ตอนที่ 198
ตอนที่ 198
ตอนที่ 198
ท่านอาจารย์มองทั้งสองคน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“คำของทั้งสอง… ต่างมีค่า”
“แต่…”
สายตาเขาหยุดที่เจียงมู่ไป๋
“ผู้หนึ่งกล่าวกว้าง อีกผู้หนึ่ง… ตอบตรง”
คำตัดสินสั้นๆ แต่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใดในโถงนั้น
ความเงียบที่ปกคลุมโถงเรียนใหญ่ยังไม่ทันจางลง เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าว่า… สิ่งที่แม่นางเสิ่นกล่าว ก็หาได้ผิดอันใดไม่”
หวงเซ่าลุกขึ้นยืน สีหน้ากลับมาเย่อหยิ่งดังเดิม สายตามองไปยังเสิ่นลั่วหยาด้วยแววชื่นชมชัดเจน
“กล่าวได้กล้าหาญ ตรงไปตรงมา สตรีเช่นนี้… หาได้ยาก”
หวงเซ่าหันไปมองเจียงมู่ไป๋
“คุณชายรองเจียงจะเข้มงวดกับคำถามเกินไปหรือไม่ การอภิปราย… ก็มิใช่เพียงหาคำตอบเดียว”
เจียงมู่ไป๋มิสนใจจะมองด้วยซ้ำ กล่าวชัดเจนว่า
“ข้าพูดไปหมดแล้ว”
น้ำเสียงเรียบ ไร้อารมณ์
แต่กลับทำให้หวงเซ่าชะงักไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ทางฝั่งอาจารย์ เสิ่นเพ่ยจงที่นั่งฟังอยู่ตลอด ส่ายหน้าเบาๆ
“หวงถู หากเจ้ายังฟังไม่แตกฉาน ก็ควรฟังให้มาก… ก่อนจะพูด”
เขามองศิษย์ของตนตรงๆ ก่อนจะเอ่ยคำของขงจื๊อขึ้นช้าๆ
“ฟังให้มากในสิ่งที่ยังสงสัย แล้วจึงระมัดระวังในถ้อยคำที่กล่าวออกไป”
โถงทั้งโถงเงียบลงอีกครั้ง หวงเซ่ากำมือแน่นเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีจางๆ แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้อีก
ขณะที่เสิ่นลั่วหยานั้น แม้ยังยืนนิ่ง แต่แววตากลับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย
เป็นครั้งแรก… ที่คำพูดของนาง
มิได้ทำให้ผู้คนเอนเอียงไปทั้งโถงดังเช่นเคย
“เช่นนั้นหากพูดถึงความเท่าเทียม ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้กล่าวผิด” นางพูดอย่างไม่ยินยอม ทั้งถ้อยคำก็รื่นไหล มั่นใจ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบทกวีที่นางท่องจำมา
“ฟ้าดินกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เหตุใดต้องขีดเส้นจำกัดคน
‘สวรรค์สร้างข้ามา ย่อมต้องมีประโยชน์’[1]”
แต่เพราะคำพูดที่ไม่รอบคอบ และอยากโอ้อวดบทกวีแห่งยุคสมัยของนางเช่นนี้ ยิ่งกลับเป็นการตอกย้ำว่านางตอบไม่ตรงคำถามเข้าไปอีก
เจียงมู่ไปเพียงเผยแววตาเฉียบคม ส่งผลให้หางตาที่เฉียงขึ้นของเขาดูสูงศักดิ์และห่างเหิน อันตราย
“จะ ‘มีประโยชน์’ มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงเพราะเอ่ยออกมา หากมีคุณค่า ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ‘ใช้คุณค่านั้นอย่างไร’”
“แคว้นมีระเบียบ มีกฎหมาย มีขนบธรรมเนียม มิใช่เพื่อจำกัดผู้คน…แต่เพื่อให้แต่ละคนรู้ว่า ‘ควรยืนอยู่ ณ ที่ใด’ และ ‘ควรทำสิ่งใด’”
