LNCrawler

ตอนที่ 207

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 207

ตอนที่ 207


 

หลังจากนั้นไม่นาน

ทางจวนอู๋ชินอ๋องก็มี ประกาศคำสั่งจากจวน ส่งออกไปทั่วเจียงหนาน แม้จะมิใช่ราชโองการจากวังหลวง หากแต่ด้วยฐานะอ๋องผู้ครองศักดินา ถ้อยคำของพระองค์ในดินแดนนี้ก็หนักแน่นพอให้ผู้คนต้องเร่งขานรับ

คำสั่งแรก คือให้ทุกอำเภอ เร่งระดมแรงงานขุดลอกคลอง คูน้ำ และลำรางเก่าที่ตื้นเขินมานาน ให้เปิดทางน้ำไหลสะดวกอีกครั้ง ทั้งซ่อมแซมคันดิน ประตูน้ำ และสะพานไม้ที่ชำรุดเสียหาย

บรรดาขุนนางท้องถิ่น แม้ในใจจะบ่นอุบกับงานหนักกะทันหัน แต่เมื่อเป็นคำสั่งจากจวนอ๋อง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า ต่างต้องรีบสั่งการลงไปเป็นทอดๆ

ไม่นานนักทั่วทั้งเจียงหนานจึงเต็มไปด้วยภาพชายฉกรรจ์แบกจอบเสียม เดินขวักไขว่ริมคลอง เสียงขุดดิน กระทบเหล็ก และเสียงตะโกนเร่งงานดังไม่ขาดสาย

ส่วนคำสั่งที่สอง กลับทำให้ผู้คนแตกตื่นยิ่งกว่าเดิม

ทางจวนประกาศสนับสนุนการเพาะปลูกถั่วเหลือง และพืชตระกูลถั่วทุกชนิด พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์แก่ผู้มีที่ดินทำกิน โดยกล่าวชัดเจนว่า ที่เมืองเหออันมีผู้รับซื้อถั่วเหลืองในราคาจินละสิบอีแปะ รับไม่จำกัดจำนวน

เพียงข่าวนี้แพร่ออกไป

ผู้คนจำนวนมากที่สิ้นหวังอยู่เดิม ก็ราวกับมองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง

ข้าวยังต้องรอฤดูกาล น้ำท่วมเพิ่งผ่าน ที่นาเสียหายไม่น้อย แต่ถั่วเป็นพืชโตไว ดูแลง่าย ใช้ที่ดินไม่มากก็ปลูกได้ หากปลูกแล้วขายได้เงิน ย่อมดีกว่านั่งรอข้าวต้มจากโรงทานวันละมื้ออย่างไร้จุดหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น จวนอ๋องยังเรียกใช้บรรดาเหมินเค่อผู้ว่างงาน และคนมีการศึกษาที่พำนักอยู่ในเมือง ให้ออกเดินเผยแพร่ความรู้ตามตลาด โรงทาน และชุมชนผู้อพยพ

พวกเขาพูดถึงประโยชน์ของถั่วเหลือง พูดถึงน้ำเต้าหู้ว่าเป็นของบำรุงร่างกาย มีคุณค่าไม่ต่างจากกินเนื้อ ช่วยให้เด็กแข็งแรง ผู้ชรามีกำลัง อีกทั้งยังลดอาการตามัวมองไม่เห็นในยามค่ำคืนได้ด้วย

ชาวบ้านจำนวนมาก แม้จะฟังอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นคำกล่าวจากฝ่ายอ๋อง และมีหนทางทำมาหากินอยู่ตรงหน้า ก็เริ่มตัดสินใจ

ครอบครัวใดที่ยังมีบ้านเรือนอยู่

ครอบครัวใดที่ยังเหลือที่นาเพียงผืนเล็ก

ครอบครัวใดที่ยังพอมีแรงจะเริ่มใหม่

ต่างทยอยรับเมล็ดพันธุ์ แล้วเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านทันที

ขบวนเกวียนและคนเดินเท้าไหลออกจากเมืองอยู่หลายวันติดต่อกัน จำนวนผู้อพยพลดลงกว่าครึ่ง โรงทานที่เคยแน่นขนัดเริ่มมีช่องว่าง ตรอกซอยที่เคยเบียดเสียดเริ่มหายใจสะดวกขึ้น

