ตอนที่ 205
ตอนที่ 205
ตอนที่ 205
เหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ต่างก็ทำหน้าเบื่อโลกขึ้นมาพร้อมกันแทบจะในทันที
ตัวน่ารำคาญ… อีกแล้ว ครั้งนี้ยังเรียกชื่อพี่รองตรงๆ อีก
ยิ่งเหลือบไปเห็นสองพี่น้องตระกูลตู้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ท่าทางไม่สง่างามเหมือนครั้งก่อน ในใจก็ยิ่งรู้สึกหน่ายขึ้นไปอีก
“คุณชายท่านนี้ รู้จักกับพี่รองของข้าด้วยหรือเจ้าคะ”
เหยาอวี้สวมบทเด็กหญิงแปดขวบอย่างไร้เดียงสาขึ้นมาทันที
ไม่สนใจว่าก่อนหน้าจะเคยเจอกันหรือไม่
แต่พวกนางไม่อยากรู้จัก…
เหตุใดจะต้องให้หน้าเจ้าด้วย!
“เจ้าเพิ่งเป็นเด็กที่ตระกูลเจียงรับมาเป็นบุตรบุญธรรมไม่กี่เดือน มีหรือจะรู้จักข้า”
เหลยต้าชุนกล่าวอย่างโอ้อวดและดูถูก
เจียงจื่อหรงยกคิ้วขึ้นทันที
“เช่นนั้นท่านคือผู้ใดเล่า ข้าที่เติบโตในจวนมากับพี่รองทั้งสิบสามปี ก็ยังไม่เคยเห็นท่านเลย” เจียงจื่อหรงมีหรือจะยอมให้ใครมาดูถูกเหยาอวี้ ยามนี้เด็กสาวเป็นดังแม่ไก่กางปีกเลยทีเดียว
เหลยต้าชุนหน้าแข็งทันใด
“สตรีอย่างพวกเจ้าจะไปรู้อะไร นี่เป็นเรื่องของบัณฑิตร่วมสำนักเหอเหลย ไยต้องอธิบายให้พวกเจ้าฟัง”
คำพูดดูถูกนั้นเพิ่งสิ้นสุด
เจียงจื่อหรงก็เชิดหน้าขึ้นอีกขั้น
“จะเป็นไปได้อย่างไร พี่รองข้าแทบไม่เคยเรียนที่สำนักเรียนเลย เมื่อก่อนเขาป่วยอยู่บ้านแทบตลอด มีแค่เข้าไปสอบวัดความรู้แล้วกลับมาเท่านั้น อีกทั้งก็อยู่เพียงไม่กี่เดือนก็ออกแล้ว ตอนพี่รองข้าป่วยยังไม่เคยเห็นท่านมาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง ไม่เช่นนั้นมีหรือที่ข้าจะไม่รู้จักท่าน หรือนี่คือวิธีการปฏิบัติของบัณฑิตร่วมสำนักของท่านกัน”
เหยาอวี้ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตั้งตัว บีบเสียงเหมือนกำลังครุ่นคิดจริงจัง ก่อนเอ่ยเสียงใส
“แล้วก็ยังเรียกชื่อจริงพี่รองอย่างสนิทสนมอีก…คนอื่นเขาจะพาลเข้าใจผิดเอาได้นะเจ้าคะ “ดีแล้วที่พี่รองออกมา การอบรมของสำนักนั้น… ดูจะหย่อนยานจริงๆ แม้แต่ข้าที่แปดขวบ ยังรู้เลยว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรกับคนไม่สนิท”
ถูกเจียงจื่อหรง กับเหยาอวี้ผนึกกำลังซ้ายขวา ปัญญาชนขี้อิจฉาอย่างเหลยชุนต้ามีหรือจะต้านทานไหว
เขาถึงกับชี้หน้าพวกนาง อ้าปากแล้วก็หุบ ทำอยู่อย่างนั้นอยู่สองสามทีก็ยังไม่มีเสียงออกมา
“จื่อหรง ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นกุลสตรีอ่อนวัยกว่า ไม่ควรกล่าววาจาเช่นนี้กับคุณชายเหลยเลย” ตู้เถียนเถียนพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับตั้งใจช่วยไกล่เกลี่ย
ทว่ายังไม่ทันที่เหลยต้าชุนจะได้ทีสั่งสอนกลับ ก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งแทรกขึ้นอย่างอาจหาญ
“อะไรคืออ่อนวัย อะไรคือสตรีไม่ควรกล่าว หากสิ่งที่ผู้เยาว์พูดเป็นความจริง แล้วเหตุใดจะพูดไม่ได้” เสียงสูงแทรกกลางทะลุทั้งสองฝั่ง คนฝั่งสำนักเรียนเหอเหลยถึงกับชะงัก มองดูสตรีในชุดสวยงามหน้าตาน่ารักและถือดีนั่นอย่างทำตัวไม่ถูก
“เจ้าคือผู้ใด คนเขาคุยกันอยู่มีที่ใดให้เจ้าแทรก” เหลยต้าชุนส่งเสียงทันที
สตรีนางนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“แล้วเจ้าเล่าคือตัวอันใด คนเขาบอกว่าไม่รู้จักก็ยังหน้าด้านเข้ามาตีสนิทอยู่ได้”
คำพูดตรงไปตรงมา จนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก
แน่นอนว่าคนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น เสิ่นลั่วหยา ผู้อยากเผยแพร่ความเท่าเทียมของอิสตรีนั่นเอง
เพราะนางเพิ่งคิดได้ว่าขออนุญาตบิดามาร้านขนมหยุนหลิงถัง ตอนที่แยกจากพวกเจียงมู่ไป๋นางก็เตร่ๆ ข้างนอกอยู่พักใหญ่ แล้วจึงค่อยกลับสำนักเรียน
แต่เมื่อขึ้นได้จึงให้รถม้าเลี้ยวออกมาที่ร้าน มิเช่นนั้นบิดาคงสงสัยแน่หากตนไม่ได้ซื้อขนมจากร้านหยุนหลิงถังกลับไป
ระยะทางทั้งหมดรวมช่วงที่เอ้อระเหยในเมือง ทำให้นางมาถึงร้านก่อนพวกเจียงมู่ไป๋ไม่นานนัก ตอนแรกนางตั้งใจจะเข้าไปทักหลังจากซื้อขนมเสร็จ ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ให้ตนได้รับบทวีรสตรีเช่นนี้
สวรรค์ช่างเข้าข้างนางเสียจริงๆ
และคำพูดที่ไม่ไว้หน้านี้ของเสิ่นลั่วหยาก็ทำให้ทั้งร้านสนใจมากจริงๆ
ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าฝ่ายที่ถูกทักก็คือ เจียงอั้นโฉ่ว ผู้โด่งดัง และเพิ่งเข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋องในวันนี้
ส่วนอีกฝ่ายก็คืออดีตสหายร่วมสำนักเรียนที่เหออันที่ไม่เคยได้เรียนร่วมกันเลย แต่อยากจะอาศัยชื่อเสียงของเจียงอั้นโฉ่วจึงมาทำตัวดีสนิท จึงถูกน้องสาวของเขาฉีกหน้าว่าไม่เคยรู้จัก กระทั่งตอนป่วยยังไม่เคยมาเยี่ยม แต่กลับหน้าด้านมาเรียกชื่อจริงของเจียงอั้นโฉ่วอย่างหน้าไม่อาย
ตามธรรมเนียมปฏิบัติทุกคนล้วนรู้ดี นามจริงนั้นมีให้เฉพาะบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ หรือคนสนิทเท่านั้นจึงจะเรียกได้ แต่บัณฑิตผู้นั้นกลับเอ่ยดังลั่นในร้านขนมเหมือนโอ้อวดนั้น ช่างไร้การอบรมเสียจริงๆ
“เจ้าเป็นสตรีบ้านไหน มายุ่งเรื่องของผู้อื่นทำไม” เหลยต้าชุนกัดฟันถามอีกครั้ง น้ำเสียงแข็งกระด้าง เพราะถูกตอกกลับจนเสียหน้า
เสิ่นลั่วหยาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข้าคือบุตรีของอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนซีฟง ซึ่งก็คืออาจารย์ของพี่รองเจียง เช่นนี้… ข้ามีสิทธิ์กล่าวแทนเขาได้หรือยัง”
ไม่รอคำตอบแม้แต่น้อย นางก็พูดตอกย้ำอีกครั้งทันทีเช่นกัน
“จุจุจุ… เจ้าช่างหน้าไม่อายจริงๆ เจ้าของเขาบอกว่าไม่รู้จัก ยังจะดึงดันเข้ามาตีสนิท นี่คือมารยาทของสำนักเหอเหลยหรือ”
น้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจน
“มิน่าเล่า… พี่รองเจียงจึงไม่คิดอยู่ที่นั่น แล้วย้ายมาที่สำนักของบิดาข้าแทน”
สายตาของนางเลื่อนไปยังตู้เถียนเถียน ที่ยืนนิ่ง ใบหน้าขาวซีด
เสิ่นลั่วหยาชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นอีกขั้น
คนผู้นี้…
ก็คือคนที่เมื่อครู่เอ่ยตำหนิน้องสามของเจียงมู่ไป๋
ดี…
เช่นนั้นก็จัดการให้หมดไปพร้อมกันเสียเลย
“แล้วเจ้าน่ะ” นางชี้ไปตรงๆ “เป็นผู้ใดกัน ถึงกล้าสอดปาก เกิดเป็นสตรีเหมือนกัน กลับไม่รู้จักยืนข้างกัน ยังจะเอาคำว่ากาลเทศะมาบังหน้า ช่วยผู้อื่นกดสตรีด้วยกันเองอีก”
