ตอนที่ 211
ตอนที่ 211
ตอนที่ 211
เหยาอวี้กะพริบตาช้าๆ ก่อนจะยิ้มบางอย่างไร้พิษภัย ราวกับมิได้คิดสิ่งใดลึกซึ้ง แต่สายตาที่มองเสิ่นลั่วหยานั้น กลับนิ่งเกินกว่าเด็กหญิงแปดขวบจะพึงมี
เจียงจื่อหรงเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศประหลาดเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยขึ้นเพื่อกันความอึดอัด
“แม่นางเสิ่นมาถึงแต่เช้าเช่นนี้ คงมีคนมาส่งคนรู้จักสอบด้วยกระมังเจ้าคะ”
เสิ่นลั่วหยาหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า
“มิใช่หรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากมาส่งพี่รองเจียง”
คำตอบตรงไปตรงมานั้น ทำให้เฉียนซื่อชะงักเล็กน้อย
แม้จะไม่เข้าใจธรรมเนียมของเด็กสาวที่ได้ร่ำเรียนในสำนักเรียนนี้นัก แต่นางก็พอรู้ว่า การที่สตรีมาส่งบุรุษเช่นนี้… มิใช่เรื่องธรรมดา
แต่นี่คือการกล่าวถึงบุตรชายนาง… ยิ่งต้องพูดว่าไม่กล้ารับ
เจียงจื่อหรงก็ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้ม
“เช่นนั้นก็คงน่าเสียดายแล้วเจ้าค่ะ พี่รองของข้าเข้าไปแล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นลั่วหยาเหมือนจะผิดหวังเพียงเล็กน้อย แต่ก็รีบเก็บอาการได้อย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็ได้เห็นพวกเจ้า”
นางกล่าวพลางหันไปมองเหยาอวี้อีกครั้ง
“คุณหนูสี่เจียง… วันนี้ดูงดงามน่ารักยิ่งนัก”
เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย ยิ้มรับอย่างเรียบร้อย
“แม่นางเสิ่นชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนหวาน สุภาพตามแบบเด็กน้อย
ทว่าเจียงจื่อหรงกลับรู้สึกได้ลางๆ ว่าคำชมเมื่อครู่นั้น มิได้มีเพียงความหมายเดียว
เสิ่นลั่วหยามองทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ราวกับต้องการลดระยะห่าง
“อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลฉงหยางแล้ว” นางเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเอง “ข้าได้ยินว่าจวนเติ้งป๋อจะจัดงานชมดอกเบญจมาศ” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้ม “พวกเจ้าคงได้รับเทียบเชิญแล้วกระมัง”
คำถามนี้เหมือนเป็นเรื่องทั่วไป แต่กลับแฝงการหยั่งเชิงชัดเจน
เจียงจื่อหรงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบอย่างไม่ปิดบัง
“ได้รับแล้วเจ้าค่ะ”
ดวงตาของเสิ่นลั่วหยาวาบขึ้นทันที แม้เพียงชั่วขณะ
“เช่นนั้นก็ดีจริงๆ” นางกล่าวเสียงอ่อน แล้วกวาดตามองผู้ใหญ่ของจวนเจียงในตอนนี้ “ข้าเองยังไม่ได้รับเทียบเชิญ…”
คำพูดนั้นแม้จะดูอ่อนแอ แต่กลับเฉียบคมไม่น้อย เสมือนว่ามีความจนใจสามส่วน ความต้องการอยู่อีกสามส่วน และที่เหลือคือขอความเห็นใจ
แต่ทว่านั่นคือเทียบเชิญจากจวนเติ้งป๋อ
นางมาขอความเห็นใจกับพวกเขาเพื่ออันใดกัน?
