LNCrawler

ตอนที่ 212

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 212

ตอนที่ 212


 

ในรถม้ามีเจียงเจ๋อหมินที่นั่งรออยู่แล้ว เทียบเชิญที่จวนเติ้งป๋อส่งมาเป็นการชวนทั้งจวน แต่ผู้อาวุโสทั้งหมดล้วนรู้ดีว่าเป็นงานสำหรับหนุ่มสาว จึงไม่แปลกที่จะเพิ่มเจียงเจ๋อหมินมาด้วย

ปกติถ้ามีเจียงจื่อหรง เหยาอวี้ก็มักจะนั่งฝั่งเดียวกัน

แต่ครั้งนี้เด็กหญิงชัดเจนว่าจะตามติดชายหนุ่มไม่ห่าง

ยิ่งนั่งใกล้ๆ เหยาอวี้ก็เริ่มทำจมูกฟุดฟิด แล้วหัวเราะอย่างเคลิบเคลิ้ม

นี่คือกลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรเซียนที่เหมือนแผ่ออกมาจากกระดูกของเขา เป็นความหอมที่ทั้งสดชื่นและทรงพลัง เพียงแค่เข้าใกล้ก็รู้สึกราวกับได้ชำระล้างจิตใจให้ใสกระจ่างตามไปด้วย เป็นกลิ่นที่ยากจะระบุว่าใช้ไม้อะไร เพราะมันคือกลิ่นตัวเฉพาะของเจียงมู่ไป๋ หลังจากการชำระไขกระดูกจากสมุนไพรเซียนครั้งนั้น

เป็นกลิ่นที่นางคุ้นเคยในเกือบทุกค่ำคืนที่เขามาหา เป็นเสมือนยาสงบใจของนางไปแล้ว

แต่วันนี้ต้องถูกกลบด้วยถุงหอมใหม่อันนี้เสียแล้ว

เด็กหญิงคิดก่อนจะหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา เปิดฝาอย่างระมัดระวัง

ภายในเป็นถุงหอมสีเข้ม ปักลวดลายเมฆหมอกและลายอักษรมงคลด้วยไหมสีเงิน ที่นางให้คนเย็บให้

แน่สิ แค่คัดอักษรนางก็แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ดังนั้นอย่าพูดถึงเรื่องเย็บปักถักร้อยนี่เลย

มีเงินก็ซื้อ!

เหยาอวี้ยกมันขึ้น

“พี่รอง วันนี้ท่านต้องใช้ถุงหอมอันนี้นะเจ้าคะ” น้ำเสียงเอาใจอย่างชัดเจน

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองเพียงครู่เดียวก็เข้าใจทันที สายตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย

เจ้าตัวเล็กนี่…ตั้งซื้อตัวเขาไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ

มิน่าเล่าจึงได้ประจบเช่นนี้

ยังไม่ทันตอบ

เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็เอ่ยขึ้นทันที

“แล้วของข้าเล่า”

เหยาอวี้ยิ้มอย่างผู้เตรียมการมาแล้ว

“ย่อมมีของพี่สามอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

นางหยิบกล่องอีกใบออกมา เปิดให้เห็นถุงหอมสีชมพูอ่อน ปักลายดอกไม้เล็กๆ หลายชนิด สีสันสดใส กลีบดอกละเอียดอ่อน ดูอ่อนหวานน่ารักสมวัย

เจียงจื่อหรงตาเป็นประกายทันที

“งดงามนัก!”

