ตอนที่ 204
ตอนที่ 204
ตอนที่ 204
“ส่วนราคาหมึก” จินต้าฉางพูดอย่างเป็นการเป็นงาน “พวกหมึกทั่วไปนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เริ่มที่หมึกหอมเลย แค่กลิ่นกานพลูก็ราคาสูงถึงยี่สิบตำลึงเงินแล้ว”
“แต่ต้นทุนหมึกนั้นเรามีชัดเจนมาก เพราะต้องซื้อต่อจากสำนักหมึก” จินจื่อหานที่เป็นนายบัญชีหลักย่อมรู้เรื่องต้นทุนมากกว่าทุกคน “แม้ว่าสำนักหมึกจะเป็นคนที่หมออวี้แนะนำมา และราคาที่ได้ก็ถูกแล้ว แต่เพราะเราต้องเลือกเอาหมึกคุณภาพดีมากเป็นวัตถุดิบเพื่อผสมพิมเสน ต้นทุนหมึกต่อแท่งก็สูงถึงสองตำลึงเงินแล้วขอรับ” เขาชี้แจงต้นทุนแรกกับทุกคน
เหยาอวี้พยักหน้ารับรู้ เพราะนางเป็นคนต่อรองต้นทุนนี้มาด้วยตนเอง ย่อมผ่านการพิจารณาของตนมาหมดแล้ว จึงถามเรื่องราคาหมึกแทน
“แล้วถ้าเป็นกลิ่นเฉินเซียง เช่อเซียง จะมีราคาเท่าใดหรือเจ้าคะ”
“นั่นคือหมึกที่ชนชั้นสูง หรือไม่ก็ราชวงศ์ใช้เท่านั้น ราคาไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง แพงมากเลยล่ะ” จินต้าฉางบอก
“อย่างหมึกเมฆม่วงเหวินเซียนจากสำนักหมึกชิงหลาน ถ้าเป็นหมึกหอมกลิ่นที่เจ้าว่า ราคาก็สูงถึงสองร้อยตำลึงต่อแท่งแล้ว!” จินจื่อหานเป็นถงเซิงมาก่อน ย่อมพอรู้จากสำหนักหมึก หรือหมึกดังๆ อยู่บ้าง
เหยาอวี้ได้ยินก็เบิกตาโต นั่นคือหมึกที่เจียงมู่ไป๋ได้เป็นของรางวัลในงานประชันกวีวสันต์ที่เหออัน
แต่พอคิดอีกที ดูเหมือนว่าสปอนเซอร์ เอ่อ…ผู้ซื้อหมึกนี้จะเป็นเงินจากหอจิ่นอวิ๋นกระมัง
คิดได้ดังนั้นเหยาอวี้ก็ทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย
มิน่าเล่าเขาจึงไม่สนใจงานกวีอะไรนี่เลย เพราะหอจิ่นอวิ๋นก็คือของเขา แล้วเหตุใดเขาจะต้องไปแข่งเพื่อเอารางวัลจากเงินตัวเองด้วย
กระทั่งจำได้ว่าที่ห้องตำราของเขาก็เหมือนจะมีหมึกนี้อยู่แล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่สมเหตุสมผล ว่าเหตุใดเขาจึงต้องไปลำบากตัวเองที่งานนั้นกัน?
ซึ่งถ้าเจียงมู่ไป๋รู้คงทำหน้าจนปัญญาแล้วพูดว่า
‘อวี้เอ๋อร์มิใช่ว่าตอนนั้นเจ้าเป็นคนอยากไปหรอกหรือ?’