เจียงเฉิงถึงอย่างไรก็คือผู้นำตระกูลเจียงยามนี้ แม้ทั้งสองบ้านจะเหมือนแยกกันคนละจวน แต่เจียงมู่ไป๋ก็ถือว่าเป็นหลานชายคนหนึ่ง เขาย่อมรู้สึกไม่ดีกับหญิงสาวที่พูดจาอ้อมค้อมแต่เหมือนบีบบังคับทางศีลธรรมอยู่ในที
“แม่นางเสิ่น” เสียงของเจียงเฉิงเจือความเด็ดขาดอยู่ในที “หากเจ้าได้รับเทียบเชิญแล้ว ก็ค่อยพูดคุยกันในงานตามประสาเถิด ข้าเพิ่งมาที่เจียงหนานไม่นาน ยังมีเรื่องมากมายให้จัดการ” พูดจบก็จะหันตัวจากไปเลย
เสิ่นลั่วหยายืนฟังตาปริบๆ มองกลุ่มคนสกุลเจียงทยอยออกไปโดยไม่สนใจนางอย่างตกใจ แต่นางคือสตรีที่มาจากอนาคต จะยอมแพ้ง่ายๆ ได้เช่นไร
“เช่นนั้นเพื่อช่วยท่านลุง ให้ข้าเป็นคนช่วยดูแลน้องสาม กับน้องสี่ ดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าสามารถแนะนำสถานที่ต่างๆ ในเจียงหนานให้พวกนางได้เที่ยวเล่นผ่อนคลาย”
ต้องบอกว่านอกจากความรู้ที่แทบจะเทียบเท่าบัณฑิตแล้ว นางยังเป็นคนน่ารำคาญมากคนหนึ่ง
เพียงพูดไม่กี่ประโยค เจี่ยซื่อที่เป็นฮูหยินของจวนจะยอมให้บุตรีของนางไปคบค้ากับสตรีไม่รู้มารยาทเช่นนี้ได้อย่างไร
“บุตรหลานจวนข้ายังมีข้าดูแลอยู่ ไม่รบกวนแม่นางเสิ่นดีกว่า” เจี่ยซื่อสมกับเป็นบุตรสาวบ้านขุนนางมาก่อน แม้จะเป็นขุนนางไม่ใหญ่ แต่คำพูดนับว่าตักเตือนชัดเจน
เสิ่นลั่วหยาแท้จริงไม่ได้คิดมาถึงเพียงนี้ นางเพียงแค่มีใจอยากจะรั้งน้องสาวทั้งสองของเจียงมู่ไป๋ไว้เฉยๆ ไม่คิดเลยว่าจะถูกผู้ใหญ่สกุลเจียงตีความเช่นนี้
นางจึงอดไม่ได้ที่จะช้อนตามองไปยังเฉียนซื่อ ที่เป็นมารดาของเจียงมู่ไป๋จริงๆ
ได้ยินมาว่านางคือบุตรสาวพ่อค้าเล็กๆ ผู้หนึ่ง คงเป็นสตรีที่พูดด้วยง่าย และไม่จุกจิกเหมือนสตรีในห้องหอกระมัง
ทว่าเฉียนซื่อกลับไม่สนใจนางเลย สายตาของนางมองที่เหยาอวี้อย่างอ่อนโยน พลางจูงเด็กหญิงขึ้นรถม้าไปแทบจะทันที เสมือนว่าตั้งแต่ทักทายกันเมื่อกี้ ก็ลบเลือนนางออกไปทันที
จากนั้นบริเวณนั้นก็มีแค่นางกับผู้คนมากมายที่มาส่งบุตรหลานของตนเข้าสอบเซียงซื่อ
แน่นอนว่าเสิ่นลั่วหยาคิดถูก เฉียนซื่อนั้นเป็นสตรีที่พูดด้วยง่ายมากจริงๆ เพราะถ้านางไม่อยากพูดด้วย นางก็จะหายตัวไปทันที ไร้ซึ่งพิธีรีตรอง หรือต้องรักษามารยาทอื่นใด
ในรถม้าของจวนหลัก
เจียงจื่อหรงก็เล่าเรื่องของเสิ่นลั่วหยาให้บิดามารดาฟังจนหมดสิ้น ตั้งแต่ที่พบกันที่หน้าจวนอ๋อง โรงเตี้ยมหลิวเยวี่ยจิ่วโหลว จนถึงร้านขนมหยุนหลิงถัง
ทั้งคำพูดคำจา ความคิดของนาง ล้วนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองลงความเห็นตรงกันว่า…หากไม่พลาดเจอกันบนทางแคบ ก็จงหลีกเลี่ยงให้ดี
ส่วนทางด้วยเหยาอวี้กับเฉียนซื่อกลับมิได้พูดอันใดเกี่ยวกับแม่นางเสิ่นผู้นั้นเลย เสมือนว่าไร้ความสำคัญให้เอ่ยถึง เพราะยามนี้ทั้งสองกำลังคิดค้นแต่ของกินใหม่ๆ และไส้ซาลาเปาเท่าที่เหยาอวี้พอจะนึกขึ้นได้
ผ่านไปไม่นาน ฤดูใบไม้ร่วงก็ล่วงเข้าสู่ช่วงปลาย กลิ่นหอมอ่อนของดอกเบญจมาศลอยคลุ้งไปทั่วเจียงหนาน
ในวันเทศกาลฉงหยาง เหยาอวี้ถูกเฉียนซื่อและบ่าวหญิงจำนวนหนึ่งจับแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่
เด็กหญิงยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าขาวนวลสะท้อนแสงเช้า ดวงตาดอกท้อยังแฝงความไร้เดียงสา ทว่ากลับมีประกายฉลาดเกินวัย
