LNCrawler

ตอนที่ 206

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 206

ตอนที่ 206


 

“จะ-จะ-เจ้า”

ถ้าเหลยต้าชุนเป็นโรคหัวใจอยู่ เหยาอวี้ก็คิดว่าตัวเองคนได้ทำการปฐมพยาบาลปั้มหัวใจของเขากลางร้านขนมแน่นอน

แต่ยังไม่ทันจะมีผู้ใดพูดต่อ กลุ่มบัณฑิตสองสามคนก็เดินเข้ามา อาภรณ์เรียบร้อยสะอาดตา ปักลายประณีตหรูหรา พวกเขาล้วนแต่งกายในชุดของสำนักเรียนว่านซง ซึ่งเป็นสำนักเรียนอันดับหนึ่งที่อยู่ฝั่งบนของเจียงหนาน

แต่เดิมบัณฑิตที่เจียงหนานก็ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพชนและหน้าตาอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคนจากสำนักเรียนว่านซง

ดังนั้นเพียงปรากฏตัว บรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปทันที

‘ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงเป็นคนดังของเจียงหนานกระมัง’

เจียงจื่อหรงลอบมองคนหน้าที่ดูมีสง่าราศีกว่าใครเพื่อน

ชายหนุ่มผู้นั้นก้าวออกมาข้างหน้า สายตาจับจ้องไปยังเจียงมู่ไป๋ ก่อนจะยกมือคารวะอย่างสง่างาม

“เจียงอั้นโฉ่ว ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ที่ได้พบวันนี้… นับเป็นวาสนายิ่งนัก”

เขาไม่ปล่อยให้บรรยากาศเงียบนานนัก จึงกล่าวต่อด้วยท่าทีสุภาพ

“ข้าย่อมไม่รบกวนช่วงเตรียมสอบเซียงซื่อของท่าน แต่หลังสอบจะเป็นเทศกาลฉงหยาง[1] มีงานชมดอกเบญมาศ[2] เป็นงานผ่อนคลายหลังสอบของเหล่าบัณฑิต หากเจียงอั้นโฉ่วมาอยู่เจียงหนานแล้ว…”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“มาร่วมสนุกสักครา แลกเปลี่ยนความรู้ ชมกวี กับบัณฑิตในเจียงหนานดีหรือไม่”

เจียงมู่ไป๋ฟังนิ่งๆ สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม

แต่แววตา… กลับบอกชัด

ว่า…ไม่อยากไป

ทว่าเขายังไม่ทันเอ่ยปฏิเสธ

เหยาอวี้ก็แทรกขึ้นมาอย่างมีมารยาท

“คุณชายท่านนี้… งานนี้เป็นผู้ใดจัดหรือเจ้าคะ”

ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย มองเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม ทั้งยังพูดจาฉะฉานน่ารักไม่กลัวคน ถามด้วยความไม่รู้จักเขา จึงตั้งใจแนะนำตัวเองด้วยความสุภาพ

“ข้าแซ่เติ้ง เป็นทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ป๋อ[3] เจ้าภาพคือจวนเติ้งป๋อของข้า” เขาเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าประสงค์จะไปกับพี่ชาย ข้าจะให้คนส่งเทียบเชิญไปยังจวนเจียงของพวกเจ้า”

เหยาอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาหมุนเล็กน้อยราวกับกำลังดีดลูกคิดในใจ ก่อนจะยื่นมือไปดึงชายแขนเสื้อของเจียงมู่ไป๋เบาๆ เงยหน้าส่งแววตาเป็นที่เปร่งประกายระยิบระยับ

เจียงมู่ไป๋ลอบถอนหายใจ

แม่นางน้อยของเขา…หิวเงินอีกแล้ว

“เติ้งป๋อซื่อจื่อ” เขายกมือคารวะ น้ำเสียงเรียบสงบ “หากได้ร่วมงานนี้ ย่อมเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

เติ้งจวินห่าวมองใบหน้าที่นิ่งสนิทของเขา ในใจแทบจะกลอกตา

อย่าคิดนะว่าเขาไม่เห็นแววเบื่อหน่ายนั่น

แต่เมื่อสายตาเลื่อนลงไปเห็นเด็กหญิงข้างกายอีกฝ่าย ที่มองมาด้วยความสนใจจริงจัง

เขาจึงเพียงยิ้มออกมา

“เช่นนั้นก็ดี หลังสอบ ข้าจะรอท่านที่จวนเติ้ง หวังว่า…”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างมีนัย

“จะได้เห็นฝีมือของเจียงอั้นโฉ่วด้วยตาตนเอง”

