ตอนที่ 203
ตอนที่ 203
ตอนที่ 203
โรงงานผลิตของตระกูลจินนั้นถูกแบ่งออกมาเป็นสองส่วนใหญ่ๆ
คือโรงผลิตเครื่องประทิบผิว และโรงระเหิดพิมเสน ทั้งสองโรงต่างมีจินเซียง และจินจื่อหาน เป็นผู้ดูแลสูตร และวิธีการทำเป็นหลัก และเมื่อได้พิมเสนบริสุทธิ์แล้วค่อยแยกส่งไปทำตลับหอม และหมึกหอมนั่นเอง
วันนี้เหยาอวี้มาเพื่อดูคุณภาพของพิมเสนดิบในรอบแรก และวิธีการผลิตของทั้งหมด เพื่อจะได้แนะนำปรับปรุง แล้วค่อยให้พวกจินต้าฉางจัดการต่อ
เจียงจื่อหรงรู้จักกับพวกตระกูลจินตั้งแต่ที่มาเจียงหนานกับจางซื่อ นางจึงทราบว่าเครื่องประทินจินฟู่นั้น ถูกพวกเขาผลิตนั่นเอง
มาครั้งนี้จึงได้เห็นตลับหอมมากมาย ทั้งยังได้ลองเขียนอักษรด้วยหมึกหอมนั้น ก็เกิดความประทับใจมาก
เด็กสาวนั่งรออยู่ข้างนอกกับเจียงมู่ไป๋อย่างรู้ความ และมองเหยาอวี้ที่เข้าไปคุยด้านในกับตระกูลจินอย่างชื่นชม
นี่คือความหมายของคำว่าเป็นสตรีก็ทำเรื่องใหญ่ได้สินะ?
นางจำคำพูดทั้งหมดของแม่นางเสิ่นผู้นั้นไม่ได้ แต่ตอนฟังนั้น นางกลับรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างบอกไม่ถูก มันทั้งโอหัง และขบถต่อธรรมเนียมปฏิบัติ
ยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว…
อาศัยแค่บอกว่า เท่าเทียม ก็เท่าเทียมได้เลยหรือ?
กระทั่งว่าแม่นางเสิ่นใจกล้าจะมานั่งกินข้าวในห้องเดียวกัน แต่ก็ไม่มีเงินจ่ายมิใช่หรือ?
เช่นนั้นความเท่าเทียมของนางคืออะไรกันแน่ ต่อให้นางเลี้ยงข้าวกลับ หากพูดว่าเท่าเทียมกัน เช่นนั้นอาหารมื้อนั้นก็ควรจะเท่ากันหรือไม่?
เพราะคำพูดและการกระทำที่ย้อนแย้งของเสิ่นลั่วหยานี่แหละ ที่ทำให้เจียงจื่อหรงยากจะเชื่อถือจริงๆ
นางต้องการความทัดเทียมกับบุรุษ แต่สิ่งที่สตรีควรทำ อย่างการรักษามารยาทกิริยาพื้นฐานนั้นกลับไม่มี?
มีอย่างที่ไหนวิ่งตามบุรุษหน้าไม่อายเช่นนี้
แต่กลับต้องการการยอมรับจากทุกคน
โลกมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?
