LNCrawler

ตอนที่ 210

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 210

ตอนที่ 210


 

เพราะเจียงหนานคือเมืองหลวงแห่งมณฑล จึงมีสถานที่สำหรับจัดสอบเซียงซื่อโดยเฉพาะ สร้างขึ้นใหญ่โตโอ่อ่าราวป้อมปราการแห่งวิชาการ ผู้คนเรียกขานกันว่า เจียงหนานก้ง

กำแพงสูงทอดยาวหลายชั้น ประตูใหญ่แน่นหนา ภายในแบ่งเป็นแถวยาวของคอกสอบนับไม่ถ้วน เรียงรายเป็นระเบียบดุจรังผึ้งสุดลูกหูลูกตา แต่ละคอกกว้างเพียงราวสี่ฉื่อ พอให้วางแผ่นไม้เป็นโต๊ะเขียนและพับลงเป็นที่นอนได้เท่านั้น

ผู้เข้าสอบต้องถูกกักสอบอยู่ภายในนั้นถึงสามรอบ รอบละสามวันสองคืน รวมทั้งหมดเก้าวันเต็ม

กินในนั้น

นอนในนั้น

แม้กระทั่งขับถ่ายก็ยังต้องอยู่ในนั้น

ทุกอย่างล้วนเพื่อป้องกันการลักลอบทุจริต และคัดคนที่แท้จริงให้หลงเหลือเพียงผู้มีความสามารถพอจะก้าวสู่เส้นทางขุนนาง

ดังนั้นการสอบนี้จึงมิใช่เพียงวัดความรู้

หากยังวัดกำลังใจ ความอดทน และสุขภาพร่างกายด้วย

บัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่อ่านตำราแตกฉาน แต่ร่างกายอ่อนแอ สุดท้ายก็ล้มป่วยกลางสนามสอบ มีให้เห็นทุกปี

วันนี้เป็นวันลงทะเบียนเข้าสอบและเข้าสู่ห้องสอบ หน้าเจียงหนานก้งจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด แม้จะมีผู้ติดตามเช่นอาไฉมาไม่น้อย แต่ก็ทำได้แค่มาส่งถึงหน้าห้องสอบเช่นกัน หลังตรวจสัมภาระเรียบร้อย ก็จะมีแค่ตัวผู้เข้าสอบเท่านั้นที่เข้าไปได้

รถม้าจากตระกูลใหญ่จอดเรียงรายเป็นแถว บ่าวรับใช้ขนหีบผ้า ผ้าห่ม หมอนใบเล็ก ถุงยา ขวดน้ำ กระโถน และอาหารแห้งลงมาไม่ขาดสาย บางครอบครัวถึงกับพาหมอประจำจวนมาด้วย หวั่นเกรงบุตรชายจะทนไม่ไหวกลางการสอบยาวนาน

บัณฑิตจากหัวเมืองต่างๆ แต่งกายสะอาดเรียบร้อย สวมชุดยาวสีอ่อน ใบหน้าหลายคนซีดเซียวจากการอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ บ้างยืนท่องบทความเงียบๆ ริมกำแพง บ้างหลับตาทบทวนเนื่อหาคัมภีร์ในใจ บ้างเดินวนไปมาเพราะความกดดันจนเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ

แม้บัณฑิตแห่งเจียงหนานจะขึ้นชื่อว่าสง่างาม อ่อนโยน และมีมารยาทสมเป็นสุภาพชน เพราะเติบโตท่ามกลางเมืองมั่งคั่งและวัฒนธรรมสูงส่ง

แต่เมื่อยืนอยู่หน้าเจียงหนานก้งแห่งนี้

ทุกคนกลับไม่ต่างกันนัก

ไม่ว่าผู้ดีจากจวนใหญ่ หรือบุตรชาวบ้านจากเมืองไกล

ล้วนเป็นเพียงผู้สอบคนหนึ่ง ที่กำลังนำอนาคตทั้งชีวิตมาวางไว้หน้าไม้กระดานแผ่นนี้ทั้งนั้น

รอบด้านมีเสียงเรียกร่ำลาอวยพรไม่ขาดสาย

มารดาบางคนกำชับให้กินยาให้ตรงเวลา

บิดาบางคนตบไหล่บุตรชายแล้วบอกเพียงว่าอย่ากดดันตนเองเกินไป

ภรรยาสาวบางคนแอบเช็ดน้ำตา ก่อนส่งถุงหอมให้สามีถือเข้าไป

ร้านค้ารอบนอกต่างฉวยโอกาสเปิดแผงขายของคึกคัก มีทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ เทียนไข อาหารแห้ง เนื้อเค็ม ถั่วต้ม ไปจนถึงยันต์ขอพรจากวัดดังที่อ้างว่าช่วยให้สอบผ่าน