นางรับไปดมอย่างพอใจ

ผิดกับเจียงมู่ไป๋ที่นั่งเงียบ ความจริงเขาก็เงียบเช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแต่บรรยากาศที่เริ่มเย็นตัวลง จึงพอให้รู้สึกถึงความเงียบอีกระดับของเขา

คล้ายไม่พอใจ…แต่ก็อธิบายไม่ถูก

แต่เหยาอวี้กลับไม่สังเกตสิ่งใดเลย เพราะนางกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่คาดหวัง

เจียงจื่อหรงเอนตัวเล็กน้อย สูดกลิ่นถุงหอมของตนเองอย่างพึงพอใจ ก่อนเริ่มพูดจ้อทันที

“ตลับหอมจินฟู่วางขายแล้วหรือ” นางถามอย่างสนใจ

เหยาอวี้พยักหน้ามีประกายสดใสร่าเริงยิ่งนัก

“เริ่มขายแล้วเจ้าค่ะ แต่ถ้ามีคนทัก เราจะบอกว่าซื้อจากร้านจิ่นฟู่ในตรอกชั่งเป่าทางใต้ของเจียงหนานนะเจ้าคะ ให้เหมือนว่าเราเป็นแค่ลูกค้า”

นี่เป็นอีกหลักการหนึ่ง เพราะระหว่างคนขายนำเสนอสินค้า กับลูกค้าด้วยกัน ฝ่ายหลังย่อมมีน้ำหนักมากกว่า

นางเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วชี้ไปที่ถุงหอมของเจียงมู่ไป๋

“ของพี่รอง นอกจากพิมเสนเป็นหลัก ข้าเพิ่มเฉินเซียงเล็กน้อย แล้วก็เปลือกส้มแห้งกับใบชาหอม คิดว่าท่านน่าจะชอบ”

แม้นางจะต้องการใช้เขาเป็นสะพานให้คนรู้จักสินค้าตัวใหม่นี้ แต่นางก็คิดอย่างใส่ใจ

จากนั้นก็หันไปทางเจียงจื่อหรง

“ของพี่สาม ข้าใช้พิมเสนผสมดอกกุ้ยฮวา แล้วก็กลีบดอกเหมยแห้ง กลิ่นจะหวานนิดๆ แต่ยังสดชื่นอยู่เจ้าค่ะ”

เจียงจื่อหรงฟังแล้วพยักหน้ารัว ดมอย่างพึงพอใจ เพราะกลิ่นเย็นๆ ของพิมเสนนั้นช่วยทำให้ความหวานในอากาศพลันสดชื่นขึ้นมาจริงๆ

“ข้าชอบมาก!”

ส่วนเจียงมู่ไป๋…เขามองถุงหอมในมือเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา

สุดท้ายก็ยอมผูกมันไว้ที่เอวโดยไม่พูดอะไรอีก

เพราะไม่ว่าอย่างไร

เขาก็รู้ดีว่า…

วันนี้ ตนถูกเด็กหญิงตัวเล็กข้างกายจัดการเรียบร้อยแล้ว

“เช่นนั้นในกล่องอีกอันคงเป็นหมึกหอมปิงเซียวโม่สินะ” เขาเอ่ยถาม เมื่อเห็นกล่องไม้อีกใบที่นางยังถือแน่นไม่ยอมวาง

เหยาอวี้ถูกจับได้ตรงๆ กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

นางหัวเราะคิกอย่างเปิดเผย ดวงตาดอกท้อโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ แล้วสอดแขนเล็กๆ ของตนเข้าไปโอบกอดแขนของเขาอย่างคุ้นชิน

แขนของเจียงมู่ไป๋ยาวและมั่นคง กล้ามเนื้อแน่นแต่ไม่แข็งกระด้าง สัมผัสผ่านผ้าเนื้อดีที่สวมอยู่ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นและหนักแน่น ราวกับมีแรงพยุงบางอย่างที่ทำให้ผู้ที่ยึดเกาะรู้สึกวางใจได้โดยไม่รู้ตัว

เหยาอวี้เอนศีรษะพิงแขนเขาเล็กน้อย พลางเงยหน้าขึ้นยิ้ม

“พี่รองนี่เก่งจริงๆ แค่ดูก็รู้แล้ว”

น้ำเสียงนั้นทั้งประจบและจริงใจในคราวเดียว

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองเด็กหญิงที่เกาะแขนตนแน่นอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ อีกครั้ง