แม้กระนั้น ผู้คนในเมืองก็ยังคงหนาแน่นไม่แพ้เดิมนัก

เพราะช่วงสอบเซียงซื่อใกล้เข้ามาทุกที

เหล่าซิ่วไฉจากหัวเมืองต่างๆ พากันเดินทางเข้าสู่เจียงหนานไม่ขาดสาย บ้างมาคนเดียว บ้างมากับบ่าวรับใช้ บ้างมากับครอบครัวหวังส่งบุตรหลานให้ก้าวสู่เส้นทางขุนนาง

โรงเตี้ยมเต็มแน่นทุกแห่ง

ห้องเช่าถูกจับจองจนหมด

ร้านน้ำชาและร้านอาหารคลาคล่ำไปด้วยบัณฑิตถือพัด สนทนาบทความและคาดเดาหัวข้อสอบกันทั้งวัน

บรรยากาศภายในเมืองจึงแปลกประหลาดยิ่งนัก

ด้านหนึ่งคือความหวังของผู้คนที่เริ่มมองเห็นทางรอด

อีกด้านหนึ่งคือความกดดันของเหล่าบัณฑิตที่กำลังเดิมพันอนาคตทั้งชีวิตไว้กับการสอบเพียงครั้งเดียว

เจียงหนานในยามนี้

จึงทั้งคับคั่ง อึดอัด วุ่นวาย และตึงเครียดขึ้นทุกวัน ราวสายพิณที่ถูกขึงจนสุด พร้อมจะดีดสะท้อนเสียงก้องเมื่อถึงวันสอบมาถึง


 

หลัวเจียอีมาถึงเจียงหนานเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้วยข้ออ้างว่าเดินทางมาดูแลหลัวเหวิน หลานชายของปู่ใหญ่หลัวเหอ ที่เข้าร่วมสอบเซียงซื่อปีนี้ นางจึงอาศัยเหตุนี้ยืมเกวียนของทางบ้าน เดินทางมาพร้อมเหมาซวนและมารดาม่ายของเขาอย่างราบรื่น

เพียงวันแรกที่เข้าสู่เมืองใหญ่ นางก็ต้องตะลึงกับราคาข้าวของทุกสิ่ง ข้าวสาร ผัก น้ำมันตะเกียง ล้วนแพงกว่าตำบลชิงเฟิงหลายเท่า โชคดีที่ท่านปู่ให้นางพกเงินมาจำนวนหนึ่ง เพราะรู้ว่าการสอบครั้งนี้อาจต้องช่วยจุนเจือเหมาซวนไม่น้อย

สุดท้ายนางจึงกัดฟันเช่าบ้านเก่าโทรมสองห้องในเขตยากจนทางใต้ของเจียงหนาน หลังคารั่ว ผนังไม้ชื้น แต่นับว่ายังดีกว่านอนกลางถนน

นางพักห้องหนึ่งกับมารดาของเหมาซวน ส่วนอีกห้องให้หลัวเหวินพักร่วมกับเหมาซวน

และทุกครั้งที่หลัวเหวินออกไปข้างนอก หลัวเจียอีก็มักหาโอกาสย่องเข้ามาหาเขาเสมอ

ภายในห้องเช่าเก่าโทรม แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านช่องไม้แตกๆ เข้ามาเป็นเส้น ฝุ่นลอยวนอยู่ในอากาศ กลิ่นหมึก กระดาษเก่า และความอับชื้นคลุ้งไปทั่ว

เหมาซวนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย มือจับพู่กันค้างไว้ ท่าทางเหมือนกำลังอ่านตำราอย่างตั้งใจ

แต่เมื่อเงาร่างของหลัวเจียอีปรากฏตรงประตู เขากลับลอบถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ให้ผู้ใดเห็น

หญิงสาวเดินเข้ามานั่งข้างกายอย่างคุ้นเคย เอนศีรษะซบไหล่เขาเบาๆ ราวเป็นเรื่องธรรมดา

เหมาซวนตัวแข็งขึ้นเล็กน้อย มือที่ถือพู่กันกระตุกนิดหนึ่ง ก่อนจะฝืนปล่อยให้นางแนบชิดเช่นนั้นต่อไป

เขาไม่ได้ชอบให้ผู้ใดมาแตะต้องขณะอ่านหนังสือ โดยเฉพาะในช่วงก่อนสอบที่ทุกลมหายใจล้วนมีค่า