เสียงแม่ค้าเร่ เสียงคนต่อราคา เสียงหัวเราะกลบความประหม่า และเสียงถอนหายใจของบัณฑิตที่แบกรับความหวังทั้งตระกูล ผสมปนเปกันจนเกิดเป็นบรรยากาศประหลาดยิ่ง

เหนือศีรษะ ฝูงนกบินวนเหนือกำแพงสูงของเจียงหนานก้ง

ส่วนใต้เงากำแพงนั้น

คือทะเลมนุษย์ที่กำลังรอให้ชะตากรรมตัดสินว่า ใครจะก้าวออกมาพร้อมตำแหน่งจวี่เหริน และใครจะกลับไปพร้อมเพียงความเงียบงันอีกสามปี

เหยาอวี้มองบรรยากาศนี้ซ้อนทับอนาคตอีกหลายพันปีข้างหน้า ความรู้สึกของการเผชิญการสอบเกาเข่า[1]ยามนั้น แม้จะไม่ใช่การสอบเคอจวี่ แต่มันก็เป็นบทตัดสินเส้นทางชีวิตของใครหลายคนเช่นนี้

ร้อยปีพันปี ดินแดนแห่งนี้ไม่เคยขาดบัณฑิตผู้มุ่งมั่น

นางยอมรับว่าเพราะเป็นคนที่มาจากอนาคต จึงรู้ว่าหลายสิ่งที่นี่นั้นโบราณคร่ำครึ่ แต่ก็เพราะแก่นจารีต และขนบธรรมเนียมนี้เอง ที่ทำให้เราเป็นเรา มีรากและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงถึงกัน แม้ว่าจะเปลี่ยนการปกครองในกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม 


 

พวกหลัวเจียอีมองเห็นคนตระกูลเจียงตั้งแต่ไกล

ท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัดหน้าประตูเจียงหนานก้ง กลุ่มคนแซ่เจียงกลับโดดเด่นนัก ทั้งการแต่งกายเรียบร้อยสง่างาม บ่าวรับใช้ที่ติดตามมากมาย ราวกับเป็นชนชั้นสูงของเจียงหนานไปเสียแล้ว

เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าของแต่ละคนแปรเปลี่ยนไม่เหมือนกัน

แม่ม่ายวั่นหน้าซีดลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เพียงเห็นบ่าวรับใช้ที่ยืนขนาบข้างเหยาอวี้ ความทรงจำคราวก่อนก็ผุดขึ้นมารวดเร็ว ความเจ็บแสบที่บั้นท้ายจากครั้งนั้นราวยังไม่จางหาย ทำให้นางรีบขยับหลบไปหลังทุกคนทันที

ริมฝีปากขมุบขมิบสาปแช่งอยู่ในใจไม่หยุด

นังคนใจดำ!

ขอให้สอบตกกันหมด!

ผิดกับเหมาซวนที่ยืนนิ่งเหม่อลอย

ไม่ใช่แค่หลัวเหวินที่ได้ยินเรื่องของเจียงมู่ไป๋ เขาเองก็ได้ยินมาไม่น้อย ทั้งเรื่องสอบวัดผลได้อันดับหนึ่งใน เรื่องได้รับความโปรดปรานจากอู๋ชินอ๋อง และเรื่องที่ตระกูลเจียงซื้อจวนฝั่งเหนือของเจียงหนานได้

ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย

หากตอนนั้นมารดาไม่รีบคืนของหมั้นไป เด็กนั่นก็คงกลายเป็นภรรยาเสริมดวงให้เขาไปแล้ว

ไม่เช่นนั้น เขาจะยังต้องลำบากเช่าบ้านผุพังทางใต้เมืองอยู่หรือไม่

หลัวเจียอีสังเกตเห็นสีหน้าเขา ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง จึงได้แต่พูดออกมาว่า

“ถึงอย่างไร ก็ต้องมาสอบวัดกันที่สนามเดียวกันอยู่ดี” นางยิ้มอ่อนโยนเรียกร้องความสนใจ พลางจับแขนเสื้อเขาเบาๆ

“พี่ซวน ท่านต้องสอบได้แน่เจ้าค่ะ”

ถ้อยคำนี้ไม่รู้ว่านางกล่าวให้กำลังใจเขา หรือกำลังบอกตนเองกันแน่

เพราะในดวงตาของหลัวเจียอียามนี้ กลับร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ไฟริษยาที่กดไว้ลึกๆ กำลังลุกโชนจนแทบเผาใจนางเอง