ยิ่งคิดเจียงจื่อหรงก็อดเปรียบเทียบไม่ได้…
น้องสี่ของนางต่างหากที่สามารถกล่าวได้ว่าเก่งกาจทัดเทียมบุรุษ ทั้งวิชาความรู้ กิริยาและมารยาท
แม้ว่านางจะไม่เก่งเรื่องในเย็บปักถักร้อย หรือดีดพิณ แต่นางกลับช่วยคนได้ คิดค้นสิ่งที่ไม่มีใครคิดได้ มีปัญญาที่เหลือล้น แต่ก็ไม่เคยโอ้อวด
อีกทั้งยังปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้อย่างปกติ ขอแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น แม้แต่คนงานยังมีการตรวจโรค และให้เบี้ยขยัน
‘คนทำงานก็ต้องได้เงิน’
นี่คือสิ่งที่น้องสี่บอกนาง
ทุกอย่างบนโลกล้วนมีที่มา ทุกความภักดีมีการแลกเปลี่ยน และน้องสี่ก็ไม่เคยพูดว่าคนเท่ากัน นางบอกว่าคนไม่เคยเท่ากัน แต่โลกนี้ยุติธรรม ผลประโยชน์จะมอบให้แก่ผู้ที่คู่ควรเท่านั้น และความยุติธรรมจะนำมาซึ่งความเคารพ
ผู้ปกครอง หรือคน ที่ไร้ความยุติธรรม จะไร้ซึ่งความเคารพจากผู้อื่น แม้วันนี้จะเต็มไปด้วยเงินทอง อำนาจ ลาภยศ แต่ของพวกนี้เสื่อมถอยได้ตลอด ยิ่งถ้าได้มาโดยไม่ชอบธรรม สักวันก็ต้องหายไป
ดังนั้นน้องสี่จึงได้รับความเคารพกระมัง
เจียงจื่อหรงนับไล่ตั้งแต่พี่รอง ท่านอาสะใภ้ คนตระกูลพาน ตระกูลจิน ไหนจะคุณชายเซี่ย ยังมีอีกมากมายที่นางไม่รู้ หรือแม้แต่ตัวนางเอง
จินต้าฉางรู้เรื่องฮูหยินเถียนผู้นั้นแล้ว ภายในใจก็ได้แต่ทอดถอนใจ
คนเราล้วนเป็นเช่นนี้ การกระทำกำหนดชีวิต แม้มีวาสนาได้เจอหมอที่ดี แต่สุดท้ายก็ต้องสูญเสียทุกสิ่งเพราะการกระทำของตน
“หากไม่ได้ตระกูลเจียงช่วยหาที่ดินแถบนี้ เกรงว่าต่อให้พวกข้ามาถึงก่อนผู้อพยพก็ยากนักที่จะครอบครองได้” จินต้าฉางบอกเหยาอวี้ให้รู้
นางเพียงยิ้มแล้วไม่พูดอะไร เพราะรู้ว่าแท้จริงนั้นไม่เกี่ยวกับตระกูลเจียงเลย เป็นเจียงมู่ไป๋เท่านั้นที่จัดการให้
แม้ว่าโรงงานจะอยู่ทางใต้ก็ตาม แต่ก็สมควรแล้ว เพราะทางเหนือนั้นที่ดินแพงมาก และอาศัยอำนาจหลายฝ่าย การซื้อที่ดินมาทำโรงงานขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมสะดุดตากว่าการซื้อจวนมาก
“บังเอิญโชคดีจริงๆ เจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอกเพียงเท่านี้
แต่จินต้าฉางกลับไม่คิดแค่นั้น เพราะคนที่ส่งเรื่องเล่ามาให้คนเล่าเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมที่โรงเตี้ยมจินฟู่ในชิงเฟิงที่ปิดตัวไปนั้น ก็คือเจียงมู่ไป๋
ยามนี้ตระกูลจินมองสองพี่น้องคู่นี้เหมือนเป็นเทพโชคลาภของพวกตนไปแล้ว
หากทั้งคู่บอกไปตามเหนือ พวกเขาไม่มีทางไปใต้เด็ดขาด
“หมออวี้ ครั้งนี้น้าจางไม่มาด้วยหรือ” จินเซียงถาม
เหยาอวี้ทำหน้าไปถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “พอดีท่านแม่กลับไปจัดการเรื่องที่บ้านเดิม อีกนานคงจะมา แต่ท่านก็รับปากว่าจะมาหาข้าที่นี่แน่นอนเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องของครอบครัว พวกตระกูลจินก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพราะถึงจะไม่มีจางซื่อ สูตรเครื่องประทินผิวที่นางทำไว้ก็ยังขายดีจนกลายเป็นที่นิยมในเจียงหนานไปแล้ว