เขาหยุดเล็กน้อย ลดสายมามองแค่มุมโต๊ะเสมือนผู้ที่มองจากมุมสูง ตั้งแต่ต้นจนถึงเดี๋ยวนี้ เขายังไม่ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ
“ผู้ใดกล่าวว่าตนมีความสามารถ ก็ย่อมต้องทำให้เห็นว่า ความสามารถนั้นก่อให้เกิดประโยชน์จริง มิใช่เพียงกล่าวอ้างว่า ‘ควรเป็นเช่นนั้น’”
สายตาของเขายังมองไปที่ขอบโต๊ะเสมือนว่าไม่มีสิ่งใดน่าสนใจแล้ว
“ในหมู่บัณฑิตเอง ก็มิได้ขาดผู้ที่เชี่ยวชาญวรรณศิลป์ ต่างก็สามารถร่ายบทปรุงกลอน จนคิดว่าตนอยู่เหนือผู้อื่น แต่สุดท้าย ก็เป็นเพียงผู้ที่หลบอยู่หลังตำรา ท่องจำถ้อยคำของผู้อื่น โดยไม่เคยนำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง”
ความเงียบยิ่งหนักอึ้งขึ้น
เขาจึงเอ่ยต่อ
“คำว่า ‘หน้าที่’ มิได้จำกัดอยู่เพียงเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องทำให้สมกับที่เกิดมา หากผู้ใดเห็นว่ากรอบเดิมไม่เหมาะสม ก็ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้”
“แต่…การเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องทำให้ ‘เกิดผล’ มิใช่เพียงกล่าวว่าไม่ยอมรับ แล้วคิดว่าตนได้ก้าวข้ามมันแล้ว ผู้ที่มีความสามารถจริง ย่อมไม่ต้องย้ำว่าตน ‘ไม่เหมือนผู้อื่น’ เพราะสิ่งที่เขาทำ จะทำให้ผู้อื่นเห็นเอง ดังนั้นจะเป็นบุรุษหรือสตรี… มิใช่ประเด็น …ประเด็นอยู่ที่ เจ้าทำสิ่งใด ให้สมกับคำว่า ‘มีประโยชน์’ แล้วหรือยัง”
ก่อนจะกล่าวบทกลอนนั้นด้วยถ้อยคำคมกริบแฝงการดูถูกไม่ปิดบัง
“ ‘สวรรค์สร้างข้ามา ย่อมต้องมีประโยชน์…’ …ประโยชน์ของเจ้า คงมิใช่เพียงกล่าววาจาให้ผู้คนพยักหน้า หรือยกถ้อยคำจากตำรามาประดับตน หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากผู้ที่ท่องจำ… แล้วคิดว่าตนเข้าใจ โอ้อวดตนดุจกบในก้นบ่อ มองเห็นเพียงท้องฟ้าแคบๆ แล้วหลงว่าคือทั้งโลก”
สิ้นคำ ทั้งโถงเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรกแม้แต่น้อย
เสิ่นลั่วหยาใบหน้าแดงก่ำไร้ช่องให้โต้แย้ง เพราะนางเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ก็แค่อาศัยความรู้แห่งยุคสมัยโต้เถียงกับผู้คนในยุคโบราณ แต่มากกว่านั้นก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นที่ประจักษ์ เพราะนางไม่เคยเข้าใจถึงบริบทที่แท้จริงของยุคสมัยเลย แม้ความกล้าในใจจะมีมาก แต่แค่เรื่องคนอพยพจนล้นเมือง นางก็ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร
มีเพียงเที่ยวเล่นดื่มกินสนุกไปวันๆ เพราะแต่เดิมนางก็มิใช่คนที่โดดเด่นมีความสามารถเฉพาะตัวอะไร
และการที่ตนควรจะเห็นโลกกว้างไกลกว่าผู้ใด กลับถูกคนในยุคนี้ตอกกลับด้วยสิ่งที่นางไม่มีวันพิสูจน์ได้นั้น ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกในอก… แน่นอึดอัด ราวกับมีก้อนบางอย่างจุกค้างอยู่ที่ลำคอ
พูดก็ไม่ได้
กลืนก็ไม่ลง