ยิ่งมองเครื่องประดับบนเรือนผมของเหยาอวี้ ผ้าชั้นดีที่สวมอยู่ และท่าทีที่ได้รับการทะนุถนอมจากทุกคนรอบกาย

นางก็ยิ่งกำหมัดแน่น

ส่วนหลัวเหวินนั้นมิได้พูดจาแม้คำเดียว

เขาเพียงแบกถุงสัมภาระของตนไว้บนบ่า ก้มหน้าเดินไปต่อแถวลงทะเบียนอย่างเงียบงัน ราวกับไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น


 

ในเวลาเดียวกัน

“น้องสามเจียง วันนี้เจ้าก็มาส่งพี่รองเจียงด้วยหรือ”

เสียงใสแจ่มดังขึ้นไม่ไกลนัก

เสิ่นลั่วหยาเดินเข้ามาด้วยท่าทีร่าเริง ใบหน้าแต้มรอยยิ้มสดใส กว่านางจะเบียดฝูงชนหาคนตระกูลเจียงพบ เจียงมู่ไป๋ก็เข้าไปในเจียงหนานก้งเรียบร้อยแล้ว

“แม่นางเสิ่น” เจียงจื่อหรงพยักหน้าตอบอย่างมีมารยาท รู้สึกอยากจะแก้คำเรียกขานนี้สักหน่อย แต่ก็จนใจ จึงได้แต่กล่าวเพิ่มว่า “มาส่งพี่ใหญ่ของข้าด้วยเจ้าค่ะ”

เสิ่นลั่วหยาได้ยินก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตระกูลเจียงยังมีพี่ใหญ่ผู้อื่นอีกคนหนึ่ง

แต่เมื่อเห็นเฉียนซื่อยืนอยู่ข้างเหยาอวี้ ดวงตานางก็วาวขึ้นทันที

“เอ๊ะ ท่านน้าผู้นี้คือ?”

เจียงจื่อหรงจำต้องแนะนำ

“นี่คือท่านอาสะใภ้ของข้าเจ้าค่ะ”

เสิ่นลั่วหยาได้ช่อง รีบก้าวเข้าไปค้อมกายอย่างนอบน้อม

“สวัสดีเจ้าค่ะท่านน้า ข้าชื่อเสิ่นลั่วหยา เป็นสหายเรียนกับพี่รองเจียงเจ้าค่ะ”

คำพูดลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ราวผ่านการซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ความจริงแล้วมิใช่ว่านางไม่เคยพยายามเข้าใกล้ตระกูลเจียง

หลายครั้งนางเคยไปถึงหน้าจวน ขอเข้าพบด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่ทุกครั้งกลับถูกคนเฝ้าประตูปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเหยาอวี้ไม่อยู่จวนเสมอ

แต่จะบังเอิญพบตามถนนก็หาใช่ง่าย เจียงหนานกว้างใหญ่เกินไป

สำนักเรียนซีฟงอยู่ทางใต้ ส่วนจวนเจียงอยู่ทางเหนือของเมือง การเดินทางแต่ละครากินเวลานานนัก นางจึงไม่ได้มาบ่อย

และจนถึงบัดนี้ นางยังมิอาจหาเทียบเชิญเข้าสู่งานชมดอกเบญจมาศของจวนเติ้งป๋อได้เลย

เฉียนซื่อมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างงุนงงเล็กน้อย

โดยเฉพาะคำว่าสหายเรียนนั้น ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง

ในความคิดของนาง สำนักเรียนย่อมมีแต่บัณฑิตและบุรุษหนุ่มผู้มุ่งมั่นสอบเคอจวี่มิใช่หรือ เหตุใดจึงมีสตรีเข้าออกอยู่ด้วยเล่า

อีกทั้งบุตรชายของนางก็เป็นคนพูดน้อยนัก ไม่เคยเล่าเรื่องในสำนักให้ฟังสักเท่าใด ทุกครั้งที่ได้วันหยุดกลับจวนก็มักจะพาเหยาอวี้ออกไปข้างนอกเสมอ

ยามนี้จึงไม่รู้ว่าควรต้อนรับแม่นางผู้นี้อย่างไรดี

นางทำได้เพียงยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าตอบอย่างสุภาพ

ส่วนเหยาอวี้ที่ยืนอยู่ข้างกันนั้น เพียงเหลือบมองเสิ่นลั่วหยาเงียบๆ แล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ

ในใจคิดเพียงว่า

แม่นางผู้นี้… ยังไม่ยอมแพ้อีกจริงๆ




 

[1] เกาเข่า (高考 - Gaokao) คือ การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติของจีน ที่มีความสำคัญสูงสุด จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นการทดสอบที่ขึ้นชื่อว่ามีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก เพื่อใช้คะแนนเดียวตัดสินโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา