมเนียยม!

แต่อีกด้านหนึ่งของโถง เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งนิ่ง ปลายนิ้วพลิกหน้าตำราอย่างเอื่อยเฉื่อย

ราวกับเสียงทั้งหมด… มิได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย

เสิ่นลั่วหยามองเห็น รอยยิ้มที่มุมปากจางลงเล็กน้อย

“พี่รองเจียง”

นางเอ่ยเรียกตรงๆ ทั้งโถงเงียบลงทันที

“ท่านมีความเห็นอย่างไร หรือจะเงียบเช่นนี้ไปตลอด ไม่กล้าแม้แต่จะออกความเห็น”

ปลายนิ้วของเจียงมู่ไป๋หยุดลง เขาปิดตำราอย่างเบื่อหน่าย

“คำของแม่นาง… ฟังดูถูกต้อง”

เสิ่นลั่วหยาคล้ายจะยิ้ม

แต่คำถัดมา…

“แต่ยังไม่ตรงคำถาม”

บรรยากาศพลันนิ่งลง

เจียงมู่ไป๋เอ่ยต่อราบเรียบ

“หัวข้อกล่าวถึง…การถ่ายทอด มิได้สร้างใหม่ แต่สิ่งที่แม่นางกล่าว กลับเป็นเรื่องความเท่าเทียมระหว่างบุรุษและสตรี”

เขามองออกไปนอกโถงเหมือนไร้ความสนใจเพียงครู่เดียว

“มิใช่ว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่… มิใช่ประเด็นของคำถามนี้”

เสิ่นลั่วหยาชะงัก

เจียงมู่ไป๋กล่าวต่อ

“ขงจื๊อมิได้ปฏิเสธสิ่งใหม่ แต่ยึด ‘ของเก่า’ เป็นราก ‘ทบทวนของเก่า จึงรู้สิ่งใหม่’ หากไร้ราก สิ่งใหม่ก็เพียงลอยอยู่เหนือดิน ล้มพังในเวลาไม่นาน”

“การเปลี่ยนแปลง… มิใช่การปฏิเสธจารีต แต่คือการเข้าใจจารีต แล้วเลือกสิ่งที่ควรสืบต่อมิใช่หยิบยกเรื่องอื่น มาทดแทนคำถามที่ยังไม่เข้าใจ”

ทั้งโถงเงียบกริบ ไม่มีเสียงใดแทรก

เจียงมู่ไป๋กล่าวประโยคสุดท้ายอย่างเรียบเฉย

“ผู้กล่าววาจา… ควรรู้ว่าตนกำลังตอบสิ่งใด มิใช่เพียงกล่าวในสิ่งที่ตนอยากจะกล่าว”

เสิ่นลั่วหยานิ่งงัน ถ้อยคำที่เตรียมไว้ในใจ พลันหายไปหมดสิ้น