ตอนที่ 20
ตอนที่ 20
ตอนที่ 20
เสียงปลุกเร้าเริ่มดังเป็นระลอก
แท้จริงแล้ว ชายวัยกลางคนคนแรกมิได้คิดมาฟ้องร้องแต่แรก ถึงอย่างไรโรคนี้ก็ไม่ได้เร่งด่วนจะเป็นจะตาย เขาเพียงบ่นเรื่องอาการไม่ดีขึ้น บ่นว่ากินยาแล้วไม่ทันใจ บ่นว่าต้องเสียเงินเพิ่มไปโรงหมอใหญ่กับคนในตลาดไปเรื่อย ไม่คิดว่าจะมีคนยุให้มาเรียกร้องขอเงินที่โรงเตี้ยมโดยตรง อีกทั้งยังคิดว่าหมอก็ยังเด็ก ไม่น่าจะยากหากเขาจะกดดัน เขาจึงเห็นด้วย
และเมื่อมีคนตะโกนเรื่องนี้ ทั้งยังแพ้ความละโมบในใจ ความไม่พอใจก็ถูกเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิม
ยิ่งมีคนตะโกนเสริม “ฟ้องแล้วได้ค่าชดเชยหลายตำลึง!” ยิ่งทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
บางคนที่ยืนล้อมอยู่นั้น แทบไม่มีเงินพอซื้ออาหารดีๆ ถึงร้อยอีแปะด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ยินคำว่า “ได้เงินคืน” ก็เริ่มเออออไปด้วย ทั้งที่ไม่เคยมาตรวจโรคที่นี่ด้วยซ้ำ บางคนไม่เคยรู้เลยว่าหมอเทวดานั้นที่ว่ายังเด็ก จะเล็กถึงเพียงนี้ จึงกล้ามากขึ้น และเพราะโรงเตี้ยมอยู่ไม่ไกลจากตลาด ผู้คนที่มามุงก็เริ่มหลากหลาย
ทั้งที่ไม่เคยซื้อยา ก็ยังร่วมตะโกน เพราะการได้ส่วนแบ่งจากความวุ่นวาย ดูเหมือนง่ายกว่าการทำงานหนักทั้งวัน
เสียงเรียกร้องดังขึ้นอีก
“ฟ้องร้อง!”
“หมอเด็กหลอกลวง!”
“ยังเด็กอยู่เลย ต้องเป็นนักต้นตุ๋นแน่นอน”
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เหยาอวี้ยืนอยู่ตรงกลาง ไม่โต้เถียง ไม่โวยวาย สายตานิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น นางมองเห็นชัดเจนแล้วว่า นี่มิใช่เพียงเรื่องวินิจฉัยผิดหรือถูก แต่เป็นการปลุกระดม ใช้ความไม่รู้ ผสมกับความโลภเล็กๆ ในใจคน ให้กลายเป็นกระแส
และกระแสนั้น อาจรุนแรงกว่าความจริงหลายเท่า
เสียงตะโกนเรื่องฟ้องร้องดังขึ้นอีกระลอก เหยาอวี้ก้าวออกมายืนอย่างไม่เกรงกลัว ผ้าปิดหน้าสีอ่อนบดบังครึ่งใบหน้า แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบเกินวัย
“ดี”
เสียงนางไม่ดัง แต่ชัดเจน
“เช่นนั้นไปเจอกันที่ศาลหย่าเหมิน[1]ต่อหน้าท่านซือโค่ว[2]”
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบลงทันที
“หากข้าไม่ผิด”
ดวงตานางกวาดมองชายวัยกลางคน และพวกคนที่ตะโกนเสริม
“ข้าจะแจ้งกลับฐานสร้างความวุ่นวาย และทำลายชื่อเสียงของข้า”
น้ำเสียงเด็ดขาด ไม่ใช่เด็กที่กำลังโต้เถียงโวยวายไม่รู้จักเหตุผล แต่เป็นผู้ที่มั่นใจในความสามารถของตน
เถ้าแก่จินกับบุตรชายมองหน้ากันอย่างกังวล พวกเขามิใช่ไม่เชื่อความสามารถของหมออวี้ เพียงแต่เป็นห่วงเด็กหญิงมาก หากไปถึงศาลหย่าเหมินอาจจะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่เขาจะช่วยควบคุมได้
“หมออวี้…” เถ้าแก่จินเอ่ยเบาๆ “เรื่องนี้ไม่เล็ก”
เหยาอวี้พยักหน้า “ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีพิสูจน์”
คำพูดนั้น ทำให้ชายวัยกลางคนใจสั่นวูบ เพราะแท้จริงแล้ว เขามิได้กินยาตามเทียบทันที เขาเว้นไว้สองวัน และไปดื่มสุรางานเลี้ยงเพื่อน แม้แต่วันนี้ก็เพิ่งไปดื่มมาจึงใจกล้ากว่าปกติ
แต่ในใจเขาคิดว่า เรื่องพวกนี้เด็กหญิงจะพิสูจน์ได้อย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็จะยืนกรานว่ากินครบ
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาย่อมถอยไม่ได้
ด้านหลังมีเสียงแทรกขึ้นมาอีก
“ไปศาลก็ดี! ได้เงินแน่!”
