LNCrawler

ตอนที่ 200

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 200

ตอนที่ 200


 

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับเพียงยิ้มบางๆ

“เพียงโรงงานที่เหออัน ก็ผลิตแทบไม่ทันแล้วพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้มีพ่อค้าจากเจียงหนานจำนวนมาก สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าแล้ว คิดว่าอีกไม่นาน เต้าหู้ก็คงมาถึงที่นี่เอง”

คำตอบนั้นสุภาพ แต่ปฏิเสธอย่างชัดเจน เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่อยากปะทะการค้ากับพ่อค้าข้าวในเจียงหนานโดยตรง นี่เป็นเรื่องที่ทั้งเขากับเหยาอวี้ใคร่ครวญมาดีแล้ว

เพราะแค่ร้านผ้าไหมที่มาขยายที่เจียงหนานก็มากพอแล้ว แม้จะเปลี่ยนให้หลงจู๊เป็นผู้ดูแลแล้วก็ตาม ส่วนเรื่องเต้าหู้นั้นคุกคามพ่อค้าข้าวมากเกินไป อีกทั้งต่อไปก็จะมีเรื่องกลั่นน้ำทะเลอีก ไม่แน่ว่าตระกูลเจียงก็จะขอสิทธิ์การผลิตเกลือได้ในอนาคต ดังนั้นจึงไม่ควรเปิดเผยกิจการที่เจียงหนานมากนัก

เซียวฟู่หยวนพยักหน้าเล็กน้อย

“เช่นนั้นหรือ…คงเป็นเพราะช่วงนี้ข้าต้องจัดการผู้อพยพมากเกินไป จึงไม่ทันรับรู้ข่าวสารพวกนี้ …เอาล่ะๆ พวกเจ้าก็ดูแลเรื่องผลิตเต้าหู้ให้ดีเถิด”

จากนั้นเจียงมู่ไป๋ก็เปิดเรื่องพูดคุยถึงการจัดการน้ำทันที

เขาไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป โดยไม่รู้ว่าท่านอ๋องจะสั่งการต่อหรือไม่ก็ตาม

แต่อย่างน้อยก็ให้ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเจียงหนานได้ตระหนักเรื่องน้ำ โดยที่เขาไม่เอ่ยถึงเรื่องภัยแล้งแม้แต่นิดเดียว

เหตุผลก็คล้ายกับที่อ้างกับหลิงหยวนโหวก่อนที่เขาจะรู้เรื่องคำทำนายภัยแล้ง

…เขาอ้างว่าเป็นเพื่อควบคุมเรื่องโรคระบาดเท่านั้น

..

..

อู๋ชินอ๋องเอนกายเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้าๆ

“ต่อไป… หากมีเรื่องใดในเจียงหนาน เจ้าสามารถแจ้งกับขันทีของข้าได้”

เจียงมู่ไป๋ค้อมศีรษะทันที

“ขอบพระคุณท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”

อู๋ชินอ๋องโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไปเถิด เตรียมตัวสอบให้ดี เจียงหนาน… อาจต้องพึ่งเจ้าในวันหน้า”

เซียวฟู่หยวนพูดอย่างเหนื่อยล้า ตั้งแต่ล้มป่วยครั้งนั้นพระวรกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง การพูดคุยวันนี้ถือว่าฝืนตนเองไม่น้อย ยังคิดว่าจะให้คนไปหาซื้อเต้าหู้มาทำอาหารสักหน่อย

เจียงมู่ไป๋คารวะอีกครั้ง ก่อนถอยออกไปอย่างสงบ

ทิ้งไว้เพียงอู๋ชินอ๋องที่นั่งนิ่งอยู่บนที่สูง

แววตาแฝงรอยยิ้มบางๆ นึกถึงป้ายหยกประจำตัวของหลิงหยวนโหว

“หลิงหยวนโหว…เจ้า…เลือกคนไม่เลวเลยจริงๆ”

ต้วนข่าย : ‘พระองค์เข้าพระทัยผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ…’


 

เสิ่นลั่วหยาค่อยๆ แหวกผ้าม่านรถม้าขึ้นอีกครั้ง ซึ่งก็นับไม่ถ้วนแล้วว่านางชะโงกหน้ามองออกไปกี่หน ทว่าใจกลับยังไม่สงบลงแม้แต่น้อย รถม้าของนางจอดเทียบอยู่ไม่ไกลจากหน้าจวนอู๋ชินอ๋อง เสียงคนเข้าออกและความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ซึ่งนางยังไม่อาจเอื้อมถึง

ฐานะของนางเป็นเพียงสตรี ต่อให้เข้าเรียนในสำนักได้ ก็หาใช่หน้าที่โดยแท้จริงไม่ นางจะมา จะไป ย่อมไม่มีผู้ใดว่า เพียงเอ่ยขอออกไปซื้อขนมที่ร้านหยุนหลิงถัง เสิ่นเพ่ยจงก็ตอบรับโดยง่ายดาย สำหรับเขาแล้ว การที่บุตรสาวไม่สร้างความวุ่นวายในสำนักเรียน ดูจะเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งกว่า

เหตุการณ์ในโถงเรียนเมื่อวาน ทำให้นางต้องทบทวนตนเองใหม่ นางอยู่ในโลกนี้มาหนึ่งปีแล้ว ย่อมเข้าใจดีว่าการท้าทายจารีตโดยตรงนั้น มิใช่เรื่องที่ผู้ใดจะทำได้ง่ายดาย หากมิใช่เพราะต้องการดึงดูดสายตา นางก็คงไม่แสดงออกอย่างมุทะลุเช่นนั้น

แท้จริงแล้ว นางหาได้สนใจบัณฑิตพวกนั้นไม่ ในเมื่อโชคชะตานำพานางให้มีชีวิตใหม่ราวปาฏิหาริย์

บุรุษที่คู่ควรกับนาง ก็ควรเป็นถึงองค์ชาย หรืออย่างน้อยก็ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้จุดสูงสุดของอำนาจ

ทว่าสืบไปสืบมา ฮ่องเต้ในปัจจุบันขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุเพียงสิบเก้าปี ผ่านมาเก้าปี ไทจื่อกลับมีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น

นางที่ถึงวัยปักปิ่นแล้ว หากจะเข้าสู่วัง ก็ทำได้เพียงเป็นสนมระดับล่าง มิหนำซ้ำยังอยู่ไกลถึงเจียงหนาน

บิดาเป็นเพียงอาจารย์ใหญ่ของสำนักเรียน มิได้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงราชสำนัก ต่อให้เข้าไปได้จริง ก็คงเป็นเพียงเงาหนึ่งที่ถูกกลืนหายไปในตำหนักเย็น

จวนอู๋ชินอ๋องเคยเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในใจนาง แต่เมื่อรู้ว่าเจ้าของจวนเป็นแค่ตาแก่คนหนึ่งที่โรคภัยรุมเร้า ทั้งยังมีสนมมากมาย และชีวิตในจวนเต็มไปด้วยการแข่งขัน นางก็ถอยห่างโดยไม่ลังเล แม้จะมีโอรสอยู่หนึ่งคน ทว่าเป็นเพียงเด็กที่ขาดมารดา มิได้มีสิ่งใดให้นางยึดเกาะ

อีกทั้งการเจอชนชั้นสูงนั้นยากมาก ไม่ต้องพูดถึงวังหลวง แค่ข้ามมาฝั่งเหนือของเจียงหนานก็ยากที่จะกลมกลืนแล้ว ต่อให้นางมีความคิดก้าวหน้าเพียงใด ก็ไร้ทรัพยากรที่จะยืนหยัด ยกตัวอย่างเช่นร้านชาในเจียงหนานบน ชาถูกสุดก็ป้านละสิบตำลึงเงินแล้ว

กระทั่งการปรากฏตัวของเจียงมู่ไป๋

เพียงแวบแรกที่ได้เห็น ใบหน้าของเขาก็งดงามเหนือผู้ใดที่นางเคยพบ แม้แต่ดาราในชีวิตก่อนหน้าก็ยังไม่อาจเทียบเคียง

ความสามารถของเขายิ่งโดดเด่น ท่าทีเย็นชา ไม่แยแสผู้ใด กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ดูสูงศักดิ์เกินเอื้อม

ยิ่งเมื่อรู้ว่าตระกูลของเขาสามารถครอบครองจวนในฝั่งเหนือของเจียงหนาน อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากอู๋ชินอ๋อง นางก็ยิ่งมั่นใจว่าบุรุษผู้นี้จะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในภายหน้า

เช่นนั้นแล้ว นางจะปล่อยมือได้อย่างไร

แม้เขาจะเย็นชาเพียงใด ในสายตานางกลับเป็นเพียงความท้าทาย

ในยุคที่บุรุษล้วนมีสามภรรยาสี่อนุ ข้างกายเขากลับมีเพียงบ่าวชายวัยกลางคน ไร้แม้กระทั่งถงฟาง

เรื่องที่เคยยกเลิกหมั้นหมายเพราะล้มป่วยนั้น เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ในยามนี้ กลับดูไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย ร่างกายสูงโปร่ง แข็งแรงเกินวัย ใบหน้าสง่างามไร้ร่องรอยของความอ่อนแอ

นางจึงสรุปเอาเองอย่างมั่นใจว่านี่อาจเป็นเพียงข่าวลวงที่เขาปล่อยออกมาเพื่อกันสตรีให้ห่างไกล

ความคิดนั้นยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าทุกสิ่งล้วนเป็นพรหมลิขิต

บุรุษไร้พันธะ… ที่รอคอยการปรากฏตัวของนาง

ขณะที่ความคิดกำลังโลดแล่นไปไกล

หน้าประตูจวนอ๋องก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น

บ่าวรับใช้เปิดประตูออกอย่างเป็นระเบียบ เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากภายในอย่างสง่างาม

เขาก้าวออกมาจากจวนด้วยอาภรณ์ยาวสีครามเข้ม เนื้อผ้าเรียบลื่นแนบสายตา ไม่ฉูดฉาดแต่กลับดูสง่างามอย่างยิ่ง แขนเสื้อกว้างทอดตัวพลิ้วตามจังหวะก้าวเดิน เส้นสายทั้งหมดเรียบง่ายไร้ลวดลาย ทว่ากลับขับให้รูปร่างสูงโปร่งดูโดดเด่น

แสงยามบ่ายทอดลงบนใบหน้าคมคาย

งดงาม… และเย็นชา

จนราวกับบุรุษผู้นี้มิใช่คนธรรมดา แต่เป็นภาพที่หลุดออกมาจากตำนาน

เสิ่นลั่วหยาชะงักนิ่งอยู่หลังม่านรถม้า

หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ราวกับในวินาทีนั้น

โลกทั้งใบ… เหลือเพียงเขาเพียงผู้เดียว

“พี่รองเจียง…”

เสียงเรียกถูกบีบให้หวานจนแทบหยดย้อย อ่อนนุ่มราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้มในยามเช้า

เสิ่นลั่วหยาก้าวลงจากรถม้าอย่างแช่มช้า

วันนี้นางมิได้สวมชุดเช่นถงเซิงในสำนักเรียน แต่เป็นอาภรณ์ยาวสีชมพูอ่อน เนื้อผ้าบางเบาไหวพลิ้วไปตามลม ลวดลายปักดอกไม้ละเอียดอ่อนแทรกอยู่ทั่วตัวชุด สีขาวอมชมพูของกลีบดอกขับกับพื้นผ้า ยิ่งทำให้ทั้งตัวนางดูอ่อนโยน นุ่มนวล และงดงามอย่างยิ่ง

ชายแขนเสื้อกว้างยาว เคลื่อนไหวช้าๆ ตามจังหวะก้าว ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต

เรือนผมดำขลับถูกเกล้าครึ่งหัวเป็นมวยสูงอย่างประณีต มีปอยผมบางส่วนปล่อยลงข้างแก้ม เพิ่มความอ่อนหวาน ปักปิ่นเงินประดับอัญมณีสีอ่อน แซมด้วยปิ่นดอกไม้เล็กๆ ที่สั่นไหวตามการเคลื่อนไหว ทุกองค์คาพยพ ตั้งแต่ปลายผมจรดชายกระโปรง ล้วนบ่งบอกชัดเจนว่า นี่คือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในห้องหอ มิใช่สตรีที่นั่งถกตำราในสำนักเรียนเมื่อวานแม้แต่น้อย

ยังไม่ทันที่เจียงมู่ไป๋จะหันไปตามเสียงเรียกนั้น

รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาหยุดลงตรงหน้าอย่างนุ่มนวล เหมาะกะเวลาไว้เหมาะเจาะ

ตัวรถประดับลวดลายประณีต แกะสลักตราตระกูลเจียงอย่างชัดเจน เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของผู้มีฐานะ

ผ้าม่านถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว

ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเด็กสาวโผล่ออกมาพร้อมรอยยิ้มสดใส

“พี่รอง!”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความยินดีอย่างไม่ปิดบัง

เจียงจื่อหรงแทบจะกระโดดลงจากรถม้าด้วยซ้ำ นางดีใจยิ่งที่ได้ยินข่าวว่าเจียงมู่ไป๋เข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋อง

ทั้งเขายังให้คนไปแจ้งที่จวนตระกูลรองว่าจะพาเหยาอวี้ไปเที่ยวชมเมือง นางที่กลับมาตัวติดกับเหยาอวี้เช่นเคย จึงได้อานิสงค์นี้ติดตามมาด้วย

เจียงมู่ไป๋มองหน้าน้องสามอย่างจนใจ บางทีเขาควรรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมีตัวแถมติดตามมา

เจียงจื่อหรงสมกับที่เรียกขานเขาว่าพี่รองมาหลายปี แค่เห็นแววตาเอือมระอานั้นก็เข้าใจโดยทันที แต่หาได้สะทกสะท้านไม่ ริมฝีปากเล็กเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างยั่วเย้า เมื่อก่อนท่านต้องอดทนเช่นนี้ วันนี้ก็ต้องเป็นเช่นนั้น

“เห็นหน้ายินดีของท่านแล้ว ข้ารู้สึกดียิ่งเจ้าค่ะ”

ช่วยไม่ได้ละนะ ก็นางอยากมานี่!

เจียงมู่ไป๋ก็คร้านจะสนใจตัวก่อกวน เขามองผ่านตัวรถม้าเข้าไปเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งส่งยิ้มให้เขาเช่นกัน