ตอนที่ 209
ตอนที่ 209
ตอนที่ 209
ซาลาเปาที่นึ่งไว้หลายรอบถูกยกมาวางเรียงในกระจาดไม้ไผ่ ไอร้อนยังลอยบางๆ จากผิวขาวนุ่มของมัน แต่ละลูกอวบกลม ผิวตึงเรียบ ราวก้อนหิมะเล็กๆ ที่เพิ่งตกใหม่
เจียงจื่อหรงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว มือถือถ้วยชาพลางชะเง้อมองกระจาดตาไม่กะพริบ ราวกับกลัวว่าซาลาเปาจะลอยหนีไปเอง
“กินได้หรือยังเจ้าคะ” นางถามเป็นครั้งที่สามในเวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ
เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ ก่อนหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งวางลงตรงหน้าแต่ละคน
เหยาอวี้ไม่รอช้า ใช้ตะเกียบคีบลูกที่เป็นไส้ไข่เค็มขึ้นมาอย่างชำนาญ แล้วกัดลงไปครึ่งหนึ่งทันที
แป้งนุ่มฟูยุบตัวเบาๆ ใต้ฟัน ก่อนที่ไส้สีทองเข้มด้านในจะไหลเยิ้มออกมา กลิ่นหอมมันของไข่แดงเค็มผสมหมูสับร้อนๆ ลอยขึ้นแตะจมูก จนเด็กหญิงถึงกับหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
“ใช่เลย…” นางพึมพำเสียงเบาอย่างมีความสุข “รสชาติแห่งชีวิต”
เจียงจื่อหรงเห็นดังนั้นก็ทนไม่ไหว รีบกัดลูกของตนบ้าง ทว่าร้อนเกินไปจนต้องรีบอ้าปากพ่นลม
“ฮื่อ…ร้อน! ร้อน!”
แม้ปากจะร้องเช่นนั้น แต่มือกลับไม่ยอมวางซาลาเปาลงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อความร้อนลดลง นางกัดคำใหญ่เข้าไปอีกครั้ง ไส้หมูสับที่เฉียนซื่อปรุงไว้นุ่มฉ่ำ หอมพริกไทยและต้นหอม ผสานกับแป้งนุ่มจนเด็กสาวตาโตขึ้นทันที
“อาสะใภ้!” นางร้องอย่างตื่นเต้น “อันนี้ขายได้แน่เจ้าค่ะ! หากขายหน้าสำนักเรียน ข้าจะไปยืนเรียกลูกค้าเอง!”
“เจ้าอยากกินเองมากกว่ากระมัง” เฉียนซื่อหัวเราะให้กับคุณหนูของจวนหลัก ที่คงติดนิสัยบุตรบุญธรรมของตนมา ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็มองเป็นการค้าไปเสียหมด
“ตอนนี้แค่เต้าหู้ก็กลายเป็นจุดสนใจมากแล้วเจ้าค่ะ อีกอย่างซาลาเปาก็มีคนขายอยู่แล้ว เราเอาไว้ทำกินเองที่จวนดีกว่า” เหยาอวี้กล่าวอย่างกังวล
อย่างไรแต่เดิมสกุลเจียงก็เป็นตระกูลพ่อค้า ยิ่งตอนนี้กลายมาเป็นเศรษฐีที่ดินแทนแล้ว เรื่องการทำการค้าก็ไม่ควรออกหน้าจนเกินไป
“แต่ไข่เค็มของเจ้า เห็นว่าเก็บไว้ได้หลายวันเชียว อย่างนี้ไม่ทำขายหรือ” เฉียนซื่อถาม
“ไว้ดูสถานการณ์อีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ลังเลมากจริงๆ
มีเงินมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้ก็มากเกินไปแล้ว ยังดีที่ได้ป้ายประจำตัวของหลิงหยวนโหวช่วยไว้จนอู๋ชินอ๋องช่วยออกหน้า
อีกทั้งโรงงานเต้าหู้ก็อยู่ที่เหออัน คงพอจะห่างไกลความวุ่นวายอยู่กระมัง
“เอาเถิด เรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของเจ้า” เฉียนซื่อยิ้มอย่างอารมณ์ดี สำหรับนางแล้วก็ไม่คิดอยากเปิดร้านอาหารหรอก เพราะสิ่งที่นางต้องการคือให้คนที่รักกินอิ่มนอนหลับ
“เจ้าค่ะท่านแม่” เหยาอวี้ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข
แผนชีวิตนางจริงๆ ก็แค่อยากสะสมบุญไว้เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้คิดจะสร้างอะไรใหญ่โตนักหรอก
อีกทั้งจากที่นางพูดคุยกับเจียงมู่ไป๋ นางรู้สึกว่าเขาไม่ได้สนใจเส้นทางขุนนางด้วยซ้ำ
ที่มาสอบเซียงซื่อครั้งนี้ ก็เป็นแค่การต่อรองกับผู้เฒ่าเจียงเรื่องนางเท่านั้น และหลายอย่างที่เขาทำก็เหมือนปูทางไว้เพื่อให้นางสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างดี
นั่นเป็นเพราะเขาไว้ใจนางเกินไป ต่อให้เขารู้ว่านางไม่ใช่เด็กแปดขวบจริงๆ แต่เพราะคุ้นชินกับภาพลักษณ์นี้และนิสัยซื่อๆ ของนาง บางครั้งจึงมักเผยบางมุมที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันระวังตัว
แม้เขาจะไม่พูด แต่นางก็สังเกตเห็นทุกอย่าง
นางเห็นดวงตาที่เก็บซ่อนอะไรบางอย่าง เห็นความทะเยอทะยานที่หยั่งรากลึก เห็นความเจ็บปวดอ้างว้างในนั้น
ความสงสัยทำให้นางส่งฝานซูเมิ่งช่วยตามสืบเรื่องของจวนโจวกั๋วกงที่จงหยวนสักหน่อย หลายวันมานี้ข้างกายนางจึงไม่มีฝานซูเมิ่งเลย
ยิ่งสัมผัสฟ้าดินของนางแข็งแกร่งมากขึ้น นางยิ่งรับรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วในจวนเจียงนี้มีคนมากมายที่ซ่อนตัวในเงาอยู่ไม่น้อย และเหมือนว่าพวกเขาจะซ่อนตัวได้เก่งกว่าคนของหลิงหยวนโหวด้วยซ้ำ
นั่นทำให้นางเริ่มกังวลว่า ชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้ จะดำเนินได้ไปถึงเมื่อไรกัน
ในระยะเวลาไม่นานนักควบคู่กันไป เรื่องของเต้าหู้ก็แพร่สะพัดไปทั่วเจียงหนานราวไฟลามทุ่ง
จากเดิมที่เป็นเพียงอาหารแปลกใหม่ซึ่งผู้คนมองด้วยความสงสัย บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในทุกตรอกซอย ทุกตลาดเช้า และทุกวงสนทนาหน้าโรงน้ำชา
พ่อค้าคนกลางจากเหออันและหัวเมืองใกล้เคียงต่างเห็นช่องทางทำเงิน จึงเร่งขนเต้าหู้เข้ามาจำหน่ายที่เจียงหนานไม่ขาดสาย ทั้งทางเรือและทางเกวียน บ้างยังพกตำราทำอาหารฉบับหยา ๆ ที่คัดลอกมาจากสูตรของร้านชิงอวี้โต้วฝางติดมือมาด้วย หวังใช้เป็นเครื่องล่อใจลูกค้า
ตอนแรกผู้คนยังลังเล
แต่เมื่อได้ลองกินจริง จึงพบว่าอาหารชนิดนี้มิได้ด้อยไปกว่าที่เล่าลือเลยแม้แต่น้อย
มันนุ่ม กินง่าย อยู่ท้อง และสำคัญที่สุดคือราคาถูกจนยากจะปฏิเสธ
ในยามที่ข้าวสารหนึ่งจินทะยานขึ้นไปถึงร้อยยี่สิบอีแปะ ผู้คนจำนวนมากแทบไม่มีปัญญาซื้อหามาหุงกินดังเดิม ข้าวหนึ่งจินแม้หุงออกมาได้ราวหกชาม ทว่าก็เป็นหกชามที่ต้องแลกด้วยเงินเกือบทั้งวันของแรงงานยากจน
ส่วนเต้าหู้หนึ่งจิน แม้ทำอาหารได้เพียงสี่หรือห้าจาน ปริมาณย่อมน้อยกว่าข้าวอยู่บ้าง แต่ราคากลับมีเพียงยี่สิบอีแปะเท่านั้น
ต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อคิดคำนวณเช่นนี้ ผู้คนจึงเริ่มละมือจากถุงข้าว หันมาควักเงินซื้อเต้าหู้แทนอย่างพร้อมเพรียง
หลายบ้านหั่นเต้าหู้เป็นก้อน ต้มกับน้ำเดือดแล้วเติมซีอิ๊วลงไป โรยผงกระเทียมหอมฉุนอีกเล็กน้อย ก็ได้อาหารร้อนๆ หม้อหนึ่งที่ทั้งอิ่มท้องและมีรสชาติ