แต่เมื่อนึกถึงเงินค่าที่พัก ค่าหมึก ค่ากระดาษ และค่าเดินทางที่ครอบครัวนางช่วยออกให้ เขาก็ทำได้เพียงข่มใจนิ่งไว้

“พี่ซวน…” หลัวเจียอีเอ่ยเสียงหวาน “หากท่านสอบเป็นจวี่เหรินได้แล้ว อย่าลืมพาข้าไปจงหยวนด้วยนะ”

หลัวเจียอีอยากไปให้ไกลจากชิงเฟิง โดยเฉพาะหลัวชิงที่ชอบรีดไถเงินนางแต่ละวัน

เหมาซวนได้ฟังก็นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาหลุบลงมองตำราตรงหน้า ราวกับกำลังครุ่นคิดลึกซึ้ง

แท้จริงแล้ว เขาเพียงกำลังชั่งใจว่าจะตอบเช่นไรจึงไม่ต้องผูกมัดตนเองเกินไป

เขารู้ดีว่าหลัวเจียอีมิใช่หญิงที่ตนพึงใจ นางเป็นเพียงหนึ่งในตัวหมากที่เขาบังเอิญจับพลัดจับผลูได้มา

หากวันหนึ่งเขาได้เป็นจวี่เหรินจริง ย่อมมีทางเลือกดีกว่านี้มาก

แต่ยามนี้… เขายังต้องพึ่งเงินของนางอยู่

ชายหนุ่มจึงวางพู่กันลงช้าๆ แล้วหันไปมองนางด้วยสีหน้าอ่อนโยนที่ฝึกไว้ดีแล้ว

“เป็นจวี่เหรินไม่ง่าย” เขากล่าวเสียงนุ่ม “เจ้าก็เห็นว่าซิ่วไฉมาสอบกันมากเพียงใด ครั้งหนึ่งรับเพียงไม่กี่ร้อยคน เรื่องนี้… ไว้ให้ข้าสอบได้ก่อน”

หลัวเจียอีทำแก้มป่องน้อยๆ อย่างกระเง้ากระงอด

เหมาซวนเห็นแล้วฝืนยิ้มตอบ แม้ในใจจะรู้สึกรำคาญอยู่ลึกๆ ว่าเวลานี้ควรใช้ท่องบทความมากกว่ามาปลอบหญิงสาว

สุดท้ายเขาจึงพูดประโยคที่ปลอดภัยที่สุดออกไป

“แต่เจ้าวางใจเถิด… ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งเจ้า”

คำพูดนั้นทำให้หลัวเจียอีตาเป็นประกายทันที

นางยิ้มหวาน ซบไหล่เขาแน่นขึ้น ราวกับได้รับคำมั่นสำคัญยิ่ง

ส่วนเหมาซวนนั้นเพียงยกมือแตะหลังมือนางเบาๆ พอเป็นพิธี แววตากลับลอยไปยังตำราบนโต๊ะอีกครั้ง

ในใจคิดเพียงว่า ขอให้ผ่านการสอบครั้งนี้เสียก่อนเถิด

เมื่อถึงวันนั้น… เรื่องใดควรรับผิดชอบ เรื่องใดควรลืมเลือน ค่อยว่ากันอีกทีก็ยังไม่สาย

“พี่ซวน…” นางกระซิบเบาๆ “ข้ารู้มาตลอด… ว่าท่านเป็นคนดีที่สุด”

แม้เหมาซวนจะยังมีท่าทีห่างเหินเช่นเคย แต่หลัวเจียอีก็ไม่ว่าอะไร ทั้งยังรู้สึกดีเสียอีก ว่าในที่สุดนางก็ได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น 


 

“ถุ้ย! หน้าไม่อาย”

แม่ม่ายวั่นก้าวออกมา ใบหน้าซูบตอบเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางมองประตูที่หลัวเจียอีเพิ่งออกไป ก่อนถ่มน้ำลายลงพื้นข้างๆ หนึ่งที

เหมาซวนสะดุ้ง รีบลุกขึ้นทันที

“ท่านแม่ เบาเสียงหน่อย” เขารีบกดเสียงต่ำ พลางเหลือบมองประตู “นางอาจยังเดินไม่ไกล”