ทั้งขมขื่น… และคับแค้นในคราวเดียวกัน
เรื่องนี้แม้แต่เสิ่นเพ่ยจงก็ไม่อาจพูดแทนได้ เพราะนิสัยแปลกๆ ของบุตรสาวตนนี่แหละ ที่ทำให้เขาไม่กล้าปล่อยนางออกจากกรง ได้แต่ให้นางชูคออวดตนอยู่ภายในสำนักเรียนเท่านั้น
แม้แต่เรื่องน้ำท่วม ที่ตอนนี้เจียงหนานเต็มไปด้วยผู้อพยพจำนวนมาก เสิ่นลั่วหยาแม้จะรู้ แต่นางก็ไร้ซึ่งแนวทางการรับมือ เพราะแต่เดิมในชีวิตก่อนหน้าก็อยู่ภายในการจัดการของรัฐบาล ในยุคที่นางจากมาก็ไม่มีเรื่องราวเช่นนี้ให้พบเห็นเนื่องจากมีเทคโนโลยี และระบบการจัดการที่ทันสมัย
สิ่งที่นางกังวลก็มีแค่เรื่องโรคติดต่อเท่านั้น จึงยังพออาศัยความรู้พื้นฐานได้ว่าน้ำต้องต้ม อาหารต้องสุก ร่างกายต้องสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ
แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่กับการยื่นปากพูดถึงแต่ความเท่าเทียม เพื่อเรียกร้องให้ตนไม่ต้องทำตามขนบสตรี เพราะนางรู้ตัวดีว่าไม่อาจปักเย็บ หรือดีดพิณ เฝ้าห้องหอเช่นสตรีโบราณได้
แต่ก่อนศิษย์ในสำนักล้วนเกรงใจนางเพราะเสิ่นเพ่ยจงคือบิดาของนาง แม้นางจะพูดเรื่องนี้บ้าง ก็ทำเป็นยินยอมโอนอ่อนไม่ถึงขึ้นต้องให้นางโอ้อวดกล่าววาจาก้าวหน้าจนดูเหมือนล้ำเส้นขนาดนี้
ทว่าในยุคสมัยที่มีฮ่องเต้ปกครอง ขุนนางมีลำดับขั้น ราษฎรมีชนชั้น หากยังปล่อยให้นางกล่าววาจากระทบจารีตนี้ต่อไป อาจจะภัยกบฎมาสู่ครอบครัวก็เป็นได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นเพ่ยจงได้ตระหนักถึงความร้ายแรง แม้ว่าเจียงมู่ไป๋จะไม่ได้ตำหนิถึงความเท่าเทียมที่นางกล่าวออกมาด้วยซ้ำ
จังหวะนั้นเอง
เสียงฝีเท้าเป็นระเบียบก็ดังขึ้นจากหน้าประตูโถงเรียนใหญ่
ขันทีในชุดทางการนำขบวนก้าวเข้ามา ด้านหลังมีผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงในทันที
ศิษย์ในสำนักจำนวนมากที่อยู่ด้านนอก ต่างรีบตามเข้ามาดูด้วยความตื่นเต้น
สำหรับพวกเขา แม้จะอยู่ในเจียงหนานมาตลอดชีวิต ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พบคนระดับนี้ง่ายๆ
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก
“ขันทีจากจวนอู๋ชินอ๋อง…”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน…”
ขันทีหยุดยืนกลางโถง สายตากวาดมองเพียงครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแหลมตามธรรมเนียม
“คุณชายรองตระกูลเจียง อยู่ที่ใด”
โถงทั้งโถงเงียบกริบ
เจียงมู่ไป๋ก้าวออกมาอย่างสงบ
“คือข้าขอรับ”
ขันทีมองเขาขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“ท่านอ๋องมีรับสั่ง พรุ่งนี้ ให้ท่านไปเข้าเฝ้าที่จวน”
สิ้นคำ
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั้งโถง
“อัยหย้า…”
“ถูกเรียกเข้าเฝ้า…”
ความหมายของคำนี้ หนักแน่นเกินกว่าจะมองข้ามได้
เจียงมู่ไป๋รับเทียบเชิญด้วยสองมือ ก้มศีรษะทำความเคารพตามธรรมเนียม