“เดี๋ยวข้าจะให้คนปรับลดปริมาณพิมเสนที่ผสมหมึกให้เหมาะสม ส่วนตลับหอมนั่นเจ้ามีความคิดจะขายมันอย่างไร” จินต้าฉางถาม
เพราะวันนี้เขาได้ลองให้คนแซ่เจียงทั้งสามได้ลองใช้หมึกหอมเขียนอักษรแล้ว เจียงมู่ไป๋ไปคนแรกที่กล่าวแนะนำว่าหมึกจางเกินไป แม้จะมีกลิ่นหอม แต่ความเข้มของหมึกก็ควรใส่ใจ อีกทั้งพิมเสนก็มีกลิ่นที่ชัดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ในปริมาณมาก ก็กลบกลิ่นฉุนของหมึกได้แล้ว
จินต้าฉางได้รับคำแนะนำจากอั้นโฉ่วจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร เขามองหน้าเหยาอวี้ครู่หนึ่ง เมื่อเด็กหญิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขาก็พร้อมปรับปรุงทันที
“ชื่อจินฟู่ ยังคงให้ความรู้สึกหรูหรา เหมาะแก่ชนชั้นสูงอยู่ ข้าคิดว่าการใช้ชื่อตลับหอมจินฟู่ ก็จะทำฐานลูกค้าเดิมของเครื่องประทินผิวพร้อมที่จะลองซื้อมาใช้ได้” เหยาอวี้บอก
“ข้าก็คือเช่นนั้น” จินจื่อหานพยักหน้า แม้เขาจะไม่สามารถอธิบายได้หมดจด แต่ก็มีความเข้าใจว่าสินค้าแต่ละอย่างล้วนมีลูกค้าของมัน
“แต่ข้าอยากเพิ่มความเลอค่าของมันเข้าไป ตอนที่พวกท่านขายก็ให้เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าเป็นตลับหอมจากธาตุเย็นในมหาสมุทรที่หายาก เพราะข้าเชื่อว่าหากวิธีการระเหิดพิมเสนไม่หลุดออกไปก็ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถผลิตมันออกมาได้ แต่ต่อให้ผลิตได้ก็ไม่ง่ายที่จะจากพิมเสนดิบเจ้าค่ะ ต้องสั่งนำเข้าจากชาวโพ้นทะเล” เหยาอวี้บอก
“เรื่องระเหิดพิมเสนนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง ล้วนแต่เป็นคนที่ข้าไว้ใจ อีกทั้งใช้แต่คนไม่กี่คนเท่านั้น ก็ระเหิดพิมเสนในจำนวนมากได้แล้ว คนงานที่ใช้เยอะจะอยู่ฝ่ายผลิตอื่นๆ เสียมากกว่า” จินต้าฉางกล่าวอย่างมั่นใจ
เพราะการระเหิดก็แค่ใส่พิมเสนดิบและพอกดินเหนียว กับเติมน้ำบนฝาปิดเท่านั้น อาศัยแค่คนไม่กี่คนก็เฝ้าเตานับร้อยกันได้หมดแล้ว
ทั้งยังชำนาญจนกะเวลาได้ว่าค่อยมาเปิดฝาเก็บพิมเสนบริสุทธิ์ตอนไหน ดังนั้นห้องระเหิดพิมเสนจึงยังคงเต็มไปด้วยความลับ
“ตลับหอมจากธาตุเย็นในมหาสมุทร…ช่างดูยิ่งใหญ่เสียจริง หมออวี้ เจ้าคงคิดจะขายในราคาแพงสินะ” จินจื่อหานถามอย่างตื่นเต้น
เหยาอวี้หัวเราะแล้วถาม “ตลับหอมที่นี่ขายกันอยู่ที่เท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
เหยาอวี้หัวเราะเบา ๆ แล้วถามต่อ
“ตลับหอมที่นี่… โดยทั่วไปขายกันอยู่ที่เท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
จินต้าฉางลูบเคราครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ
“หากเป็นของธรรมดาในตลาดชนชั้นล่างๆ… ก็ราวห้าถึงสิบอีแปะต่อชิ้น กลิ่นไม่ทน ใช้ไม่นานก็จาง เหมาะกับชาวบ้านทั่วไป”
จินเซียงจึงเสริมขึ้น
“แต่หากเป็นร้านในตัวเมืองเจียงหนานใต้ เช่น ชิงเซียงถัง หรือเยวี่ยฮวาเก๋อ จะเริ่มที่ยี่สิบถึงห้าสิบอีแปะ กลิ่นจะนุ่มขึ้น ใช้ได้นานกว่า มักเป็นกลิ่นดอกไม้ เช่น กุ้ยฮวา[1] หรือม่อหลี่[2]”
นางหยุดคิดเล็กน้อยก่อนพูดว่า “แต่ข้อเสียคือ กลิ่นออกจะหวานจัดไปหน่อย สตรีบางคนชอบ แต่บางคนก็ว่าเลี่ยน แต่แค่นั้นก็มีราคาตั้งแต่หนึ่งถึงสิบตำลึงเงินเลยนะ”
จินจื่อหานรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ถ้าเป็นฝั่งเจียงหนานบนอย่างร้าน หลานเซียงจวิน หรือหรงยวี่ฝาง ราคาจะสูงกว่านั้นมาก”
“เริ่มที่ยี่สิบตำลึงเงินเป็นอย่างน้อย …พวกตระกูลขุนนาง หรือสตรีชั้นสูงจะนิยม เพราะกลิ่นไม่ฉุน แต่ติดทนนาน เช่น เฉินเซียง[3] หรือเซ่อเซียง[4] กลิ่นพวกนี้ให้ความรู้สึกสุขุม… มีฐานะ”
จินต้าฉางพยักหน้า
“ถูกต้อง ชนชั้นสูงไม่ชอบกลิ่นหวานเกินไป พวกเขาชอบกลิ่นแบบนี้มากกว่า แต่ร้านพวกนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย”
เขายกน้ำชาขึ้นจิบก่อนกล่าวต่อ
“ราคาแพงเกินไป คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง อีกทั้งกลิ่นบางชนิดก็หนักเกินไป หากใช้ไม่เหมาะก็กลับกลายเป็นกลิ่นฉุนน่ารำคาญ”
จินเซียงจึงกล่าวเสริม
“ยังมีร้านเล็กๆ บางแห่งที่ขายกลิ่นแปลกๆ เช่น ผสมสมุนไพร หรือเปลือกไม้ ราคากลางๆ ราวสิบอีแปะ แต่กลิ่นไม่เสถียร บางครั้งดี บางครั้งก็เพี้ยน จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร”
จินต้าฉางสบตากับเหยาอวี้แบบมีลับลมคมในก่อนลดเสียงลงอีกว่า
“ข้าได้ยินว่าถ้าเป็นเครื่องหอมจากในวังมีราคาถึงห้าสิบตำลึงเงินก็มี ยิ่งพวกของบรรณาการบางอันนั้นแพงมาก แบบนี้คนทั่วไปไม่สามารถมีได้เลย”
เหยาอวี้ฟังไปก็คิดตาม คนพวกนี้สมแล้วที่ร่วมธุรกิจกันมานาน เมื่อรู้ว่านางจะให้ทำตลับหอมก็ทำการสำรวจตลาดมาอย่างดี จึงทำให้นางสามารถเอามาวิเคราะห์ได้ง่าย
“เช่นนั้นเราก็ขายที่สิบตำลึงเงินเถิดเจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอก
คนทั้งสามพยักหน้าไม่คิดมาก เพราะเฉินเซียงที่สามารถขายได้ในราคาแพงนั้น เนื่องจากเป็นไม้นำเข้าเช่นกัน พิมเสนก็เป็นของนำเข้า ดังนั้นเหยาอวี้จะตั้งราคาต่ำลงมาหน่อยก็ไม่แปลก เพราะคนยังไม่คุ้นชินกับพิมเสน และพวกเขาก็คิดว่าเหยาอวี้นำเข้าพิมเสนดิบมาในราคาแพง การขายที่สิบตำลึงเงินนั่นย่อมสมเหตุสมผล
แต่แท้จริงแล้วต้นทุนพิมเสนดิบของนางต่อตลับนั้นน้อยมากไม่ถึงหนึ่งอีแปะด้วยซ้ำ เพราะใช้ตลับละแค่หนึ่งเฉียน เมื่อคำนวนแล้วต้องใช้ประมาณหกตลับจึงจะมีต้นทุนหนึ่งอีแปะ แต่นางกลับขายตลับและหนึ่งตำลึงเงิน ไม่รู้ว่าเป็นกำไรกี่พันกี่หมื่นเท่า!!
ดังนั้นนางจะประหยัดอย่างอื่นไม่ได้ เพื่อให้มันดูหรูหราสมราคา
“ต้นทุนพิมเสนไม่ได้แพงมากเจ้าค่ะ ข้าจึงอยากให้พวกท่านสั่งผลิตตลับบรรจุที่สวยงาม หรูหรา ข้าอยากให้เป็นหยกขาวแกะสลัก หรือไม่ก็สำริดเคลือบทอง พวกท่านลองไปหาราคาผลิตแต่ละเจ้ามาเปรียบเทียบดู ไม่ต้องกดดันต้นทุนจนเกินไป ขอแค่เป็นงานที่ปราณีตและสมราคา แล้วเราค่อยทำสัญญาสั่งซื้อระยะยาวเจ้าค่ะ”
แม้เหยาอวี้จะไม่ได้บอกตัวเลขที่แท้จริงของต้นทุนพิมเสน แต่คนในตระกูลจินก็ไม่สงสัย เพราะพวกเขาไว้ใจเหยาอวี้มาก ทั้งยังทำบัญชีข้อมูลทุกอย่างให้นางตรวจสอบ
[1] กุ้ยฮวา คือ ดอกหอมหมื่นลี้
[2] ม่อหลี่ คือ ดอกมะลิ
[3] เฉินเซียง คือ ไม้กฤษณา
[4] เซ่อเซียง คือ ชะมดเชียง