“ถ้าชนะได้ค่าชดเชย!”
แต่ทันใดนั้น เถ้าแก่จินก็ก้าวออกมาอย่างไม่พอใจเช่นกัน เขาทำกิจการนี้มานับชั่วอายุคน จะมายอมให้คนพวกนี้พูดเอาสนุก และสร้างเรื่องได้อย่างไร ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากหากทำการค้า
“อย่าคิดว่าพูดลอยๆ แล้วจะไม่ต้องรับผิดชอบ ในเมื่อพวกเจ้าล้วนแต่บอกว่าหมออวี้ไม่ดี ก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ” เขาหันไปสั่งคนงาน “ไปเรียกคนมาล้อมไว้ทั้งหมด อยากฟ้องร้องนักก็มา”
คนงานโรงเตี๊ยมรีบกระจายตัว บรรยากาศตึงเครียดขึ้นอีกขั้น
ไม่นานนัก
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนของเมือง ซื่อจี้[3] ก็ได้รับแจ้งเหตุ และมาถึงโรงเตี๊ยม
“เกิดเหตุวุ่นวายอันใด” เสียงเข้มดังขึ้น
เมื่อทราบว่ามีข้อกล่าวหาวินิจฉัยโรคผิด และการปลุกระดมเรียกร้องเงิน เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจพาทุกฝ่าย ทั้งชายวัยกลางคน ผู้ตะโกนสนับสนุน และเหยาอวี้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไปยังศาลหย่าเหมิน เพื่อให้ท่านซือโค่วพิจารณา
ตอนนี้คนที่มุงอยู่ทั้งหมดเริ่มหน้าเสียเมื่อเจ้าหน้าที่มีจำนวนมากเกินกว่าจะหลบหนีเสียแล้ว
ศาลหย่าเหมินตำบลชิงเฟิง
โถงไต่สวนสูงโปร่ง เงาเสาไม้ทอดยาวบนพื้นอิฐเย็นเฉียบ ด้านหน้าคือโต๊ะยาวยกระดับ ที่นั่งของ จือเสี่ยนซื่อโค่ว ผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีในตำบล สองข้างมีเจ้าหน้าที่ถือไม้กระบองยืนเรียง
เสียงฆ้องดังหนึ่งครั้ง
“เริ่มไต่สวน!”
ชายวัยกลางคนก้าวออกมาคุกเข่ากลางโถง “ข้าน้อยแซ่ข่ง นามเจียหมิง ขอฟ้องหมออวี้แห่งโรงเตี๊ยมจินฟู่ วินิจฉัยโรคผิด เขียนเทียบยาผิด ทำให้ข้าเสียเงินเสียเวลา!”
เสียงของเขาดังชัด ฝูงชนด้านหลังพึมพำสนับสนุน
เหยาอวี้คุกเข่าอยู่ด้านข้าง ผ้าปิดหน้าปกคลุมครึ่งใบหน้า ดวงตานิ่งสงบ
จือเสี่ยนซื่อโค่วมองลงมา “หมออวี้ เจ้าจะแก้ตัวอย่างไร”
เหยาอวี้โค้งศีรษะเล็กน้อย “เรียนท่านจือเสี่ยน เทียบยาที่ข้าให้จินจื่อหานเขียน มีระบุชัดเจนว่า ‘งดสุรา งดอาหารมันสามวัน’”
เสียงนางไม่ดัง แต่ชัดถ้อยชัดคำ จากนั้นนางเงยหน้าขึ้นมองชายแซ่ข่ง
“แต่จากสีหน้าของท่านวันนี้ ริมฝีปากแห้งแดง คราบมันที่มุมปาก และกลิ่นสุราที่เจืออยู่ในลมหายใจ ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า ท่านมิได้งดตามที่สั่ง”
โถงทั้งโถงเงียบทันที
ชายแซ่ข่งหน้าขึ้นสีทันที “เจ้ากล่าวหา!” เขาตะโกน “ข้าเพิ่งกินวันนี้ เพราะหมอใหญ่บอกว่าข้าเป็นร้อนในกระเพาะ มิใช่ม้ามชื้นสะสมอย่างเจ้าว่า! ปัญหาอยู่ที่เจ้าวินิจฉันผิดต่างหาก อย่าได้เบี่ยงประเด็น”
“ต่อให้เป็นร้อนในกระเพาะ” เหยาอวี้ตอบทันที “ก็ต้องงดสุราเช่นกัน”
คำตอบสั้นๆ
ทำให้ชายแซ่ข่งชะงัก สีหน้าเขาเผยความอายวาบหนึ่ง แต่เมื่อรู้ว่าผู้คนด้านหลังจับตามอง เขากลับเลือกแข็งข้อ
“ถึงอย่างไร จุดเริ่มก็เพราะเจ้าวินิจฉัยผิด!”