แม่ม่ายวั่นแค่นเสียงเย็น

“ไปแล้ว ข้าดูอยู่”

นางเดินมานั่งลงบนเก้าอี้เตี้ย พลางส่ายหน้าไม่หยุด

“ลูกข้ากำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบใหญ่แท้ๆ นังเด็กนั่นยังหน้าด้านเข้ามาก่อกวนถึงห้องถึงหอ ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว”

เหมาซวนเม้มปาก ไม่ตอบ

แม่ของเขาเห็นเช่นนั้นยิ่งพูดต่ออย่างเดือดดาล

“ตระกูลหลัวก็เหมือนกันทั้งบ้าน! เห็นบุรุษมีอนาคตก็รีบส่งลูกสาวมาพัวพัน หวังเกาะวาสนาคนอื่นขึ้นสูง”

นางยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บแค้น แต่เดิมควรเป็นนังหนูที่ย้ายไปอยู่สกุลเจียงนั่นต่างหาก

เหมาซวนรีบกล่าวขึ้นเบาๆ

“ท่านแม่ อย่าพูดเช่นนั้น อย่างไรตอนนี้พวกเราก็ต้องอาศัยเงินเขาอยู่บ้าง”

แม่ม่ายวั่นหันขวับมาทันที

“อาศัยก็ส่วนอาศัย แต่ลูกข้าหาได้ติดค้างชีวิตใครไม่!” นางเชิดหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจในบุตรชาย “ด้วยความสามารถของเจ้า ต่อให้ไม่มีเงินพวกมัน เจ้าก็สอบผ่านได้ เพียงช้าหรือเร็วเท่านั้น นังเด็กนั่นต่างหากที่รู้ดี ว่าหากปล่อยมือจากเจ้าแล้ว ชั่วชีวิตนี้จะหาบุรุษเช่นเจ้าไม่ได้อีก”

เหมาซวนฟังแล้วในใจก็พลันสบายขึ้นหลายส่วน คำเยินยอจากมารดาเช่นนี้ เขาได้ยินมาตั้งแต่เล็ก และลึกๆ ก็เชื่อเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย แม้จะโกรธที่มารดาทำลายแผนการของเขาพัง แต่สุดท้ายก็ต้องพึงนางเย็บปักหาเงินอยู่ดี

แม่ม่ายวั่นมองบุตรชายอย่างเอ็นดู หากไม่ใช่เพราะเขาป่วยหนักจนนางต้องเชื่อคำงมงาย มีหรือจะอยากให้บุตรชายที่มีอนาคตแต่งงานกับสตรี

และหากไม่ใช่เพราะช่วงน้ำท่วมงานปักของนางขายไม่ได้เลย ทั้งยังต้องล้มป่วยปางตายเพราะถูกโบย มีหรือที่นางจะยอมเสียสละบุตรชายเพียงคนเดียวถึงเพียงนี้

นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนลดเสียงลง

“ซวนเอ๋อร์ เจ้าเพียงตั้งใจสอบก็พอ เรื่องหญิงพรรค์นี้อย่าเอาใจไปลงด้วย ยามนี้ให้นางช่วยก็ปล่อยให้นางช่วยไปก่อน ผู้หญิงเช่นนี้ หากคิดจะจับผู้ชายด้วยเงิน ก็สมควรรู้ตัวเองอยู่แล้ว”

เหมาซวนก้มหน้ารับคำ แต่ในใจกลับมิได้ขัดข้องแม้แต่น้อย

เพราะคำของมารดาตรงกับสิ่งที่เขาคิดอยู่แล้ว

หลัวเจียอีมีประโยชน์ในยามนี้ก็จริง แต่หากวันหนึ่งเขาได้เป็นจวี่เหริน ก้าวเข้าสู่จงหยวน มีชื่อเสียง มีอนาคตสดใส

หญิงที่คู่ควรกับเขา… ย่อมไม่ใช่นางแน่นอน

แม่ม่ายวั่นลุกขึ้นเดินกลับไปยังมุมครัว ก่อนทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน

“ตระกูลหลัวคิดจะปีนขึ้นกิ่งหงส์ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าตนเป็นอีกาตัวใด”

เหมาซวนนั่งลงช้าๆ มองตำราตรงหน้าอีกครั้ง ริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ

คราวนี้เขารู้สึกอ่านหนังสือได้สบายใจกว่าเดิมมากนัก