ชุดที่นางสวมเป็นผ้าเนื้อไหมชั้นดี สีเหลืองอ่อนนวลตา คล้ายกลีบดอกเก๊กฮวยแรกแย้มในแสงแดดอ่อนๆ ปลายแขนเสื้อและชายกระโปรงปักลวดลายเมฆลอยสลับดอกไม้เล็กๆ ด้วยไหมสีเงิน เมื่อกระทบแสงแล้วระยิบระยับอย่างพอดี มิได้ฉูดฉาดเกินไป
ชั้นในเป็นผ้าขาวสะอาดช่วยขับสีผิวให้ยิ่งดูผ่องใส ส่วนสายคาดเอวเป็นผ้าไหมสีทองอ่อน ผูกเป็นปมเล็กอย่างเรียบร้อย มีพู่ไหมเส้นบางห้อยลงมาแกว่งไหวเบาๆ ยามเคลื่อนไหว
ถึงอย่างไรก็เป็นตระกูลคหบดีผ้าไหมมาก่อน แม้ยามนี้จะถูกเกี่ยออกเป็นชื่อร้านของหลงจู๊อื่นๆ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็คือรากฐานของตระกูลเจียง
ทรงผมของนางถูกรวบขึ้นครึ่งหนึ่งอย่างเรียบง่าย เหลือผมบางส่วนปล่อยยาวลงมาด้านหลัง เพิ่มความอ่อนโยนสมวัย ปักด้วยปิ่นเงินเล็กๆ รูปดอกไม้ และลูกปัดหยกสีขาวเม็ดจิ๋วที่แกว่งเบาๆ ทุกครั้งที่นางขยับศีรษะ
มิได้ประดับประดามากมาย แต่กลับดูละเมียดละไม และบ่งบอกฐานะได้อย่างชัดเจน
รองเท้าปักลายสีเดียวกับชุดยิ่งทำให้ทั้งตัวดูเข้ากันอย่างลงตัว
เมื่อแต่งเสร็จ เหยาอวี้หมุนตัวเบาๆ หนึ่งรอบ เอาใจเฉียนซื่อที่มองนางดังแก้วตาดวงใจ
“ท่านแม่”
เสียงเรียกดังขึ้นจากหน้าประตู
เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้ามาโดยไม่หยุดชะงัก แม้คำเรียกจะมุ่งไปยังผู้เป็นมารดา หากสายตากลับหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเล็กของเหยาอวี้ตั้งแต่แรกเห็น
เขาสวมอาภรณ์ชั้นดีสีครามเข้ม แทรกลายเมฆเงินอย่างเรียบขรึม ผ้าชั้นนอกทิ้งตัวตรงยาว เส้นสายคมชัดไร้รอยยับ ราวกับถูกตัดเย็บมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ คาดเอวด้วยสายผ้าไหมสีดำขลิบเงิน มีป้ายหยกห้อยอยู่ด้านข้าง
ทั้งร่างสูงโปร่งตั้งตระหง่าน ราวต้นสนที่ยืนหยัดกลางลมหนาว ยามก้าวเข้ามาในห้อง แสงจากด้านนอกทอดตามแผ่นหลังของเขา ทำให้เงาร่างนั้นยิ่งดูสูงส่งเกินผู้คนทั่วไป
เฉียนซื่อหันไปมองบุตรชาย ก่อนจะเห็นสีหน้าของเขาชัดเจน
คิ้วเรียวคมยังคงสงบนิ่ง ทว่าแววตาลึกนั้นกลับเย็นลงเล็กน้อย คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่เงียบๆ มิได้แสดงอารมณ์ชัดเจน แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบกายดูเคร่งขรึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นี่เป็นบรรยากาศปกติของบุตรชายของนาง
ทว่า…
ความงามของเขากลับมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูสุขุม เยือกเย็น และสูงส่ง จนยากจะละสายตา
ส่วนเหยาอวี้เอง เมื่อถูกสายตาของเขาจับจ้อง ก็เพียงกะพริบตาเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างคุ้นชิน แล้วรีบวิ่งไปหา
“พี่รอง”
เด็กหญิงเรียกขานเสียงหวานใส
ทันทีที่นางวิ่งเข้ามาใกล้ บรรยากาศที่เคยนิ่งเย็นราวลมปลายฤดูหนาวก็คล้ายถูกแสงอุ่นของยามเช้าละลายลงอย่างเงียบงัน
เจียงมู่ไป๋ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
แววตาที่เคยลึกและห่างเหินอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากที่เคยเม้มเป็นเส้นตรงคลายออกเล็กน้อย แม้จะยังมิได้ยิ้มเต็มที่ แต่ความแข็งกระด้างเมื่อครู่กลับเลือนหายไปจนแทบไม่เหลือ
เขายื่นมือออกไปรับเด็กหญิงที่พุ่งเข้ามาโดยสัญชาตญาณ