“ข้าน้อยรับคำสั่งขอรับ”
ท่าทางสงบนิ่ง ราวกับเรื่องนี้มิใช่สิ่งน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด
ทั้งที่แท้จริง ผู้ใดถูกอู๋ชินอ๋องเรียกพบเป็นการส่วนตัว ก็เพียงพอจะเปลี่ยนสถานะในสายตาผู้คนได้แล้ว
และที่เขาไม่สับสนหรือกังวลเลยแม้แต่นั้น เพราะเมื่อเช้าก่อนออกจากจวนเหยาอวี้ได้แจ้งไว้แล้ว ว่าอาจจะถูกเรียกพบเพราะอะไร ส่วนต้นเรื่องอย่างฝานซูเมิ่งเรื่องนั้นก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนแล้ว
ทางด้านอาจารย์
เสิ่นเพ่ยจงถึงกับยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ดี… ดีมาก”
สายตาที่มองเจียงมู่ไป๋ ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ
อาจารย์คนอื่นๆ เองก็เริ่มพยักหน้า
ความสนใจทั้งหมด ถูกดึงไปยังชายหนุ่มเพียงคนเดียวอีกครั้ง
เมื่อขันทีนำขบวนจากไป
เจียงมู่ไป๋จึงหันไปทางเสิ่นเพ่ยจง
“ศิษย์คงต้องไปเตรียมตัวก่อนขอรับ”
แม้ว่าจะเป็นการเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ แต่ก็เป็นหัวข้อที่ดี ที่จะออกจากสถานที่น่าเบื่อแห่งนี้
เสิ่นเพ่ยจงได้ยิน ก็รีบพยักหน้าทันที
“ไปเถิด ไปเถิด” เขาหันไปสั่งบ่าวรับใช้ข้างกาย “นำกุญแจห้องพักส่วนตัวมาให้เจียงเอ้อร์ถู”
บ่าวรีบวิ่งออกไป แล้วกลับมาพร้อมพวงกุญแจ
ในตอนนั้นเองทุกคนจึงได้รู้ว่าเจียงมู่ไป๋ห้องเดี่ยวส่วนตัว
แม้จะอิจฉา แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงออก
เจียงมู่ไป๋รับกุญแจ คารวะอีกครั้ง แล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป ท่ามกลางสายตามากมายที่มองตาม
หลังเขาจากไป ความเงียบแผ่กระจายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงกระซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง
“ถูกอู๋ชินอ๋องเรียกเข้าเฝ้า…”
“คนเช่นนี้…”
“เกินไปแล้ว…”
“แค่ซิ่วไฉ…”
“จะแค่ซิ่วไฉได้อย่างไร เขาคืออั้นโฉ่ว”
“เจียงหนานมิใช่ไม่เคยมีอั้นโฉ่ว แต่ก็ไม่เคยมีใครได้รับเกียรตินี้”
“เช่นนั้นเขาคือผู้ใดกันแน่!”
บางคนมองไปทางหวงเซ่า
บางคนเหลือบมองเสิ่นลั่วหยา
แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยชื่อออกมา
เพียงแต่ ระยะห่างระหว่างพวกเขา ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นอย่างเงียบงัน ทุกคนค่อยๆ เขยิบตัวถอยหนีอย่างรังเกียจ
จากนั้นก็มองที่มาเจียงเจ๋อหมินอย่างเป็นมิตรยิ่งกว่าเดิม
“คุณชายใหญ่เจียง”
“พี่ใหญ่เจียง”
..
..
เสียงเรียกชื่อเจียงเจ๋อหมินและพยายามเข้าหาเพื่อพูดคุยกับเขาเต็มไปหมด
[1] สวรรค์สร้างข้ามา ย่อมต้องมีประโยชน์ (天生我材必有用 - Tiān shēng wǒ cái bì yǒu yòng) หมายถึง ทุกคนมีคุณค่า ไม่ควรถูกจำกัด มาจากบทกวี 将进酒 (Jiāng Jìn Jiǔ) ของหลี่ไป๋ (李白) กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง