ตอนที่ 199
ตอนที่ 199
ตอนที่ 199
วันถัดมา เจียงมู่ไป๋ถูกนำทางไปยังโถงรับรองในจวนอ๋อง โดยพ่อบ้านจวนอ๋อง
พ่อบ้านจวนอ๋องเป็นขุนนางขั้นห้า หาใช่คนธรรมดา มีขั้นสูงกว่านายอำเภอด้วยซ้ำ
เจียงมู่ไป๋แม้จะมีสถานะเป็นอั้นโฉ่ว แต่ก็คือซิ่วไฉผู้หนึ่ง ไม่ได้มีตำแหน่งขุนนาง เมื่อพบพ่อบ้านผู้นี้จึงต้องทำความเคารพอย่างนอบน้อม
โชคดีที่พ่อบ้านมิได้วางมาดใหญ่โต เพราะรู้ว่าเจ้านายให้ความสำคัญกับบุรุษผู้นี้ ทั้งยังมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนหน้าตาดีที่พานพบได้ยาก ทั้งเต็มไปด้วยท่าทีที่เหมาะสม ไม่ประจบจนเกินไป และก็มิได้วางตัวต่ำต้อยด้วย พ่อบ้านจึงรู้สึกยำเกรง และให้เกียรติ
ที่โถงรับรองในจวนอู๋ชินอ๋องเงียบสงบ กลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยคลุ้งเหนือฉากไม้แกะสลัก
เซียวฟู่หยวนนั่งอยู่ด้านบน สายตาคมกริบทอดมองลงมา
แม้อายุของพระองค์จะเพิ่งล่วงเข้าสี่สิบกว่าปี แต่รูปลักษณ์กลับให้ความรู้สึกราวกับผู้ที่ผ่านห้าสิบมาแล้ว
พระองค์มีสีหน้าซูบผอมเล็กน้อย ใต้ดวงตามีรอยล้าจางๆ ลมหายใจดูหนักกว่าคนทั่วไปเพียงนิด คล้ายร่างกายถูกโรคประจำตัวกัดกร่อนอยู่เงียบๆ
ทว่าท่ามกลางความอ่อนล้านั้น
พระเนตรของเขากลับยังเฉียบแหลม ลึกและนิ่งราวกับมองทะลุจิตใจผู้คน โครงหน้าคมคาย สันกรามชัดเจน แฝงไว้ด้วยความสง่างามของเชื้อสายราชนิกูล เป็นความสูงศักดิ์ที่ฝังอยู่ในสายเลือดขัติยะ
แม้ร่างกายจะโรยรา
แต่อำนาจและบารมี… กลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย
เจียงมู่ไป๋คุกเข่าคารวะเต็มพิธีการ
“คารวะท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด” อู๋ชินอ๋องโบกมือเบาๆ เขาแค่อยากเห็นว่าคนที่ได้รับป้ายหยกประจำตัวจากหลิงหยวนโหวคือผู้ใดเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มหน้าตาดี ก็อดจะคิดไปไกลไม่ได้ เพราะตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่มีข่าวคราวว่าจะแต่งฮูหยินเข้าจวน แม้แต่ถงฟางก็ไม่เคยมี แต่นั่นก็แค่เป็นความคิดชั่ววูบเท่านั้น เพราะเขารู้ว่าอีกแม่ทัพหน้าหยกคนนั้นคงไม่ใช่ผู้นิยมตัดแขนเสื้อ[1]
อู๋ชินอ๋องพิจารณาเจียงมู่ไป๋อยู่ครู่หนึ่ง แววตาแฝงรอยยิ้มจางๆ
“ได้ยินชื่อเจ้ามานานแล้ว… ทั้งเรื่องที่หลิงหยวน รวมถึงเรื่องจัดการผู้อพยพ ข้าอยากรู้… เจ้าคิดเอง หรือมีผู้ใดชี้แนะ”
อู๋ชินอ๋องมีศักดิ์เป็นพระปิตุลา[2]ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เมื่อเก้าปีก่อน ราชสำนักตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย องค์ชายแต่ละฝ่ายช่วงชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด
ท่ามกลางกระแสนั้น พระองค์คือองค์ชายจากรัชกาลก่อนที่มิได้มีผู้ใดให้ความสำคัญ กลับเลือกยืนอยู่ข้างองค์ชายลำดับที่สิบห้า
ผู้ไร้ทั้งฐานะ
ไร้ทั้งอำนาจหนุนหลัง
การเลือกข้างครั้งนั้น ไม่ต่างจากการเดิมพันด้วยชีวิต
แต่สุดท้าย องค์ชายสิบห้าผู้นั้น กลับเหยียบศพผู้คนมากมาย ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรได้สำเร็จ
และเขา… คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะนั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น อู๋ชินอ๋อง พร้อมดินแดนศักดินาอันมั่งคั่งอย่างเจียงหนาน
นับแต่นั้น เขาก็มิใช่องค์ชายที่ไร้ตัวตนอีกต่อไป
แต่เป็นผู้มีอำนาจ ที่แม้แต่พ่อค้าและขุนนางทั่วทั้งเจียงหนาน ก็ต้องเกรงใจอยู่สามส่วน
เจียงมู่ไป๋ประสานมือ
“เป็นเพียงการอาศัยหลักจากตำรา แล้วปรับใช้ตามสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบเรียบง่าย ไม่โอ้อวด
ทำให้อู๋ชินอ๋องพยักหน้าอย่างพอใจ
“อืม… เจ้าช่างรู้จักถ่อมตน”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“เจียงหนาน… เริ่มจะไม่ไหวแล้ว คนยังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด แม้น้ำจะลดไปแล้วก็ตาม พ่อค้าแม้จะตั้งโรงทาน แต่หากให้เสียมากเกินไป…”
เขายิ้มเย็น
“ก็ไม่มีผู้ใดยินดีเททรัพย์ลงหลุมที่ไร้ก้นนี้ได้ตลอด …ข้ารู้ว่าเจ้าใกล้สอบเซียงซื่อแล้ว คงไม่สะดวกที่จะแต่งตั้งเจ้าไปวางแนวคิดกับพวกขุนนาง แต่หากมีความเห็น… ก็กล่าวมาเถิด”
โถงเงียบลงทันที
เซียวฟู่หยวนเป็นคนตรงไปตรงมายิ่งนัก เพียงไม่กี่ประโยคก็เข้าประเด็นทันที
เหตุผลที่เขาเรียกเจียงมู่ไป๋เข้าพบ นอกจากเรื่องของหลิงหยวนโหวแล้ว ก็ยังมีเรื่องนี้เป็นสำคัญ เพราะเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มแทบจะเป็นต้นคิดนโยบายต่างๆ ที่เมืองหลิงหยวน เขาย่อมเปิดกว้างที่จะยกหางให้ตระกูลเจียงที่มาตั้งรกรากใหม่
ขุนนางแห่งเจียงหนาน แม้จะขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเรื่องสายน้ำ รู้จักการขุดคลอง กั้นเขื่อน เปิดทางน้ำอย่างชำนาญ เพราะเติบโตมากับแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ใกล้แม่น้ำ ทะเล เต็มไปด้วยการค้า
ทว่าความชำนาญนั้น เป็นเพียงการควบคุมน้ำ… มิใช่การรับมือภัยพิบัติ
น้ำท่วมใหญ่เช่นครั้งนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเผชิญมาก่อน
มิใช่เพียงน้ำหลาก เพราะเจียงหนานไม่ท่วม แต่คือผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกันนับหมื่นนับแสน
เมืองที่เคยเป็นระเบียบ กลับแน่นขนัดไปด้วยผู้อพยพ ตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยผู้คน นอกกำแพงเมืองยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
แต่ขุนนางเหล่านั้น กลับไม่รู้จะจัดการคนอย่างไร
พวกเขาคุ้นเคยกับตัวเลขภาษี คุ้นเคยกับการแบ่งที่ดิน คุ้นเคยกับการคำนวณรายได้จากพ่อค้า
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงชนที่หิวโหย และไร้ที่พึ่งพิง
สิ่งที่มี… กลับเป็นเพียงความลังเล และความสับสน
การเปิดยุ้งฉางเพียงครั้งเดียว ก็ถูกมองว่าเพียงพอแล้ว
ที่เหลือ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อค้า
เพราะในเจียงหนาน เงิน…มักพูดได้ดังกว่ากฎหมาย