เติ้งจวินห่าวคือ บุตรชายคนสำคัญของเติ้งหยาง เพราะไม่ใช่แค่สืบทอดบรรดาศักดิ์ป๋อซื่อจื่อ เขายังแตกฉานในสี่หนังสือห้าคัมภีร์ยิ่ง เขาตั้งใจเล่าเรียนมายาวนาน ปัจจุบันอายุสิบแปดปีแล้ว และไม่เคยลงสอบย่วนชื่อเลยสักครั้ง แต่ก็นับเป็นยอดมงกุฏของสำนักเรียนว่านซงตั้งแต่เด็ก

กระทั่งปีที่แล้วได้ลงสอบย่วนซื่อจึงได้กลายเป็นซิ่วไฉ ที่สามารถคว้าลำดับสถานะอั้นโฉ่วได้เหมือนกับเจียงมู่ไป๋เมื่อสี่ปีก่อน และปีนี้เขาก็มีสิทธิ์เข้าสอบเซียงซื่อเช่นกัน

ดังนั้นการที่เข้ามาเชิญเจียงมู่ไป๋มางานชมดอกเบญจมาศนี้ ก็ยากที่จะบอกว่าไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง

บัณฑิตจากสำนักเรียนว่านซงเมื่อเสร็จธุระก็เดินตามกันออกไปทันที มิได้สนใจผู้ใดอีก

ส่งผลให้พวกเหลยต้าชุนที่นึกว่าจะได้รับเทียบเชิญด้วยมีสีหน้าเหลอหลา น่าหัวร่อยิ่งนัก

แม้แต่เสิ่นลั่วหยาก็มีสีหน้าเหม่อลอย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับชนชั้นสูงของเจียงหนาน

ในใจถึงกับเกิดความคิดขัดแย้งต่อสู้ตีกันเป็นพัลวัน ระหว่างเจียงมู่ไป๋ที่มีใบหน้าหล่อเหลา กับเติ้งจวินห่าวที่พรั่งพร้อมไปด้วยบรรดาศักดิ์ป๋อซื่อจื่อ เหมือนพระเอกในนิยายทะลุมิติ

เหยาอวี้เหลือบมองใบหน้าเพ้อฝันนั้นก็ได้แค่แค่นยิ้มเย็นเฉียบ ในใจใคร่ครวญต่อระเบิดเวลาเดินได้นี้อย่างแจ่มชัด

ควรอยู่ห่างๆ จะดีกว่า นิสัยปากไม่มีหูรูด และเพ้อเจ้อไม่ดูโลกความเป็นจริงเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนจากบ้านเดียวกัน ก็อาจจะก่อหายนะมาสู่ตัวนางเองได้

“พี่รองเวลาไม่เช้าแล้ว ขนมพวกนี้ก็ให้คนมาห่อกลับเถิด สำนักเรียนของท่านเหมือนจะไกลจากที่นี่พอสมควร จวนเจียงของเราก็เช่นกัน” เหยาอวี้เปลี่ยนจากจับชายเสื้อเขาไปเอื้อมจับนิ้วก้อยของชายหนุ่มแทน

เจียงมู่ไป๋ชะงักไปเพียงเสี้ยวขณะ ก่อนจะใช้นิ้วก้อยเกี่ยวตอบ แล้วเลื่อนมือมากุมฝ่ามือเล็กนั้นไว้

ท่าทางเรียบเฉยดังเดิม แต่การกระทำกลับอ่อนโยนจนเกินคำพูด

เขาพยักหน้าเล็กน้อย

อาไฉจึงรีบสั่งเสี่ยวเอ้อร์ให้ห่อขนมทั้งหมดอย่างเรียบร้อย

เจียงจื่อหรงก็เป็นตัวแทนกล่าวลาแม่นางเสิ่นที่ยังคงเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น

ไม่นานนัก เจียงมู่ไป๋ก็จูงเหยาอวี้เดินออกจากร้าน ขึ้นไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีเจียงจื่อหรงเดินตามมา สีหน้าเต็มไปด้วยความร่าเริง

ทันทีที่ขึ้นรถ นางก็แทบจะนั่งไม่ติดที่

“งานชมดอกเบญมาศที่จวนป๋อเชียวนะ! ท่านแม่ต้องอิจฉาข้าแน่!”

นางพูดไปยิ้มไป วาดฝันถึงภาพในงานอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนด้านนอก

เหลยต้าชุนยังคงยืนแข็งค้างอยู่ที่เดิม สีหน้าเขียวคล้ำ กลายเป็นตัวตลกกลางร้านโดยสมบูรณ์

ตู้ซือหลิงตั้งแต่ต้นจบจนก็ยังไร้ตัวตนอยู่เช่นนั้น

เขาไม่เคยได้รับความอัปยศใดเท่าวันนี้มาก่อน

แต่ก็รู้ดีว่า ตนมิได้เป็นบุตรนายอำเภอ ขุนนางขั้นเจ็ดอีกแล้ว

แต่ต่อให้เป็นบุตรขุนนางขั้นเจ็ดแล้วอย่างไร?

