LNCrawler

ตอนที่ 208

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 208

ตอนที่ 208


 

หลัวเหวินมักถือหนังสือออกมาอ่านที่ร้านน้ำชาเล็กๆ ริมตรอกอยู่เสมอ

ภายในบ้านเช่าอันคับแคบนั้น เขารู้สึกอึดอัดเกินจะตั้งสมาธิได้ สายตาของแม่ลูกคู่นั้น ทั้งแม่ม่ายวั่นที่มองคนอื่นอย่างระแวง และเหมาซวนที่วางท่าราวตนสูงส่ง ล้วนทำให้เขาไม่สบายใจนัก

ยิ่งหลัวเจียอีที่เข้าออกห้องของเหมาซวนอยู่บ่อยครั้ง แม้จะอ้างว่ามาดูแลญาติอย่างเขา แต่หลัวเหวินย่อมรู้ดี ว่านางเดินทางมาเจียงหนาน หาใช่เพราะเขาไม่

ดังนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจึงหอบตำราออกมาข้างนอกเสมอ

ร้านน้ำชาแห่งนี้เล็กนัก มีเพียงโต๊ะไม้ไม่กี่ตัว

เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึม ตอนแรกดูไม่ยินดีนักที่หลัวเหวินมานั่งประจำ เพราะเขามักสั่งเพียงป้านชาถูกที่สุดในร้าน แล้วนั่งอ่านหนังสือยาวหลายชั่วยาม

แต่เมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังจะเข้าสอบเซียงซื่อ ท่าทีของเจ้าของร้านก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

จากความเฉยชา กลายเป็นความชื่นชมและยินดี

บางวันเขาแอบเติมน้ำชาให้โดยไม่คิดเงิน บางวันยังยกขนมงาแผ่นหรือถั่วต้มมาให้

ผู้คนในใต้หล้าล้วนยกย่องบัณฑิตเสมอ

โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะเข้าสอบใหญ่ ชะตาชีวิตอาจพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน จากเด็กหนุ่มยากจนกลายเป็นผู้มีอนาคตสดใสก็เป็นได้ เขาคงแค่อยากทำดีไว้เผื่ออนาคตจะได้น้ำใจตอบแทน

วันนี้ร้านน้ำชายังคงคึกคัก เสียงสนทนาจากโต๊ะข้างๆ ลอยมาไม่ขาดสาย

“เมื่อวานท่านแม่ข้าทำเต้าหู้ผัดไข่ด้วยละ อร่อยมากเลย”

“ที่บ้านข้าก็เลิกซื้อข้าวแล้ว พวกพ่อค้านั่นขูดรีดกันน่าดู”

“ข้าก็กินเต้าหู้เหมือนกัน แต่เป็นต้มจืดใส่ซีอิ๊ว ไม่ต้องเปลืองเกลืออีก ประหยัดเงินมานั่งร้านน้ำชาอ่านหนังสือได้ตั้งหลายวัน”

“ปีนี้เจียงอั้นโฉ่วผู้นั้นก็มาสอบด้วยนะ”

“เห็นว่าตระกูลเจียงย้ายมาอยู่เจียงหนานแล้ว ซื้อจวนทางเจียงหนานเหนือไปด้วย”

“ร่ำรวยจริงๆ”

“ไม่ใช่แค่นั้น ยังเรียนอยู่สำนักเรียนซีฟงอีก”

“หากข้าได้นั่งข้างเขาสักวันก็คงดี เผื่อได้รับคำชี้แนะบ้าง”

“ได้ยินว่าการสอบวัดผลรายสัปดาห์ของสำนัก เขาก็ได้ที่หนึ่ง บทความยอดเยี่ยมจนเหล่าอาจารย์ชมไม่ขาดปาก”

หลัวเหวินนิ่งฟัง มือที่จับตำราค่อยๆ แข็งขึ้นทีละน้อย

ตั้งแต่เดินทางมาถึงเจียงหนาน เขาได้ยินชื่อเจียงอั้นโฉ่ว ไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว

ทุกครั้งที่ชื่อผู้นั้นถูกเอ่ยขึ้น ภาพหนึ่งของคนอีกคนก็มักผุดขึ้นมาในใจเสมอ

สายตาเฉียบแหลม เย็นชา และสงบนิ่ง ราวกับมองทะลุคนทั้งโลกได้ในคราวเดียว

อดีตน้องสามของเขา… ผู้ที่บัดนี้ไม่มีสิ่งใดให้เปรียบเทียบกับคนเดิมได้อีกแล้ว

หลัวเหวินรู้สึกหนาววาบขึ้นมาจากแผ่นหลัง เขารีบก้มหน้าลง อ่านตำราตรงหน้าอย่างฝืนใจ พยายามรวบรวมสมาธิกลับคืนมา