“เช่นนั้นเราก็ขายหมึกหอมนี้ที่ราคาร้อยตำลึงเงินเถิด” เหยาอวี้ตัดสินใจไม่ยากนัก
แต่การขายหมึกนั้นไม่ง่ายเหมือนขายตลับหอมที่สามารถอาศัยฐานลูกค้าสตรีจากเครื่องประทินผิวจินฟู่ได้
“เรื่องบรรจุภัณฑ์ก็ต้องทำให้ดีด้วยใช่หรือไม่” จินต้าฉางถาม เขาค่อนข้างหัวไวมาก
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ข้าจะใช้ชื่อว่าหมึกหอมปิงเซียวโม่” เหยาอวี้เลือกที่จะใช้ชื่ออื่นแทนจินฟู่กับหมึกหอมพวกนี้
“ปิงเซียวโม่…หมึกแห่งชั้นเมฆาน้ำแข็ง สื่อถึงกลิ่นที่หอมเย็นเหมือนอยู่บนฟ้าสูง ช่างเป็นชื่อที่ดี” จินจื่อหานยิ่งพูดก็ยิ่งชอบกิจการหมึกหอมนี่ยิ่งนัก
“แต่การขายหมึกนั้นไม่ง่ายเหมือนตลับหอม เรื่องนี้ขอให้ข้าคิดอีกสักหน่อย คงทันกับที่พวกท่านปรับปริมาณพิมเสนกับหมึกจนคงที่แล้ว ถึงตอนนั้นเราค่อยมาวางแผนเรื่องการจัดจำหน่ายหมึกหอมตัวนนี้กัน” เหยาอวี้กล่าวอย่างเป็นการเป็นงาน เพราะตลับหอมสามารถขายในร้านเครื่องประทินผิวจินฟู่ด้วย แต่หมึกหอมนั้นไม่เหมือนกัน
บทสนทนาดำเนินมาจนเต็มอิ่ม จินต้าฉางกับบุตรชายหญิงทั้งสองล้วนมีงานต้องกลับไปจัดการต่อ แววตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อกล่าวลาจบ เหยาอวี้จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวออกจากห้องส่วนตัวไปยังโถงด้านนอก
ทันทีที่พ้นประตูออกมา ภาพที่เห็นทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย
เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ข้างโต๊ะยาว ท่าทีสุขุมเช่นเคย
ส่วนอีกด้านหนึ่ง…
เจียงจื่อหรงกลับอยู่ในโลกของตนเองอย่างสมบูรณ์ ตรงหน้านางเต็มไปด้วยเครื่องประทินผิวหลากชนิด
ทั้งตลับ กล่อง และขวดเล็กใหญ่
มีกลิ่นแตกต่างกันไป สีสันก็หลากหลายจนละลานตา
แขนทั้งสองข้างของนาง ถูกแต้มไปด้วยสีเป็นแถวยาว ทั้งแดง ชมพู นวล และบางเฉดที่ออกประกายมุก
นางก้มมองผลงานของตนเองอย่างเพลิดเพลิน ราวกับกำลังเล่นของเล่นชิ้นโปรด
“สีนี้สวย… สีนี้ก็สวย…”
นางพึมพำเบาๆ อย่างพอใจ
หากมิใช่เพราะยังเกรงใจอยู่บ้าง เกรงว่านางคงดึงแขนของเจียงมู่ไป๋มาใช้ทดลองด้วยแล้ว
วิธีนี้…
เป็นสิ่งที่เหยาอวี้สอนนางไว้เอง ให้ลองสีบนผิวจริง จะได้เห็นความต่างอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เหยาอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้
“ท่านจะซื้อทั้งหมดเลยดีหรือไม่” เหยาอวี้ถามจนเด็กสาวสะดุ้งตื่นจากโลกส่วนตัวของตน
“เบี้ยเลี้ยงเดือนนี้ออกข้าจะมาซื้อแน่!” เจียงจื่อหรงบอกอย่างมุ่งมั่น ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นกิจการที่น้องสามเป็นหุ้นส่วนนางย่อมอุดหนุน
ไม่ใช่แค่เบี้ยเลี้ยงยังมีเงินอั่งเปาที่นางสะสมไว้จำนวนหนึ่ง คงต้องเอามาซื้อให้หมด แต่เครื่องประทินผิวจินฟู่ราคาไม่ถูกเลย กว่าจะเก็บเงินซื้อให้หมดทุกชิ้น นางคงต้องสะสมเงินอีกไม่น้อย
ไม่ได้การแล้ว นางต้องหาเงินเพิ่ม!
เจียงมู่ไป๋ไม่สนใจท่าทางยาจกของเจียงจื่อหรง มองตะวันที่เริ่มคล้อยลงแล้วถามว่า
“เช่นนั้นเราไปร้านขนมหยุนหลิงถังดีหรือไม่”
คำถามนี้เรียกความสนใจของสตรีทั้งสองอย่างดี ทั้งคู่พยักหน้าแบบพร้อมเพียงกันดังไก่จิกข้าวโดยไม่ได้นัดหมาย
เมื่อขึ้นรถม้าเรียบร้อย เหยาอวี้จึงได้ระลึกว่าวันนี้ตนทำเขารอตั้งนาน
“ท่านยังต้องกลับไปอ่านตำราอีกหรือไม่เจ้าคะ นานๆ ที่จะได้วันหยุด กลับต้องออกมาเป็นเพื่อนพวกเรา”
เจียงมู่ไป๋ส่ายหน้าเบาๆ “ต่อไปก็ต้องอยู่แต่ในสำนักเรียนแล้ว นานๆ ออกมาทีก็ไม่เป็นไร ที่จริงข้าได้สิทธิ์กลับจวนทุกๆ เจ็ดวัน อยู่ได้นานสามวัน ไว้ครั้งวันหยุดครั้งหน้า ข้าจะพาไปที่อื่น”
คำพูดนั้นทำให้เจียงจื่อหรงตื่นเต้นยิ่งกว่า
“เฮ้อ ตั้งแต่ท่านหายดีก็เริ่มรู้จักพาพวกเราน้องสาวไปเที่ยวแล้ว สมควรแล้วที่ได้รับการดูแลจากน้องสี่อย่างดี” เจียงจื่อหรงประจบประแจงอย่างยิ่ง
ทว่าเจียงมู่ไป๋จะทนกับก้างขวางคอนี่ทุกครั้งได้อย่างไร ดังนั้นครั้งหน้าเขาย่อมต้องวางแผนสลัดตัวก่อกวนนี้ให้ดี
ช่างน่าสงสารคุณหนูสามเจียงที่ยังไม่อาจรับรู้ชะตากรรม ว่าตนกำลังจะถูกพี่รองทรยศเข้าให้แล้วในอนาคต
ร้านขนมหยุนหลิงถัง เป็นร้านขนมทางใต้ของเมืองที่โด่งดังมากของเจียงหนาน แม้แต่ขุนนางชนชั้นสูงยังให้บ่าวรับใช้มาต่อแถวซื้อกลับจวน
ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้ คือมองตามคนข้างบนว่าทำอะไรก็ทำตามนั้น เมื่อชนชั้นสูงชอบกิน ชนชั้นกลางก็ทำตาม พวกชาวบ้านทั่วไปก็เช่นกัน ต่างก็นิยมตามๆ กันไป
ความจริงร้านดังส่วนใหญ่ก็อยู่ทางใต้ของเจียงหนานนี่แหละ เพราะมีประชากรเยอะที่สุด ส่วนฝั่งบนก็ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ต่อให้เป็นที่นิยม คนทั่วไปก็ใช่ว่าจะกล้าเข้าไปนั่ง
อย่างโรงเตี้ยมหลิวเยวี่ยจิ่วโหลวที่โด่งดัง นอกจากชนชั้นสูง หรือคหบดีที่มั่งคั่งแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป เพราะราคาอาหารต่อจานนั้นแพงมากจนเหมือนไม่ใช่แค่ค่าอาหาร ถ้าโรงเตี้ยมอื่นๆ ในเมือง จานละห้าร้อยอีแปะก็ถือว่าแพงแล้ว แต่คนรวยในเจียงหนานก็มีมากเช่นกัน ในช่วงเวลาเร่งด่วน จึงยากนักที่จะจองห้องได้
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวมาหยุดลงหน้าร้านหยุนหลิงถัง
หน้าร้านคึกคักยิ่งนัก ผู้คนต่อแถวแน่นตั้งแต่ปากประตู เสียงพูดคุยจอแจคลอไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมที่ลอยออกมาไม่ขาดสาย
โต๊ะด้านในแทบไม่มีที่ว่าง เสี่ยวเอ้อร์วิ่งเข้าออกอย่างเร่งรีบ มือหนึ่งถือถาด อีกมือเช็ดเหงื่อ
เมื่อเจียงมู่ไป๋ก้าวลงจากรถม้า
เพียงชั่วขณะ สายตาหลายคู่ก็หันมามองแทบพร้อมกัน
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์หรูหรา ท่าทางสงบ แต่โดดเด่นอย่างยากจะละสายตา ยิ่งวันนี้เพิ่งเข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋องมา เครื่องแต่งกายของเขาจึงมีความปราณีตกว่าปกติ ความสง่างามยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เจียงจื่อหรงที่ตามลงมา ยังไม่ทันได้มองผู้คน สายตาก็ถูกดึงไปที่ถาดขนมหน้าร้านทันที
“น้องสี่! ดูนั่นสิ!”
นางแทบจะลากเหยาอวี้เข้าไป ขนมหลากชนิดเรียงรายอยู่ในตู้ไม้ ทั้งสีขาวนวล สีทองอ่อน และสีชมพูระเรื่อ บางชิ้นโปร่งใสราวหยก บางชิ้นโรยงา บางชิ้นแต้มดอกไม้แห้ง
เหยาอวี้เองก็มองจนตาลายเช่นกัน
เจียงมู่ไป๋มองทั้งสองคนที่แทบจะยืนติดตู้ขนม ก่อนจะเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์อย่างเรียบง่าย
“จัดที่นั่ง”
เพียงคำเดียว
เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบกุลีกุจอ
แม้ร้านจะแน่นเพียงใด ก็ยังรีบหาโต๊ะให้พวกเขาโดยไม่กล้าชักช้า ร้านขนมหยุนหลิงถังแม้จะไม่มีห้องส่วนตัว แต่เป็นร้านใหญ่มีโต๊ะนั่งจำนวนมาก
เจียงจื่อหรงนั่งลงแล้วก็ยังไม่ละสายตาจากถาดขนม
“ข้าจะกินอันนั้น อันนั้น… แล้วก็อันนั้น!” นางชี้ติดกันไม่หยุด
เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ
ส่วนเจียงมู่ไป๋เพียงมอง ก่อนจะสั่งเพิ่มให้อีกสองสามอย่างทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่คิดไว้แล้วว่าเด็กหญิงจะชอบ
ท่ามกลางเสียงจอแจนั้น ก็มีเสียงทักทายชายหนุ่มจากคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา
“เจียงมู่ไป๋ ได้ยินว่าวันนี้เจ้าเข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋องเช่นนั้นหรือ” เป็นเหลยต้าชุน และกลุ่มบัณฑิตซิ่วไฉของสำนักเรียนเหอเหลยจากเหออัน หนึ่งในนั้นยังมีตู้ซือหลิง กับตู้เถียนเถียนด้วย
พวกเขามาที่เจียงหนานตั้งแต่สักพักแล้ว แต่ไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักเรียนใดในเจียงหนาน เพราะมาเพื่อเตรียมสอบซื่อเซียงเหมือนซิ่วไฉอื่นๆ เท่านั้น
อีกทั้งที่พักในเจียงหนานก็แพงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
อุทกภัยที่เหออันทำให้ครอบครัวพวกเขาสูญเงินไปจำนวนมาก
แต่ก็ยังดีกว่าซิ่วไฉที่ยากจนกว่า ที่บางคนอาจจะยังต้องพักนอกกำแพงเมือง
แม้ว่าจวนที่พวกเขาเช่านั้นจะอยู่เขตรอบนอกทางใต้ไปอีก แต่ก็ถือว่ามีที่ให้พักแล้ว
ส่วนเรื่องที่เจียงมู่ไป๋เข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋องนั้น
แท้จริงแล้ว… ลือกันมาตั้งแต่เมื่อวาน เพราะสำนักเรียนซีฟงก็อยากมีชื่อเสียงจึงรีบเผยแพร่ออกไปเหมือนเป็นการซุบซิบ แต่เรื่องซุบซิบเช่นนี้นี่แหละที่กระจายไว
ตั้งแต่คราวที่ขบวนรถม้าตระกูลเจียงสามารถผ่านเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องต่อแถว ผู้คนก็เริ่มคาดเดาเบื้องหลังของพวกเขาไปต่างๆ นานา
มิใช่เพียงพ่อค้า ชนชั้นสูง แม้แต่บัณฑิตในสำนักเรียนก็ยังให้ความสนใจ
และเมื่อมีข่าวว่าเขาได้รับการเรียกเข้าเฝ้า
กระแสยิ่งปะทุขึ้นทันที
บัณฑิตจากเหออันยิ่งสนใจข่าวของเขายิ่งกว่าใคร ยามนี้จึงยิ่งจับตามองมากกว่าเดิม
ไม่แน่ว่า…
แม้แต่ว่าเขานั่งอ่านตำรากี่ชั่วยาม ยกมือกี่ครั้ง เอียงคอกี่หน ก็คงมีผู้จดจำ แล้วนำไปเล่าขานต่อเป็นทอดๆ แล้วกระมัง
ดังนั้น ข่าวที่เขาเข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋อง จึงมิใช่เพียงเรื่องธรรมดา แต่กลายเป็นข่าวใหญ่ ที่แพร่กระจายไปทั่วเจียงหนานอย่างรวดเร็ว
และในสายตาของผู้คน เจียงมู่ไป๋ ก็มิใช่เพียงบัณฑิตจากต่างถิ่นอีกต่อไป
แต่เป็นบุคคลที่…มีผู้หนุนหลังอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง
ดังนั้นเหลยต้าชุนที่แม้จะริษยาเพียงใด แต่ก็อยากจะอาศัยชื่อว่าเคยเป็นสหายร่วมสำนักที่เหออันมาเรียกชื่อจริงของเจียงมู่ไป๋ท่ามกลางผู้คนอย่างหน้าไม่อาย