เจียงหนานล้วนเต็มไปด้วยขุนนางมากมายดุจเมฆ

แค่พ่อบ้านจวนอ๋องก็เป็นขุนนางขั้นห้าแล้ว

เขาหรือจะกล้าหยิ่งผยอง หาเรื่องใครแบบเหลยต้าชุน ที่ไม่รู้จักดูตาไม้ตาเรือ ไม่รู้จักประมาณตน

ตู้เถียนเถียนยืนนิ่ง อดที่จะมองตามรถม้าตระกูลเจียงที่เคลื่อนออกไปไม่ได้

รถคันนั้น…ดูหรูหราและสูงส่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก

ราวกับย้ำเตือน ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขา ได้ห่างออกไปไกลเพียงใด

ตั้งแต่ตระกูลเจียงสามารถซื้อจวนฝั่งเหนือของเจียงหนานได้

เส้นทางชีวิต…ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่มีวันบรรจบกันอีก

แววข่าวว่าเจียงมู่ไป๋ซื้อร้านค้าให้เป็นสินเดิมของเหยาอวี้ เป็นอาหารชนิดใหม่ที่ได้รับความนิยมยิ่ง

มีสหายบัณฑิตของพี่ชายเล่าว่ารายได้แต่ละวันไม่ต่ำกว่าหมื่นตำลึงเงิน

หลายคนจึงเริ่มมองเด็กหญิงผู้นั้นตาเป็นมัน

ยิ่งคิด หัวใจของนางก็ยิ่งบีบรัด

ไม่ยินยอม ไม่อาจยอมรับได้

เหตุใด…เด็กหญิงบ้านนอกผู้นั้น จึงได้ครอบครองทุกสิ่ง

ทั้งที่…สิ่งเหล่านั้น ควรเป็นของนางต่างหาก

เพราะเด็กคนนั้น ขโมยชีวิตของนางไป!

ใช่แล้ว

หากวันนั้น…ไม่มีการสลับตัว

ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในวันนี้ ย่อมต้องเป็นนาง

ไม่ใช่ผู้อื่น…


 

ชีวิตในสำนักเรียนของเจียงมู่ไป๋เต็มไปด้วยความสงบ เขาไม่ปรากฎตัวที่โถงเรียนอีกเลย และไม่มีหวงเซ่าคนที่สองสามสี่อีกแล้ว เพราะแม้แต่หวงเซ่าคนที่หนึ่งก็ยังไม่กล้ามาหาเรื่องเขาเช่นกัน

ยิ่งรู้ว่าตระกูลเจียงได้รับเทียบเชิญจากจวนเติ้งป๋อ แม้จะริษยาเพียงใดก็ได้แต่กล้ำกลืนมันลงไป

จะบ้าหรือ นี่คือคนที่เพิ่งได้เข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋อง ทั้งยังได้รับเกียรติจากเติ้งป๋อซื่อจื่อ แม้งานชมดอกเบญมาศที่จวนป๋อจะน่าสนใจเพียงใด แต่พวกเขาก็ไร้ความสามารถที่จะได้รับเทียบเชิญ

ต้องบอกว่าหากไม่ใช่เพราะท่านผู้เฒ่าเจียงจัดการเรื่องเรียนของเจียงมู่ไป๋เอง ก็ไม่แน่ว่าสำนักเรียนซีฟงจะได้มีเขาเป็นศิษย์

เพียงความสัมพันอันดีกับพานกวนตู้ผู้นั้น ก็สามารถเขียนจดหมายแนะนำตัวให้เจียงมู่ไป๋ได้มีสำนักเรียนฝั่งบนของเจียงหนานได้แล้ว

ยังไม่รวมถึงป้ายประจำตัวของหลิงหยวนโหวที่อู๋ชินอ๋องนึกว่าถูกมอบให้เจียงมู่ไป๋ผู้นี้

บางทีสหายร่วมสำนักเรียนของเขาอาจจะเป็นเติ้งจวินห่าวด้วยซ้ำ

แต่เจียงมู่ไป๋ย่อมไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อยู่แล้ว

ดังนั้นตอนที่พานเหยียนซูถามเขาเรื่องสำนักเรียน จึงได้บอกว่ามีท่านปู่ของตนจัดการให้