 

ท่ามกลางการใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบของฝั่งใต้ จวนเจียงหลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในทุกๆ วัน

“นี่ก็คือเหล่าเมี่ยน[1]หรือ” เฉียนซื่อมองก้อนหนืดๆ ให้โถแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษอย่างตื่นเต้น

ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่นางกับบุตรสาวบุญธรรมลองผิดลองถูก และรอมาถึงครึ่งเดือนจะเป็นส่วนสำคัญให้การทำซาลาเปาที่อร่อยนั่น

“น้องสี่ เจ้าไปดูไข่เป็ดนั่นหรือยัง นั่นก็คือไส้ซาลาเปาที่เจ้าบอกว่าหากินไม่ได้สินะ” เจียงจื่อหรงเจ้าประจำก็อยู่ที่จวนฝั่งตระกูลรองเช่นกัน

ยามนี้สตรีแซ่เจียงสามคนต่างใช้เวลาหมดไปกับการทำนั่นทำนี่ และรังสรรของกินใหม่ๆ กันไม่รู้จบ จนตอนที่รอบเอวแต่ละคนขึ้นมาคนละหนึ่งรอบแล้ว

โดยตั้งแต่วันที่เหยาอวี้โรงเตี้ยมหลิวเยวี่ยจิ่วโหลว วันถัดมาก็คลุกตัวอยู่ที่ครัวใหญ่กับเฉียนซื่อกันอยู่สองคน

เฉียนซื่อไม่ค่อยออกไปไหน นางจึงไม่เคยกินซาลาเปาสักครั้ง อีกทั้งจะให้เจียงอวี้เหิงเอามาฝาก ระยะเวลาเดินทางจนมาถึงจวนเจียงที่เหออันก็เหมือนจะกลายเป็นซาลาเปาเสียไปแล้ว

พอบุตรสามารถบุญธรรมนำมาแสดงความกตัญญู เฉียนซื่อจึงติดใจในรสชาตนี้เช่นกัน

“มันคือไข่เค็มเจ้าค่ะ ถ้าเอามาเป็นไส้ซาลาเปา เวลากัดมันจะเยิ้มออกมา เรียกวาซาลาเปาลาวา” เหยาอวี้บอกพร้อมกลืนน้ำลาย

ตั้งแต่มาถึงเจียงหนานนางก็เริ่มสับสนเป้าหมายในชีวิตที่คุยกับเจ้าท้อหยกเซียนนั่นเล็กน้อย เพราะแต่เดิมนางก็เป็นคนชอบกินอยู่แล้ว ยิ่งต้องอยู่ในจวนกับเฉียนซื่อที่ชอบทำอาหารด้วยแล้ว บางทีแค่นางบอกวัตถุดิบคร่าวๆ ออกมา มารดาบุญธรรมผู้นี้ก็สามารถรังสรรออกมาเป็นอาหารจานหนึ่งที่แม้แต่โรงเตี้ยมหลิวเยวี่ยจิ่วโหลวอาจจะต้องเจ๊งได้ หากพวกนางคิดจะเปิดแข่ง

ขนาดไข่เค็มที่ทำออกมา นางยังคิดเคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งออกมาได้ เพราะนอกจากจะดองน้ำเกลือปกติแล้ว เหยาอวี้ยังเติมเหล้าขาวเข้าไปในขั้นตอนการดองไข่เค็มนี้ด้วย

เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปช่วยสลายโปรตีนในไข่แดง ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ในไข่แดงเกิดการรวมตัวกันและแยกชั้นออกมาได้ง่ายขึ้น เมื่อไขมันแยกตัวออกมา เราจึงเห็นไข่แดงมีลักษณะมันเยิ้มเหมาะแก่การเอามาทำเป็นไส้ซาลาเปาอย่างยิ่ง

“เช่นนั้นเริ่มจากเหล่าเมี่ยนก่อนเจ้าค่ะ” เหยาอวี้เอ่ยพลางยืนเขย่งมองโต๊ะเตรียมของ ดวงตาเป็นประกายราวแม่ทัพบัญชาการศึกใหญ่ “เอามันมาผสมกับน้ำอุ่น และน้ำตาลก่อน คนให้ละลายเข้ากันดี”

เฉียนซื่อรับคำเบาๆ แล้วลงมือทันที

มือของนางคล่องแคล่วมั่นคงยิ่งนัก เพียงใช้ตะเกียบคนไม่กี่ครา ก้อนเหล่าเมี่ยนหนืดเหนียวก็ละลายกลายเป็นน้ำขุ่นสีอ่อน ส่งกลิ่นเปรี้ยวจางๆ แปลกประหลาด

เจียงจื่อหรงยืนชะเง้ออยู่ข้างโต๊ะ

“เหมือนแป้งขนมกุ้ยช่ายเลยเจ้าค่ะ”

“ขนมกุ้ยช่ายของคนตะกละอย่างพี่สามสินะเจ้าคะ” เหยาอวี้แซว

“เจ้ากินน้อยกว่าข้าตรงไหน รอดูเถอะพี่รองมารอบนี้ต้องอุ้มเจ้าไม่ขึ้นแน่นอน” เจียงจื่อหรงสวนกลับทันควัน ทั้งยังยักคิ้วลิ้วตาให้อีก

“ข้าโตแล้ว ไม่ให้เขาอุ้มหรอก” เหยาอวี้มุ่ยปากเล็กน้อย

โดนนังหนูนี่แซวกลับเสียได้



 

เด็กสาวแซ่เจียงหัวเราะคิกคัก มิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

เฉียนซื่อยิ้มให้เด็กสองคน จากนั้นใช้มือหนึ่งเทของเหลว อีกมือใช้ตะเกียบวนไปเรื่อยๆ แป้งขาวค่อยๆ จับตัวเป็นเม็ดเล็กเม็ดน้อย ก่อนรวมกันเป็นก้อนหยาบอย่างน่าพอใจ

จากนั้นนางก็ล้างมือแล้วลงมือนวดต่อทันที

เพียงไม่นาน แป้งที่หยาบกระด้างก็เริ่มเนียนขึ้นทุกขณะ

“เหมือนว่าถ้าใส่น้ำมันพืชแล้วแป้งจะสวยขึ้นเจ้าค่ะ” เหยาอวี้แสดงความคิดเห็นออกมา

เจียงจื่อหรงรีบยกถ้วยเล็กส่งให้ประหนึ่งถวายของล้ำค่า แล้วส่งให้เฉียนซื่อทันที

เฉียนซื่อเทลงไปเพียงน้อย แล้วนวดต่อ แป้งจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นก้อนเนียนนุ่ม ผิวตึงเรียบ ราวแก้มเด็กน้อย

เหยาอวี้มองแล้วแทบอยากปรบมือ

“ท่านแม่ ท่านนี่ร้ายกาจจริงๆ ครั้งแรกท่านก็ทำแป้งออกมาได้แล้ว”

“เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านท่านตาเจ้า ข้าเคยช่วยเขานวดแป้งบะหมี่อยู่ จึงพอมีทักษะอยู่บ้าง” เฉียนซื่อกล่าวเรียบๆ ราวเป็นเรื่องธรรมดา

เจียงจื่อหรงรีบประจบเช่นกัน

“ข้าว่า หากอาสะใภ้ไปเปิดร้าน โรงเตี้ยมหลิวเยวี่ยจิ่วโหลวคงร้องไห้แน่”

เฉียนซื่อหัวเราะจนหางตาโค้ง

“ปากหวานนัก…แล้วจากนี้ต่อทำอย่างไรต่อดี”

เหยาอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไปหาผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดแล้วยกมาคลุมชามนั้นไว้ จากนั้นค่อยอธิบาย

“ถ้าพักแป้งแล้วปิดด้วยผ้าชื้นแป้งจะนุ่มขึ้นเจ้าค่ะ”

เหยาอวี้เอามือเท้าคาง นั่งจ้องราวกับกำลังเฝ้าไข่มุกจะฟักตัว

“ใช้เหล่าเมี่ยนต้องรอนานหน่อยเจ้าค่ะ ราวสองชั่วยาม”

เจียงจื่อหรงถอนหายใจยาว

“นานเพียงนี้ ข้าหิวตายก่อนแน่”

“เช่นนั้นพี่สามไปกินขนมก่อนก็ได้เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบเสียงเรียบ

เด็กสาวทำปากยื่น แต่ก็วิ่งไปหยิบเม็ดบ๊วยเชื่อมมากินจริงๆ เหยาอวี้จึงเอื้อมมือไปหยิบมากินด้วยกัน

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเปิดผ้าคลุมออก ทุกคนก็ร้องออกมาพร้อมกัน

แป้งฟูขึ้นเป็นเท่าตัว ขาวนุ่มดุจปุยเมฆ

“น่าจิ้มจริงๆ มันจะแตกไหมนะ” เจียงจื่อหรงพูดพลางใช้นิ้วจิ้มเบาๆ

เหยาอวี้หัวเราะ แล้วเอานิ้วจิ้มลงไปเช่นกัน

เมื่อก่อนนางไม่เคยทำซาลาเปาเลย แต่เคยดูวิธีการทำมาบ้าง แต่นั่นก็นานมากแล้ว นางจึงได้แค่อาศัยเดาๆ หลักการนวดแป้ง และพักแป้งออกมา

“เช่นนั้นก็เอาแป้งนี้มาแบ่งเป็นก้อนแล้วแผ่ยัดไส้เหมือนทำเกี๊ยวสินะ” เฉียนซื่อเดาขั้นตอนได้เองทันที

เฉียนซื่อทำเพียงปั้นๆ ไม่กี่ครั้งก็จับหลักได้ทันที แป้งแต่ละแผ่นบางเสมอกัน งดงามยิ่งกว่าที่เหยาอวี้จินตนาการไว้เสียอีก

ไส้หมูสับที่เฉียนซื่อปรุงไว้ ถูกตักใส่ลงกลางแป้งอย่างพอดี

ส่วนอีกกองหนึ่งคือไส้ไข่เค็มบดผสมมันหมูและเครื่องปรุงของเหยาอวี้ สีทองเข้มเยิ้มชวนมองนัก

“อันนี้ของข้า!” เจียงจื่อหรงรีบชี้ไส้ไข่เค็ม

“ยังไม่ทันสุก ท่านก็ก็จองแล้วหรือ” เหยาอวี้ขำทันที

เฉียนซื่อจับจีบเพียงลูกแรกก็สวยดุจดอกบัวตูม จีบแน่น เรียงเสมอกันทุกกลีบ

เจียงจื่อหรงมองของตนเองที่บิดเบี้ยวคล้ายถุงเงินถูกหมาขย้ำแล้วเงียบไปทันที

“เหตุใดของข้าจึงเหมือนห่อข้าวเสียมากกว่า” ก่อนจะชะโงกไปดูของเหยาอวี้ก็หัวเราะออกมา “น้องสี่ต่อไปเจ้าแค่คิดวิธีทำพอ ต่อไปให้อาสะใภ้จัดการเถิด”

เหยาอวี้ได้ยินก็หัวเราะอย่างจำใจออกมาเช่นกันเล็กน้อย “ลองเปลี่ยนเป็นปั้นยาลูกกลอนสิ ข้าจะทำให้มันกลมเชียวละ”

“เรื่องนี้ข้าต้องถอนให้เจ้าเช่นกัน” เจียงจื่อหรงยอมแพ้โดยดุษฎี

ซาลาเปาทั้งหมดถูกวางบนกระดาษรองนึ่ง พักไว้อีกสองเค่อ

ไม่นานแต่ละลูกก็ดูเบาขึ้น อวบพองน่ารักราวเด็กอ้วนใส่เสื้อขาว

เฉียนซื่อตั้งหม้อนึ่ง น้ำเดือดพล่านส่งไอร้อนขาวโพลน

เจียงจื่อหรงยืนเฝ้าหม้อไม่ยอมไปไหน สูดกลิ่นไอน้ำราวคนถูกมนต์สะกด

เมื่อครบเวลา เฉียนซื่อจึงเปิดฝา

ซาลาเปาสีขาวลูกกลมก็ปรากฏตรงหน้า ผิวตึงเนียน กลิ่นหอมน่ากินเป็นที่สุด

เจียงจื่อหรงถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก อยากยื่นมือออกไปจนอดไม่อยู่

“พี่สามจะไม่เอานิ้วของตัวเองแล้วหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ดุเล็กน้อย เพราะตอนนี้ซาลาเปากำลังร้อนมากๆ หากจับตอนนี้จะต้องนิ้วพองแน่นอน


 

[1] เหล่าเมี่ยน  (老面 - lǎomiàn) คือ ยีสต์