บางบ้านยีเต้าหู้ผสมผักดอง บางบ้านผัดกับมันหมูเพียงน้อยนิด บางบ้านบดลงในน้ำแกงให้ข้นขึ้น กินกับแป้งหยาบก็ยังอร่อยนัก
ที่สำคัญยิ่งคือ ไม่ต้องใช้เกลือมาก ไม่ต้องสิ้นเปลืองเครื่องปรุง และไม่ต้องมีฝีมือการครัวสูงส่งก็ทำได้
ตรอกยากจนซึ่งเคยอบอวลด้วยกลิ่นน้ำข้าวต้มเจือจาง บัดนี้เริ่มมีกลิ่นซีอิ๊วและกระเทียมลอยคลุ้งแทน
เด็กเล็กที่เคยซูบผอมเริ่มมีแรงวิ่งเล่น ผู้ชราที่เคยนั่งนิ่งเพราะหมดเรี่ยวแรงก็เริ่มลุกเดินได้อีกครั้ง เสียงไอในเรือนโทรมบางแห่งเบาบางลงไปไม่น้อย
ชาวบ้านจำนวนมากจึงกล่าวกันว่า สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งคนจนเสียทีเดียว
โรงทานตามเมืองและหน้าเมืองเริ่มเบาบาง ผู้คนไม่จำเป็นต้องไปต่อแถวรับข้าวต้มวันละชามดังเก่า เพราะเงินเพียงเล็กน้อยก็ซื้อเต้าหู้กลับไปทำกินเองได้ทั้งครอบครัว
ครอบครัวที่ยังมีที่ดินต่างรีบรับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองกลับไปเพาะปลูก หวังว่าฤดูถัดไปจะมีทั้งของกินและของขายในคราเดียวกัน
เจียงหนานซึ่งเคยอึมครึมจากภัยพิบัติ จึงเริ่มมีแสงแห่งความหวังส่องลอดเข้ามาทีละน้อย
แต่โลกนี้มีขึ้นย่อมมีลง
เมื่อคนหนึ่งได้ประโยชน์ อีกคนหนึ่งย่อมเสียประโยชน์เป็นธรรมดา
บรรดาพ่อค้าข้าวสารผู้กักตุนสินค้าไว้หวังขายราคาแพง เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ คลังข้าวที่เคยหมายมั่นว่าจะทำกำไรมหาศาล กลับมีผู้ซื้อบางตาลงทุกวัน
บางคนยอมลดราคาเงียบๆ บางคนปล่อยข่าวว่าเต้าหู้กินแล้วไร้เรี่ยวแรงเก็บได้ไม่นานเหมือนข้าว บางคนลอบส่งคนไปสืบว่าผู้ใดกันแน่เป็นต้นคิดของกระแสนี้
เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากปล่อยไว้เช่นนี้ เต้าหู้จะมิใช่เพียงอาหารราคาถูก หากแต่จะกลายเป็นสิ่งที่ทำลายอำนาจต่อรองของพวกตนลงโดยตรง
ริมชายฝั่งทะเลยังคงมีคลื่นซัดเข้าหาฝั่งไม่ขาดสาย แม่น้ำหลานชางยังไหลเชี่ยวลึกสงบดังเดิม
ทว่าภายใต้ผืนน้ำอันเงียบงันนั้น กลับมีวังวนหลายสายเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
วังวนแห่งผลประโยชน์
วังวนแห่งความโลภ
วังวนแห่งอำนาจที่กำลังถูกสั่นคลอน
เต้าหู้ก้อนเล็กๆ สีขาวสะอาดนั้น ดูเหมือนจะไร้พิษภัย
แต่แท้จริงแล้ว มันกำลังเขย่าทั้งเจียงหนานจากรากฐานทีละน้อย โดยไม่มีผู้ใดอาจหยุดยั้งได้ง่ายๆ
“ไป๋เกอเอ๋อร์ หากเกิดอะไรขึ้น ให้อาไฉมาแจ้งคนที่จวนทันทีเลยนะ”
เฉียนซื่อกำชับบุตรชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีหน้ากังวลจนหว่างคิ้วขมวดแน่น มือยังไม่วายลูบแขนเสื้อของเขาให้เรียบ ทั้งที่เรียบร้อยอยู่แล้วหลายรอบ
แม้ยามนี้เจียงมู่ไป๋จะแข็งแรง สุขภาพดีกว่าที่นางเคยเห็นมาตลอดชีวิต ใบหน้ามีเลือดฝาด ร่างกายสูงโปร่งมั่นคง มิใช่เด็กหนุ่มอ่อนแอผู้ต้องดื่มยาต่างน้ำในอดีตอีกแล้ว