“วิ่งเช่นนี้ ระวังจะหกล้ม” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ แต่แฝงความเอาใจใส่ชัดเจน
เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตอบคำเตือนนั้น นางเพียงเงยหน้ามองเขา ดวงตาเป็นประกายสดใส
“วันนี้ข้าสวยหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามตรงไปตรงมา จนเจียงจื่อหรงที่เพิ่งเดินมาถึงทีหลัง ถึงกับหลุดหัวเราะ
เจียงมู่ไป๋ก้มลงมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ
“อืม”
แม้จะเป็นเพียงคำเดียว
แต่โทนเสียงที่อ่อนลงนั้น กลับทำให้เฉียนซื่อถึงกับยิ้มออกมา
บุตรชายของนาง… ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นมักเย็นชาเสมอ มีเพียงยามอยู่กับเด็กคนนี้เท่านั้น ที่ดูเหมือน ‘คน’ ขึ้นมาหน่อย
เหยาอวี้พยักหน้าพอใจ ราวกับได้รับคำยืนยันที่สำคัญยิ่ง
ยิ่งมองชายหนุ่มก็ยิ่งพึงใจ เพราะวันนี้เขาคือตัวเอกสำคัญของนางเลย
เฉียนซื่อมองเด็กทั้งสามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาล่ะ จากนี้พวกเจ้าก็สำรวมให้ดี งานเลี้ยงสำคัญเช่นนี้ มิอาจผิดพลาดได้” นางหยุดเล็กน้อย สายตากวาดมองตั้งแต่เจียงจื่อหรงไปจนถึงเหยาอวี้
“หากเป็นไปได้ ก็อยู่ให้ห่างความวุ่นวาย อย่าไปเด่นเกินไปนัก หากมีปัญหาสิ่งใด…ก็ให้เชื่อฟังพี่รองกับพี่ใหญ่ของพวกเจ้า” คำพูดสุดท้ายนั้น นางมองไปที่เจียงมู่ไป๋โดยตรง เพราะเจียงเจ๋อหมินมิได้เข้ามาในจวน คาดว่าน่าจะรออยู่ในรถม้าแล้ว
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย
เฉียนซื่อถอนหายใจเบาๆ คล้ายจะกล่าวอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เพียงยกมือจัดปกเสื้อของเหยาอวี้ให้เรียบร้อยอีกครั้ง
เหตุผลที่นางไม่ไป เพราะแท้จริงแล้ว เทียบเชิญใบนี้…นางย่อมรู้ดีว่ามีไว้เพื่อผู้ใด
อีกทั้งงานลักษณะนี้ นางเองก็ไม่ถนัดนัก จะให้ไปนั่งท่ามกลางชนชั้นสูง พูดคุยตามมารยาทที่ซับซ้อน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่นางถนัด
เจี่ยซื่อเองก็คิดไม่ต่างกัน
ดังนั้นสุดท้าย ผู้ใหญ่ของจวนจึงเลือกถอยออกมา ปล่อยให้เด็กๆ เป็นฝ่ายไปเข้าร่วม
แม้ในใจจะยังคงกังวลอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเหยาอวี้ที่ยังเยาว์วัยนัก
เฉียนซื่อมองเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าอีกครั้ง แต่แล้วก็ยิ้มออกมาเบาๆ
เด็กคนนี้…ไม่ใช่เด็กธรรมดา
ทั้งฉลาด รอบคอบ และรู้จักเอาตัวรอด ต่อให้ต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า นางก็คงไม่เสียเปรียบผู้ใดง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น
ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดหูเปิดตา
“ไปเถิด” เฉียนซื่อกล่าวเสียงอ่อนลง “อย่าลืมกลับมาเล่าให้ข้าฟังด้วย”
เหยาอวี้พยักหน้ารับทันที ดวงตาเป็นประกายสดใส
เจียงจื่อหรงเองก็ยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น เมื่อคืนนางแทบนอนไม่หลับด้วยซ้ำ
มีเพียงเจียงมู่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้างหลัง สายตาสงบนิ่งดังเดิม
แต่เมื่อมองเด็กหญิงจับชายเสื้อเขาไว้แน่น แววตานั้นกลับอ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว แล้วค่อยดึงมือนางขึ้นมาจูงออกไป