เสียงของนางคมกริบ
“เช่นนี้… ไม่ใช่มารยาทกุลสตรี แต่เป็นความคับแคบ”
นางสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นนิ่งขึ้น
“ขงจื๊อกล่าวว่า ‘บัณฑิตพึงกลมกลืนโดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน’ แต่คนต่ำทราม…เพียงแค่เออออไปตามกัน กลับไร้ซึ่งความกลมกลืนที่แท้จริง”
สายตาของนางกวาดผ่านทั้งสองฝ่าย
“อีกทั้ง หากฐานะไม่ถูกต้อง วาจาก็ย่อมไม่ราบรื่น”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนตบท้ายอย่างเรียบเฉียบ
“คนที่เจ้าของเขาไม่ยอมรับว่าเป็นสหาย ก็ไม่ควรเอ่ยนามเขาอย่างสนิทสนม นี่… ต่างหากคือมารยาทพื้นฐาน”
ทั้งบริเวณเงียบลงในทันที ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดต่อ
ถูกสตรีผู้หยิบยกถ้อยคำจากสี่หนังสือห้าคัมภีร์มาตอกกลับเช่นนี้ แม้แต่เหลยต้าชุนก็ยังยากจะโต้แย้ง
ทว่า…
ในความเงียบนั้น
กลับมีเพียงเจียงมู่ไป๋กับเหยาอวี้เท่านั้น ที่ต้องลอบถอนหายใจ
ว่าถ้อยคำเหล่านั้น แม้จะถูกต้องตามตัวอักษร แต่กลับใช้ผิดที่ผิดทาง
คำของขงจื๊อที่เสิ่นลั่วหยาอ้างถึง ล้วนอยู่ในคัมภีร์หลุนอวี่ เป็นถ้อยคำที่ใช้สำหรับสั่งสอนคุณธรรมของบัณฑิต
มุ่งให้สำรวมตน รู้จักวางตัวในสังคม และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน
มิใช่ถ้อยคำสำหรับยกขึ้นมา เพื่อโต้เถียงเอาชนะกันกลางที่สาธารณะ
โดยเฉพาะประโยค
‘หากสถานะไม่ชอบธรรม วาจาก็ไม่ราบรื่น’
ความหมายแท้จริง คือให้แต่ละคนรู้หน้าที่ของตน ผู้เป็นขุนนางก็ทำหน้าที่ขุนนาง ผู้เป็นบุตรก็ทำหน้าที่บุตร เมื่อทุกคนอยู่ในบทบาทที่ถูกต้อง สังคมจึงจะเป็นระเบียบ
มิใช่ใช้เพื่อกล่าวหาว่าใครไม่มีสิทธิ์เอ่ยนามผู้อื่น
อีกประโยคที่ว่า ‘บัณฑิตย่อมกลมกลืนแต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน’
ก็เป็นการสอนให้เคารพความแตกต่าง แม้จะเห็นต่างก็ยังอยู่ร่วมกันได้
หาใช่การใช้ตีตราผู้อื่นว่าต่ำทราม เพียงเพราะเห็นต่างไม่
เหยาอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย ในใจได้แต่คิด
นางผู้นี้…รู้เพียงคำแบบท่องตามกันมา แต่ยังไม่เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง หรือไม่ก็รู้ความหมายที่แท้จริงแต่ก็อยากบิดเบือน?
แต่เพราะกล้าพูดกล้าตีความ ด้วยความรู้ และวาจาที่แหลมคม จึงยากที่ผู้อื่นจะต่อกรด้วยเท่านั้น
หรือชีวิตก่อนหน้า เสิ่นลั่วหยาจะเป็นแค่เด็กวัยเรียนที่ท่องแต่ตำราในวิชาวรรณกรรมเท่านั้น?
ขณะที่เจียงมู่ไป๋ ยังคงยืนสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
ราวกับเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ควรค่าให้เขาเอ่ยปากแม้แต่น้อย
เพราะเขารู้ถึงสติปัญญาของสตรีนางนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
มีทองหุ้มภายนอก แต่ภายในเป็นแค่เศษไม้[1]
[1] มีทองหุ้มภายนอก แต่ภายในเป็นเศษไม้ (金玉其外,敗絮其中 - Jīn yù qí wài, bài xù qí zhōng) ใช้กล่าวถึงคนที่ดูภายนอกมีการศึกษาสูงส่ง แต่งกายงดงาม พูดจาอ้างตำรา แต่ความจริงนิสัยแย่หรือความรู้กลวงโบ๋