“ป่าใหญ่เจียงหนานมีสกุณาขับขาน[1]เต็มไปหมด ไม่มีที่ให้ข้าต้องขยับพู่กันหรอก” เจียงมู่ไป๋อดที่จะจิ้มหัวน้อยๆ ที่ไม่มีรู้คิดอะไรไว้บ้างในนั้น

ทว่าเหยาอวี้จะสนใจหรือ ประสบการณ์มากมายล้วนบอกว่าแค่ใบหน้านี้ของชายหนุ่มก็ดึงดูดผู้คนไม่หยุดไม่หย่อนแล้ว

เหอะ สกุณาขับขานมากมาย แต่สกุณาบ้านไหนจะงดงามเท่าคนในบ้านนางเล่า

จะต้องมีคนอยากเห็นตัวอักษรของเขาแน่นอน…

เจียงเจ๋อหมินมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

น้องรองผู้เคยเย็นชา สุขุม และรักษาระยะห่างจากผู้คน กลับปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็กเกาะแขนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ภาพนั้นทำให้เขาถึงกับนิ่งงันระคนแตกตื่นเล็กน้อย

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ร่วมเดินทางพร้อมทุกคน นับตั้งแต่ตระกูลรองรับเหยาอวี้มาเป็นบุตรสาวบุญธรรม

ยิ่งมองทั้งสามคน เจียงมู่ไป๋ เจียงจื่อหรง และเหยาอวี้ ที่ต่างก็มีถุงหอมกลิ่นเย็นสดชื่นคล้ายกันติดกายคนละถุง

ความรู้สึกแปลกแยกบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

ราวกับ…มีเส้นบางๆ ที่เขาไม่ได้ก้าวเข้าไปอยู่

แต่เขาคือพี่ใหญ่ ย่อมไม่อาจแสดงท่าทีคิดเล็กคิดน้อยออกมาได้

เจียงเจ๋อหมินจึงเพียงเบือนสายตาไปด้านนอก สีหน้ากลับมาเรียบเฉยดังเดิม

ทว่าเหยาอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเจียงมู่ไป๋ กลับลอบสังเกตทุกอย่างอย่างเงียบงัน

นางหัวเราะอยู่ในใจ

พี่ใหญ่ผู้นี้…

สำหรับนางแล้ว แทบไม่มีเวลาให้ทำความรู้จัก

แต่เพียงดูจากท่าทีและการวางตัว ก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นบุตรชายคนโตตามแบบแผน ต้องแบกรับความคาดหวัง ต้องสืบทอดตระกูล และเมื่อต้องยืนอยู่ข้างลูกพี่ลูกน้องที่เก่งกว่า

ย่อมหลีกเลี่ยงการถูกเปรียบเทียบไม่ได้

แม้ในใจจะมีความขมขื่นอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังเลือกยอมรับมากกว่าจะต่อต้าน

อย่างน้อย…ก็ยังนับว่าเป็นคนที่พอคบหาได้

คิดได้เช่นนั้น เหยาอวี้ก็คลายแขนออกจากเจียงมู่ไป๋เล็กน้อย

ก่อนจะหยิบกล่องไม้อีกใบขึ้นมา

“พี่ใหญ่”

น้ำเสียงของนางกลับมาใสซื่ออีกครั้ง ราวกับเด็กหญิงทั่วไป

เจียงเจ๋อหมินหันกลับมามอง

เหยาอวี้ยิ้มกว้าง “ปกติท่านมักอยู่กับท่านลุง ข้าจึงไม่ค่อยได้พบท่านเลย” นางยื่นกล่องไม้ไปตรงหน้าเขาอย่างจริงจัง

“ถุงหอมนี่…ถือว่าเป็นสินน้ำใจจากน้องสี่คนนี้” แล้วก็รีบเสริมด้วยน้ำเสียงดื้อดึง “พี่ใหญ่ห้ามปฏิเสธเด็ดขาดเลยนะเจ้าคะ”

เจียงเจ๋อหมินชะงักไปเล็กน้อย สายตากวาดมองเด็กหญิงตรงหน้า ก่อนจะรับกล่องไม้นั้นมาอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อเปิดออก