เพราะถ้าเป็นสำนักใหญ่ไป ก็ยากที่จะจัดการ

เป็นสำนักเรียนซีฟงก็ดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องเคร่งครัด และสามารถตั้งเงื่อนไขได้เองตามใจชอบ

ส่วนเสิ่นลั่วหยาที่เริ่มสองจิตสองใจเสียแล้ว ย่อมอยากไปงานชมดอกเบญจมาศนี้มาก แต่แค่บุตรีอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนทางใต้ มีหรือที่จะได้รับเกียรตินั้นจากจวนป๋อ

นางจึงพยายามวนเวียนอยู่ที่หน้าเรือนพักส่วนตัวของเจียงมู่ไป๋อยู่หลายวัน แต่ก็ถูกอาไฉขวางไว้ได้ทุกครั้ง จนไร้ช่องทางให้เดินต่อ

อย่าลืมว่า แม้แต่ผู้ฝึกยุทธอย่างฝานซูเมิ่ง ยังพ่ายแพ้ให้กับบ่าวข้างกายเจียงมู่ไป๋ผู้นี้ แล้วสตรีที่ทะลุมิติแต่ไร้อำนาจเช่นเสิ่นลั่วหยา มีหรือจะผ่านเขามาถึงตัวเจียงมู่ไป๋ได้

ไม่นานเสิ่นเพ่ยจงก็ต้องออกคำสั่งห้ามคนมาวุ่นวายบริเวณเรือนพักของเจียงมู่ไป๋อย่างเด็ดขาด

แน่นอนว่าคำสั่งนี้เหมือนจะเป็นประกาศทั่วไป แต่ก็เจาะจงถึงบุตรสาวของตนนั่นเอง

แม้เขาจะชื่นชอบเจียงมู่ไป๋มากแค่ไหน แต่จะปล่อยให้บุตรสาวของตนทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ได้อย่างไร! อย่างนี้ตระกูลเจียงคงมองคนสกุลเสิ่นไร้การอบรมอย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาจึงต้องทำเช่นนี้ ใช้แผนปล่อยเพื่อจับ

ด้วยความเป็นผู้ชายด้วยกัน เขาจึงรู้ดีว่าเจียงมู่ไป๋ย่อมไม่ชอบสตรีก๋ากั่นเช่นบุตรสาวของเขา แต่ทั่วเจียงหนานนี้ หลานชายตระกูลรองเช่นเขาจะสามารถหาสตรีที่อยากออกเรือนไปอยู่ภายใต้การดูแลจวนของผู้อื่นได้หรือ

แต่เขามีบุตรสาวเพียงคนเดียว ดังนั้นหากชายหนุ่มยอมแต่งเข้าจวนเขามาเป็นบุตรเขย ก็จะได้สืบทอดสำนักเรียนซีฟงแห่งนี้ได้ นับว่ามีเกียรติยิ่งนัก!

ทว่าเพื่อชื่อเสียงที่ดี เขาจะต้องควบคุมบุตรสาวให้เข้มงวดสักหน่อย หากแสดงตัวมากไป อีกฝ่ายก็จะนึกว่านางเป็นลูกไก่ในกำมือ ถึงเวลาที่จวนเจียงมาสู่ขอเขาก็จะต่อรองได้ยาก

เสิ่นเพ่ยจงเริ่มวาดฝันอนาคตบุตรสาวของตนอย่างดี

อนิจจังสมแล้วที่เสิ่นลั่วหยาได้ทะลุมิติมายังร่างนี้ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นครอบครัวที่ศีลเสมอกันยิ่งนัก 


 

 





 

[1] เทศกาลฉงหยาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เทศกาลเลขเก้าสองตัว ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน หากเทียบเป็นปฏิทินสากล มักจะตกอยู่ในช่วง เดือนตุลาคม ของทุกปี

ฉง (重) แปลว่า ซ้ำ หรือ สองเท่า, หยาง (阳) ในคัมภีร์อี้จิง เลข 9 ถือเป็นเลขที่เป็นหยาง (พลังบวก/ความร้อน) สูงสุด


 

[2] งานชมดอกดอกเบญจมาศ มักจัดขึ้น ในช่วงเทศกาลฉงหยาง จัดขึ้นในช่วง ฤดูใบไม้ร่วง ในช่วงนี้ดอกเบญจมาศจะบานสะพรั่งที่สุด เหล่าบัณฑิตในเจียงหนานจะออกมารวมตัวกันเพื่อ ดื่มเหล้าเกสรดอกเบญจมาศ และ แต่งบทกวี เพราะดอกไม้นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความทรนงและความอายุยืน


 

[3] บรรดาศักดิ์ป๋อ มีศักดิ์เทียบเท่ากับขุนนาง ขั้น 3 เป็นชนชั้นสูง