ขุนนางจำนวนไม่น้อย จึงเลือกยืนอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุด ปล่อยให้พ่อค้าตั้งโรงทาน แล้วตนเอง… รับชื่อเสียงตามหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมืองที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ความคิดของคนส่วนใหญ่ กลับมิได้มุ่งไปที่ การแก้ปัญหา แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์
จะเก็บภาษีอย่างไร
จะรีดไถ่ผู้ใด
จะดึงเงินจากพ่อค้ากลุ่มใดได้มากที่สุด
สิ่งเหล่านี้ กลับถูกคิดคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน มากกว่าชีวิตของผู้คนที่ล้นเมืองเสียอีก
ดังนั้น เจียงหนานในยามนี้ แม้ภายนอกจะยังดูรุ่งเรือง
แต่ภายใน กลับเริ่มสั่นคลอนอย่างช้าๆ เพราะผู้ที่ควรควบคุมสถานการณ์ ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันจริงๆ เลย
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยอย่างเรียบสงบ
“กระหม่อมคิดว่าวิธีการรับมือกับผู้อพยพ ไม่น่าจะต่างกันมากนักพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ชินอ๋องเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าว่ามา”
“แทนที่จะให้ผู้อพยพอยู่รวมกันแล้วพึ่งพาเพียงโรงทาน มิสู้ให้พวกเขามีทางออกของตนเอง …ที่เหออัน กระหม่อมให้คนประกาศรับซื้อถั่วเหลือง จินละสิบอีแปะพ่ะย่ะค่ะ”
คำกล่าวนั้นทำให้อู๋ชินอ๋องชะงักไปเล็กน้อย
แววตาฉายความไม่เข้าใจอย่างชัดเจน
เนื่องจาก…สิ่งที่เรียกว่าเต้าหู้ กลับยังไม่เคยผ่านหูเลยแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะเรื่องอาหารเช่นนี้ อาจแพร่หลายในหมู่พ่อค้า แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในจวนอ๋อง ซึ่งเต็มไปด้วยสำรับโอชะทุกมื้อย่อมไม่ยังรู้จัก
“ผู้ใดมีถั่วเหลือง สามารถนำมาขายได้ ชาวบ้านที่ยังมีบ้านเรือน… ก็เริ่มทยอยกลับไปเพาะปลูก โชคดีที่นายอำเภอเหออันคนใหม่เข้าใจว่าถั่วเหลืองปลูกง่าย ใช้เวลาไม่นาน จึงสนับสนุนเมล็ดพันธุ์บางส่วน แล้วค่อยให้ชาวบ้านนำมาคืนเมื่อได้ผลผลิต”
“ทุกวันนี้ แม้เหออันยังมีคนไร้บ้านอยู่บ้าง แต่ผู้ที่ยังมีที่ดิน… ส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างสงบ
“เรื่องนี้หลิงหยวนโหวก็ทราบ ที่เมืองหลิงหยวนเอง ก็แทบไม่มีผู้อพยพแล้วเช่นกัน อย่างน้อย…ยังดีกว่าได้เพียงข้าวต้มวันละมื้อโดยไร้ทางเลือก”
โถงเงียบลงอีกครั้ง อู๋ชินอ๋องมองเขานิ่ง แววตาค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
“อืม… ใช้คนเลี้ยงตัวเอง”
เจียงมู่ไป๋ไม่ตอบ เพียงค้อมศีรษะรับคำ
แต่อู๋ชินอ๋องยังไม่คลายความสงสัย เพราะไม่รู้เรื่องเต้าหู้
“แล้วเจ้าจะรับซื้อถั่วเหลืองไปถึงเมื่อใด ราคาสิบอีแปะต่อจิน… นั่นถือว่าสูงไม่น้อย หากชาวบ้านแห่กันไปปลูกทั้งหมด มิใช่ว่าจะล้นตลาดหรือ”
น้ำเสียงของเขาไม่ใช่ตำหนิ แต่เป็นการมองเห็นปัญหาในอนาคต
“หรือว่า… ตระกูลเจ้าจะเปลี่ยนไปเลี้ยงหมูเสียแล้ว?”
คำถามสุดท้ายคล้ายหยอก แต่แฝงการหยั่งเชิงอยู่ไม่น้อย
เจียงมู่ไป๋จึงตอบอย่างใจเย็น ชั่งน้ำหนักทุกอย่างของเรื่องราว แล้วแต่งออกมาเป็นบทใหม่ที่สมเหตุสมผล
“เมื่อก่อน กระหม่อมป่วยหนัก ไม่อาจกินอาหารหนักเช่นคนทั่วไปได้ น้องสาวบุญธรรมของกระหม่อม เคยร่ำเรียนวิชาหมอมาบ้าง จึงรู้ว่าถั่วเหลืองมีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยพวกโรคตาบอดตอนกลางคืนของชาวบ้านได้ด้วย นางกับมารดากระหม่อมที่พอมีฝีมือครัวอยู่บ้าง นำมาทดลองทำเป็นอาหารชนิดหนึ่ง เรียกว่า ‘เต้าหู้’ พ่ะย่ะค่ะ มันให้เนื้อสัมผัสนุ่ม กินง่าย สามารถใช้แทนเนื้อสัตว์ได้ ทำอาหารได้หลากหลายประเภท”
อู๋ชินอ๋องฟังเงียบๆ สายตาที่มองเขา เริ่มมีความสนใจจริงจังขึ้นมา
“กระหม่อมจึงซื้อร้านเปล่ามาทำเป็นร้านขายเต้าหู้ไว้เป็นสินเดิมให้นาง เต้าหู้ขายเพียงจินละแค่ยี่สิบอีแปะ ทำอาหารได้สี่ถึงห้าจาน สามารถรับประทานแทนข้าวได้ ทั้งยังถูกกว่ามาก จึงกลายเป็นที่นิยม กระหม่อมจึงยังสามารถรับซื้อถั่วเหลืองได้เรื่อยๆ พ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ครอบคลุมทั้งปากท้อง และเศรษฐกิจ
อู๋ชินอ๋องนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ
“ดี… ดีจริง ๆ!” เซียวฟู่หยวนหัวเราะเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“มิใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังผูกให้เป็นทางรอดระยะยาว”
เขาเอนกายพิงพนัก มือเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างครุ่นคิด
“ยามนี้… พ่อค้ารายใดบ้างที่ไม่เริ่มกักตุนข้าวสาร ราคาข้าวเดิมจินละห้าสิบอีแปะ บัดนี้… ขึ้นไปถึงจินละร้อยยี่สิบอีแปะแล้ว”
น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความไม่พอใจชัดเจน
“หากมีของกินอย่างเต้าหู้… ราคายี่สิบอีแปะ พวกพ่อค้าหน้าเลือดเหล่านั้น คงได้สะดุ้งกันบ้าง”
เขาเงยหน้ามองเจียงมู่ไป๋ตรงๆ
“เช่นนั้น… เจ้าจะนำเต้าหู้มาขายที่เจียงหนานหรือไม่”
น้ำเสียงดูเหมือนเพียงถาม แต่แท้จริง คือการเปิดทางอย่างชัดเจน
ไม่สนว่าพวกเขาจะอยากกลายมาเป็นขุนนางในอนาคตแล้วมีข้อห้ามมากมายอย่างเรื่องค้าขาย แต่พระองค์ยินดีจะช่วยรับรองสถานะให้ด้วยพระองค์เอง
[1] นิยมตัดแขนเสื้อ หรือ ต้วนซิ่วจือผี่ เป็นสำนวนจีนที่มีความหมายแฝงสื่อถึง ชายรักชาย หรือความรักระหว่างบุรุษ สำนวนนี้มีที่มาจากตำนานรักในสมัยราชวงศ์ฮั่นของ จักรพรรดิฮั่นอายตี้กับมหาดเล็กหนุ่มชื่อต่งเสียน วันหนึ่งขณะที่ทั้งสองกำลังนอนพักผ่อนด้วยกัน ต่งเสียนได้นอนทับแขนเสื้อของจักรพรรดิจนหลับไป เมื่อจักรพรรดิมีธุระด่วนต้องลุกขึ้น แต่ไม่ทรงอยากปลุกต่งเสียนให้ตื่น จึงทรงใช้กระบี่ ตัดแขนเสื้อ ของพระองค์ออกเพื่อให้คนรักนอนหลับต่อไปได้อย่างสบาย
[2] พระปิตุลา คือ ลุง