แต่ภาพจำจากการสอบเมื่อสี่ปีก่อนนั้น ยังฝังแน่นในใจมารดาผู้นี้ไม่เสื่อมคลาย
วันนั้นบุตรชายของนางถูกหามออกมาจากสนามสอบ ตัวเย็นเฉียบ ริมฝีปากซีดขาว ลมหายใจแผ่วเบาราวเส้นด้าย บัณฑิตคนอื่นเพียงสอบตก แต่บุตรชายนางเกือบต้องก้าวข้ามประตูผีไปจริงๆ
แม้ว่าสุดท้ายจะกลายเป็นอั้นโฉ่วที่อายุน้อยที่สุดของแคว้น แต่นางกลับไม่ดีใจเลยสักนิด
เพียงนึกถึงก็ทำให้นางใจสั่น
อาไฉยืนอยู่ข้างหลังอย่างซื่อสัตย์ มือทั้งสองหิ้วถุงผ้าขนาดใหญ่ที่แน่นอัดไปด้วยของยังชีพ เสื้อผ้าสำรอง ผ้าห่มบาง อาหารแห้ง ถั่วคั่ว ชา ใบยาสมุนไพร และสิ่งละอันพันละน้อยที่เฉียนซื่อเตรียมด้วยมือตนเองแทบทั้งหมด
อีกด้านหนึ่งยังมีกระบอกน้ำไผ่ที่เหยาอวี้แอบยัดใส่ไว้
ภายในนั้นมีน้ำสะอาดซึ่งนางหยดน้ำทิพย์ลงไปเพียงหนึ่งหยด ก่อนปิดฝาแน่น พร้อมกำชับนักกำชับหนากับเจียงมู่ไป๋ว่าให้ใช้ผสมน้ำชงชาตลอดการสอบ อย่าดื่มสุรุ่ยสุร่าย
เจียงมู่ไป๋แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ถามให้มากความ เพราะรู้ว่านางต้องเตรียมของที่ดีที่สุดให้เขา เขาจึงเพียงรับมาเงียบๆ
อีกด้านหนึ่ง เจียงเจ๋อหมินก็กำลังยืนฟังโอวาทจากบิดามารดาของตนเช่นกัน
เจียงเฉิงกล่าวสั้นกระชับดังนิสัยบุรุษไม่ถนัดคำหวาน เพียงให้เขาตั้งใจสอบ อย่าหวั่นไหวต่อสิ่งรอบตัว ส่วนฮูหยินเจียงกลับคอยปัดฝุ่นบนบ่า บ่นเรื่องอาหารการกินและการนอนไม่ขาดปาก
บรรยากาศวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านต้องสอบได้แน่นอนเจ้าค่ะ!” เจียงจื่อหรงชูกำปั้นขึ้นอย่างฮึกเหิม ดวงตาเปล่งประกายสดใส ราวกับผู้จะลงสนามสอบคือเจ้าตัวเองเสียมากกว่า
“พี่ใหญ่ พี่รอง ขอให้พวกท่านมีสมาธิเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กล่าวตามอย่างจริงใจ
แม้นางจะมิได้สนิทกับเจียงเจ๋อหมินนัก แต่ระหว่างกันก็ไม่เคยมีเรื่องขัดข้องอันใด ยามนี้จึงกล่าวอวยพรอย่างจริงใต
เจียงเจ๋อหมินยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้เด็กทั้งสอง
ส่วนเจียงมู่ไป๋เพียงยกมือขึ้นลูบศีรษะเหยาอวี้เบาๆ แล้วเหลือบมองเจียงจื่อหรงคล้ายจะกล่าวบางอย่าง สุดท้ายกลับมิได้พูดออกมา
เพราะรู้ดีว่า หากเปิดปาก เด็กสาวผู้นี้คงพูดไม่หยุดอีกหลายประโยค
เสียงฆ้องจากด้านหน้าดังขึ้นหนึ่งครั้ง
แถวของผู้เข้าสอบเริ่มขยับเคลื่อน
สองพี่น้องตระกูลเจียงหันกลับมามองครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินไปต่อแถวอย่างสงบ โดยมีบ่าวข้างกายช่วยถือสัมภาระไปส่งถึงจุดตรวจค้น
รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงกำชับลา เสียงสะอื้นของมารดาบางคน เสียงอวยพรจากญาติพี่น้อง และเสียงฝีเท้าของเหล่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่ประตูชะตากรรม
เมื่อผ่านประตูนั้นไปแล้ว
เก้าวันข้างหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ว่าใครคู่ควรกับเส้นทางขุนนาง และใครต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกสามปีข้างหน้า