เสียงสนับสนุนดังขึ้นอีก
“ใช่!”
“หมอเด็กผิดเอง!”
“ต้องชดใช้!”
บางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเองก็เริ่มเสียงดังขึ้น เพราะหากชายแซ่ข่งผิด พวกเขาที่ร่วมกล่าวหาอาจถูกพิจารณาไปด้วย เสียงตะโกนเริ่มซัดเข้าหากันเป็นระลอก
จนในที่สุด
ซือโค่วผู้ควบคุมความสงบในศาลหย่าเหมิน เคาะไม้ลงโต๊ะเสียงดัง
“เงียบ!”
เจ้าหน้าที่สองข้างตะโกนซ้ำ
“ผู้ใดส่งเสียงในศาลอีก จะลงโทษ!”
โถงไต่สวนกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
จือเสี่ยนซื่อโค่วมองลงมาอย่างครุ่นคิด สายตาสลับระหว่างชายแซ่ข่ง กับเด็กหญิงใต้ผ้าปิดหน้า
คดีนี้ …มิใช่เพียงเรื่องหมอวินิจฉัยผิด แต่เริ่มมีกลิ่นของการปลุกระดม และเมื่อความวุ่นวายเกิดในที่สาธารณะ ย่อมมิใช่คดีเล็ก เขาเริ่มรู้สึกว่ามันมากไปกว่านั้น แต่ถึงอย่างไรหมออวี้ก็มีชื่อเสียงมาชั่วข้ามคืน ไม่แปลกที่อาจจะมีคนอิจฉาใส่ร้าย แต่เขาก็ไม่อาจทำผิดกับเถ้าแก่จินได้เช่นกัน หากเขาตัดสินคดีอย่างไม่เที่ยงธรรม เรื่องนี้อาจจะไม่จบง่ายๆ
จือเสี่ยนเอ่ยเสียงหนักแน่น “จะตัดสินว่าผิดหรือถูก ต้องพิสูจน์ให้ชัด”
สายตาของเขาหยุดที่เหยาอวี้ “เจ้ามีวิธีพิสูจน์หรือไม่?”
“ข้าย่อมมีวิธีพิสูจน์เจ้าค่ะ ที่ข้าพูดเรื่องดื่นสุราแต่แรก นั่นเพราะ ต่อให้ข้าวินิจฉัยถูก จากพฤติกรรมที่ไม่ทำตามคำสั่งหมอของคนไข้ ก็ส่งผลให้การตรวจโรคของข้ารักษาไม่หาย ดังนั้น หากเขาจะใส่ร้ายว่าเข้าวินิจฉันผิด หรือบอกเทียบยาผิด ชายผู้นี้ก็ยากต่อการรักษาโรคของเขาอยู่ดี”
ชายแซ่ข่งที่ได้ยินเช่นนั้นพยายามตั้งสติ ใบหน้าอยากที่จะระงับความแตกตื่น ไม่นึกเลยว่านังหนูนี่จะวาจามีวาทศิลป์เช่นนี้
[1] หย่าเหมิน คือศาลในเมือง เพราะตำบลชิงเฟิงเป็นตำบลเล็กๆ ที่ยังไม่มีที่ว่าการ หรือสถานที่ราชการใหญ่ๆ พวกข้อพิพาทต่างๆ ส่วนใหญ่ไปคุยกันที่ศาลเล็กๆ นี้
[2] ซือโค่ว คือ ดูแลทางด้านการลงโทษจำคุก และตัดสินคดี ตามหลักแล้วมีสามตำแหน่ง คือ ซือถู ซือหม่า และ ซือโค่ว
[3] ซื่อจี้ เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน จับพวกโจร หรือผู้ก่อความไม่สงบ