ภายในเป็นถุงหอมสีเรียบสุภาพ ปักลายคลื่นเมฆคล้ายของเจียงมู่ไป๋ ดูมั่นคงและเหมาะสมกับบุรุษผู้เป็นพี่ใหญ่ของตระกูล

กลิ่นหอมอ่อนลอยขึ้น และมีความเย็นสดชื่นของพิมเสนที่เขาเคยได้รับจากตลับหอมเมื่อครั้งที่อยู่ในจวนที่เหออัน

เจียงเจ๋อหมินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

“ขอบใจเจ้า”

คำพูดสั้นๆ แต่จริงใจ เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะคุยกับเด็กหญิงเช่นไร

เหยาอวี้พยักหน้าอย่างพอใจ

ถึงอย่างไรนางก็คือเซียนเฒ่าร้อยปี กับชายหนุ่มผู้นี้

เปิ่นจุน[2]มิอาจถือสา

เจียงจื่อหรงมองพี่ใหญ่ของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

นางยกแขนขึ้นไปคล้องแขนเขาโดยไม่คิดอะไร ราวกับย้อนกลับไปเป็นเด็กหญิงตัวเล็กเมื่อหลายปีก่อน

“พี่ใหญ่ ท่านดูเคร่งเครียดเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”

น้ำเสียงสดใสปนหยอกล้อ

เจียงเจ๋อหมินถึงกับชะงักไปทันที ร่างกายแข็งค้างเล็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว

เพราะตั้งแต่น้องสาวอายุเจ็ดขวบ ทั้งคู่ก็ถูกสั่งสอนอย่างเคร่งครัดว่า ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเกินสมควร

ยิ่งเติบโตขึ้น ระยะห่างนั้นก็ยิ่งชัดเจน

เขาจึงแทบไม่คุ้นเคยกับการถูกนางแตะต้องเช่นนี้อีกแล้ว

คำเตือนเกือบจะหลุดออกจากปาก

ทว่า…

สายตาของเขากลับเหลือบไปอีกฝั่งหนึ่งเสียก่อน

เหยาอวี้ยังคงซบศีรษะเล็กๆ ของนางแนบอยู่กับแขนของเจียงมู่ไป๋อย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนเจียงมู่ไป๋ แม้ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เย็นชา และห่างเหินดังเดิม แต่ท่าทีของเขากลับต่างออกไปอย่างชัดเจน

แขนที่ถูกพิงไว้ มิได้ขยับหนี กลับลดแรงลงเล็กน้อย ราวกับระมัดระวังไม่ให้เด็กหญิงรู้สึกไม่สบาย

ทุกการเคลื่อนไหว…เหมือนโอนอ่อนอยู่เงียบๆ

สามส่วนระวัง เจ็ดส่วน…ล้วนตามใจ

ภาพนั้นทำให้คำตำหนิที่ปลายลิ้นของเจียงเจ๋อหมินค่อยๆ หายไป

เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ในใจ แล้วปล่อยให้น้องสาวคล้องแขนอยู่เช่นนั้น โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาให้เสียบรรยากาศอีก

รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้ามุ่งสู่จวนเติ้งป๋ออย่างราบเรียบ

ภายในกลับเต็มไปด้วยความคึกคักเล็กๆ ที่อบอุ่นกว่าปกติเล็กน้อย




 

[1] สำนวนจริงๆ คือ ป่าใหญ่มีสกุณาขับขาน ข้าก็ขอเป็นเพียงไม้ประดับที่เงียบงัน หมายถึง มีคนเก่งอยู่เต็มไปหมดจนไม่มีที่ให้เราแสดงฝีมือ

[2] เปิ่นจุน (本尊 - Běn Zūn) เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1 (แทนตัวผู้พูด) ใช้เมื่อเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุด หรือผู้ที่ทรงอำนาจมาก แปลว่า ตัวข้าผู้เป็นใหญ่