LNCrawler

ตอนที่ 201

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 201

ตอนที่ 201


 

ขณะที่กำลังก้าวขึ้นไปบนรถม้า สตรีที่ถูกหลงลืมไปแล้ว กลับรีบก้าวเข้ามาประชิดทันที

“นี่คือน้องสาวของท่านหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของเสิ่นลั่วหยาอ่อนโยน เต็มไปด้วยไมตรี

ทว่าคำพูดเพียงประโยคเดียว

กลับทำให้ทั้งสามคนมีสีหน้าต่างกันออกไป

“นางคือผู้ใดหรือพี่รอง” เจียงจื่อหรงถามทันที

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับเผยสีหน้ารำคาญไม่ปิดบัง

เสิ่นลั่วหยาคิดว่าคงเป็นเพราะเมื่อวานนางวางหมากเร็วไปหน่อย ชายหนุ่มจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูก ว่าจะแนะนำตนเช่นไรกันน้องสาว

ซึ่งหญิงสาวก็หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งยังช่วยหาบันไดลงให้เขา

“ข้าชื่อเสิ่นลั่วหยา เป็นสหายหญิงกับพี่รองของเจ้า” เสิ่นลั่วหยากล่าวอย่างหมดจด ทั้งยังเน้นคำว่า สหายหญิง อย่างมีเลศนัย เพียงแค่นี้ก็คงทำให้น้องสาวเขารู้แล้วว่านางนั้นพิเศษ

ทว่าเจียงมู่ไป๋จะใช่ชายหนุ่มทั่วไปหรือ

“ข้าไม่รู้จักนาง”

เขากล่าวอย่างไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะก้าวบันไดขึ้นไปบนรถม้า แล้วสั่งให้ออกรถทันที

ทั้งเจียงจื่อหรง กับเหยาอวี้ถึงกับไว้อาลัยให้แม่นางเสิ่นทันที

โดยเฉพาะเจียงจื่อหรงที่เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้

เนื่องจากเมื่อก่อนเจียงมู่ไป๋ร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังมีสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้ว นางจึงไม่เคยได้ยินว่าพี่รองจะมีสหายหญิง หรือผู้หญิงใดข้างกายเขาเลย

ภายในรถม้า บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่

ก่อนที่เจียงจื่อหรงจะกระแอมเบาๆ แล้วหันไปมองพี่ชายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“อะแฮ่ม… ท่านไปเรียน หรือไปทำสิ่งใดกันแน่ เพียงวันเดียว ก็มีสตรีมาอ้างเป็นสหายหญิงเสียแล้ว จุจุจุ… พี่รอง ท่านคงไม่ได้กลายเป็นคุณชายดอกไม้[1]ไปแล้วกระมัง”

คำพูดนั้นทำให้เหยาอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดหัวเราะออกมา

ภาพของเจียงมู่ไป๋ที่ไปเกี้ยวสตรี…

นางนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

‘ก่อนหน้าแทบไม่เจอกันก็ดีอยู่แล้วเชียว มายามนี้อวี้เอ๋อร์ต้องมาถูกยัยเด็กแก่แดดพาเสียคนอีกแล้ว’

เจียงมู่ไป๋คิดพลางส่งสายตาเย็นเฉียบ

ทำให้ทั้งสองคนหุบยิ้มลงแทบไม่ทัน

เจียงมู่ไป๋มองพวกเจียงจื่อหรงนิ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“น้องสาม หากเจ้าคัดตำรานวี่เจี๋ย[2]ยังไม่พอ ข้าสามารถแจ้งฮูหยินเจียงได้ว่าเจ้าควรคัดตำรานวี่เอ๋อร์จิง[3]เพิ่ม”

เจียงจื่อหรงถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะทำหน้าบึ้งทันที

“ท่านก็ขู่ข้าด้วยเรื่องนี้อยู่ได้! ต่อไปข้าจะไม่ให้น้องสี่มาเจอท่านแล้ว!”

คำพูดนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋เงียบลงไปจริงๆ เหมือนถูกจับจุดอ่อนได้อย่างแม่นยำ

เหยาอวี้ที่ถูกพาดพิงถึง ได้แต่ยิ้มแห้งๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ

เจ้าพวกคนแซ่เจียงนี่…เก่งแต่หาเรื่องกันเองจริงๆ

แต่คิดไปคิดมา นางก็ได้แต่เงียบ

เพราะตอนนี้…นางเองก็แซ่เจียงเช่นกัน 


 

รถม้าค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดนิ่งอย่างนุ่มนวลหน้าโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ฝั่งเหนือของเจียงหนาน ไม่ไกลจากจวนอ๋องนัก

ป้ายไม้แกะสลักแขวนอยู่เหนือประตู ตัวอักษรเขียนด้วยพู่กันอย่างทรงพลังว่า

‘หลิวเยวี่ยจิ่วโหลว’

ตัวอาคารสูงสามชั้น หลังคาโค้งยกขึ้นงดงามตามแบบเมืองเจียงหนาน ชายคาประดับโคมแดงเรียงราย แกว่งไหวตามสายลมเบาๆ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจากด้านใน ผสมกับเสียงพูดคุยคึกคักของแขกเหรื่อที่แต่งตัวหรูหราทั้งหมด

หน้าประตูมีเด็กวิ่งรับแขกยืนรออยู่ เห็นรถม้าตระกูลเจียงก็รีบก้าวเข้ามาต้อนรับทันที

ไม่นานนักก็มีรถม้าอีกคันจอดลง

ผู้ที่ลงมา ย่อมจะเป็นผู้ใดไปไม่ได้

เสิ่นลั่วหยา…นั่นเอง

หลิวเยวี่ยจิ่วโหลวในช่วงบ่ายย่อมไม่มีที่ว่างหากไม่ให้คนมาจองไว้ ดังนั้นเสิ่นลั่วหยาที่มาแบบกะทันหันจะมีที่นั่งได้อย่างไร แต่นางกลับมีความมั่นใจที่ไร้ผู้ใดเปรียบ

ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็นำทางนาง…

พอแซ่เจียงทั้งสามมองประตูห้องที่ถูกเปิดกะทันหันก็ต้องแปลกใจ

เสี่ยวเอ้อร์ที่ดูแลลูกค้ามานานก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาผิดปกติ จึงรีบกล่าวให้พ้นตัวว่า

“แม่นางเสิ่นบอกว่าเป็นสหายของคุณชายขอรับ”

เสิ่นลั่วหยาย่อมพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ในฐานะบุตรีของเสิ่นเพ่ยจง แม้จะเพิ่งเคยมาร้านเป็นครั้งที่สอง แต่พวกเขามีหรือจะกล้าคิดว่านางโกหก

ใบหน้าที่เย็นเฉียบของเจียงมู่ไป๋แข็งค้างไปทันที เขาถึงกับไร้คำพูด เมื่อต้องเจอกับสตรีเช่นนี้

ส่วนเหยาอวี้ได้แต่แค่นหัวเราะอย่างจนใจ

ถึงอย่างไรพวกนางก็เพิ่งมาถึงเจียงหนาน ดูจากความมั่นใจและการแต่งกายของอีกฝ่ายแล้วคงมีฐานะและชื่อเสียงที่ไม่ธรรมดากระมัง

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เหยาอวี้โบกมือแล้วพยักหน้าในเสี่ยวเอ้อร์ที่เริ่มร้อนรนผู้นั้น

เสี่ยวเอ้อร์ก็เหมือนได้รับการอภัยโทษ จึงรีบขออภัยแล้วออกไปทันที

ทว่าเสิ่นลั่วหยากลับไม่รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไปเลยแม้แต่น้อย รีบก้าวมานั่งลงข้างเจียงจื่อหรง ที่นั่งถัดจากเหยาอวี้ ทำให้อีกข้างของนางเป็นเจียงมู่ไป๋แบบพอดิบพอดี

เมื่อได้ที่นั่งตรงใจ จึงกล่าวอย่างเป็นกันเองกับเหยาอวี้นั่งอีกข้างของเจียงมู่ไป๋ว่า

“เจ้าคือคุณหนูสี่เจียงหรือ?”

เมื่อวานหลังถูกบิดาสั่งสอนและให้คุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพบุรุษ แม้นางจะไม่ยินยอมเพียงใด แต่ในยุคที่ชายเป็นใหญ่นี่นางก็ต้องยอมไปก่อน แล้วไม่นานบิดาก็ใจอ่อนให้คนมาปล่อยตัวก่อนกำหนด

นางจึงใช้เวลานั้นสืบข้อมูลของตระกูลเจียงมาเท่าที่จะทำได้

จึงพอรู้ว่าที่ตระกูลเจียงมีชนรุ่นหลานน้อยนัก และมีเด็กหญิงอยู่คนหนึ่งที่เพิ่งถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลรองเมื่อไม่นาน

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้รู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับความกล้าหาญของอีกฝ่าย กระทั่งว่าตู้เถียนเถียนก็ยังไม่เคยก้าวล้ำจารีตเช่นนี้

เรื่องสหายหญิงอะไรนั่น นางย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว

คนอย่างเจียงมู่ไป๋อย่าว่าแต่สหายหญิงเลย แค่บัณฑิตด้วยกันเขายังไม่คิดจะคบค้าด้วย หากไม่ใช่มีคนหลุดตรวจสอบมาอย่างหลินฉางเฟิง นางก็คิดว่าเขาคงไม่มีสหายอีกแล้วในชีวิต

เสิ่นลั่วหยากลับยิ้มอ่อนยิ่งกว่าเดิม

“ดีเลย ในเมื่อพวกเจ้าเป็นน้องสาวของพี่รองเจียง ข้าย่อมช่วยดูแลพวกเจ้าได้” นางเอ่ยต่ออย่างลื่นไหล “ได้ยินว่าพวกเจ้าเพิ่งมาถึงเจียงหนานไม่นาน สถานที่หลายแห่งย่อมยังไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำชา ร้านเครื่องประดับ หรือแม้แต่ตลาดเกลือและท่าเรือ ข้าล้วนรู้จักทั้งสิ้น หากมีสิ่งใดสงสัย หรืออยากไปที่ใด เพียงบอกข้า ข้าย่อมพาไปได้”

ท่าทีอ่อนโยน สุภาพ และเป็นมิตร

ราวกับคุณหนูผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดี

นางคิดได้แล้ว ว่าอย่างไร…บุรุษยุคนี้ต้องชอบสตรีอ่อนหวานแน่นอน ก็แค่ต้องให้เกียรติเขาบ้าง แล้วค่อยตะล่อมด้วยปัญญาอันเฉียบแหลม หรือคอยสนับสนุนความคิดในตอนที่เขาติดขัด ด้วยความรู้ที่กว้างขวางของนาง ต่อไปเขาก็จะต้องมองนางด้วยสายตาใหม่แน่นอน

หากได้มีโอกาสใกล้ชิด ก็ย่อมเปิดใจได้ง่าย

เมื่อเห็นว่าเขาดูจะให้ความใส่ใจพวกน้องสาว นางจึงคิดว่าจะผูกไมตรีกับพวกนางไว้

เจียงจื่อหรงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย จึงปฏิเสธเหมือนที่เหยาอวี้เคยกล่าวกับตู้เถียนเถียนว่า

“พวกข้าอาจต้องขออนุญาตผู้ใหญ่ในจวนก่อน ไม่อาจทำตามใจได้เจ้าค่ะ”

เสิ่นลั่วหยาได้ยินแล้วกลับหัวเราะเบาๆ แววตาฉายประกายมั่นใจอย่างไม่ปิดบัง

“ใครบอกว่าเป็นสตรีแล้วต้องอยู่แค่ในเรือน” นางเอนตัวเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความท้าทาย “หากเจ้าไม่ก้าวออกมา จะมีวันใดได้เห็นโลกกว้างกันเล่า”

นางยกมือแตะโต๊ะเบาๆ คล้ายเน้นคำพูดของตน

“อยู่แต่ในเรือน… ฟังแต่คำสั่ง ความคิดก็ย่อมแคบลงไปตามกรอบนั้น ต่อให้มีปัญญาเพียงใด หากไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส ก็เป็นได้เพียงสตรีที่ถูกตีกรอบไว้ในกรงขังเท่านั้น”

เสิ่นลั่วหยามองเจียงจื่อหรงตรงๆ ยิ่งเห็นแววตาที่ตื่นตะลึงนั้นก็ยิ่งลำพองใจ

“สตรีแท้จริง… มิได้ด้อยกว่าบุรุษ จะเรียนรู้ จะเดินทาง จะค้าขาย หรือแม้แต่คิดอ่านเรื่องใหญ่ ล้วนทำได้ทั้งสิ้น เพียงแต่โลกนี้… ไม่เคยเปิดโอกาสให้พวกเราเท่านั้น”

คำพูดนั้นลื่นไหล มั่นใจ ราวกับนางกำลังยืนอยู่เหนือกรอบเดิมของสังคม

“หากพวกเจ้ายังยึดติดกับคำว่า ‘ควร’ และ ‘ไม่ควร’ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเพียงสตรีที่รอให้ผู้อื่นกำหนดชีวิต”

นางเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาแฝงประกายบางอย่างที่ยากจะมองข้าม

“แต่หากกล้าก้าวออกมา… โลกที่กว้างใหญ่กว่านี้ ก็ย่อมเป็นของพวกเจ้าเช่นกัน”

คำพูดของนาง มิใช่เพียงชักชวน

แต่เหมือนตั้งใจให้ผู้ใดบางคนได้ยิน และหันมามองนาง ในฐานะสตรีที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างแท้จริง

แต่นอกจากเจียงมู่ไป๋ที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

ก็มีเพียงเจียงจื่อหรง กับเหยาอวี้เท่านั้นที่ตกตะลึงอย่างมาก

แน่นอนว่าสำหรับเจียงจื่อหรงนั่น การกล่าววาจากระทบจารีตอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้ มิใช่เพียงแค่แปลกใหม่ แต่ยังกล้าหาญจนเกินไป

ความคิดในหัวนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตอบเช่นไร

อีกทั้งนางแค่บอกว่า….จะต้องขออนุญาตผู้ใหญ่ในจวนก่อนเท่านั้น มิได้บอกว่าออกจากเรือนไม่ได้ หรือถูกขังตามที่นางพูดเป็นตุเป็นตะอะไรนั่นสักหน่อย

‘แม่นางเสิ่นผู้นี้ ดูเหมือนสมองจะมีปัญหาหรือไม่?’

เจียงจื่อหรงครุ่นคิด

ทว่าเหยาอวี้กลับคิดไปอีกแบบหนึ่ง แววตาของนางไม่ใช่ความตกใจธรรมดา แต่เป็นการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง

ถ้อยคำเหล่านั้น…

ฟังดูไม่เหมือนเพียงสตรีหัวก้าวหน้าในยุคนี้ แต่คล้ายกับคนที่เห็นโลกอีกแบบหนึ่งมาแล้ว

ความคิดที่หลุดพ้นจากกรอบเดิม มิใช่เพียงการตั้งคำถาม แต่เหมือนมีคำตอบอยู่ก่อนแล้ว

หัวใจของเหยาอวี้เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

ความเป็นไปได้หนึ่ง…ผุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน

หรือว่า…

‘แม่นางเสิ่นผู้นี้…ก็มาจากอนาคตเช่นกัน?’ 





 

[1] คุณชายดอกไม้ หรือ ฮัวฮัวกงจื่อ (花花公子 - Huāhuā gōngzǐ) สื่อถึงชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตสำราญ เที่ยวเล่น และมักเกี่ยวข้องกับเรื่องรักใคร่


 

[2] นวี่เจี๋ย (女誡 - คำสั่งสอนสตรี) เขียนโดย ปันเจา (Ban Zhao) นักประวัติศาสตร์หญิงชื่อดัง เน้นเรื่องความถ่อมตัว การเคารพเชื่อฟัง และความสะอาดเรียบร้อย

[3] นวี่เอ๋อร์จิง (女兒經 - คัมภีร์ดรุณี) คัมภีร์ที่ใช้สอนเด็กหญิงตั้งแต่อายุยังน้อยเกี่ยวกับการวางตัวและการทำงานบ้านงานเรือน