LNCrawler

ตอนที่ 213

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 213

ตอนที่ 213


 

รถม้าค่อยๆ หยุดลงหน้าจวนเติ้งป๋อ ประตูใหญ่เปิดกว้าง เสียงสนทนาและเสียงพิณแผ่วเบาลอยออกมาพร้อมกลิ่นหอมของดอกเบญจมาศที่ปลูกเรียงรายเต็มลาน

ด้านในจวนถูกจัดเป็นสวนกว้าง แบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นลานสำหรับบุรุษ บัณฑิตและคุณชายในอาภรณ์งามสง่า นั่งสนทนาแลกเปลี่ยนบทกวี ท่ามกลางโต๊ะเตี้ยที่วางสุราและชา อีกฝั่งหนึ่งเป็นสวนสำหรับสตรี มีศาลาพักผ่อน ผ้าม่านบางปลิวไหว และเสียงหัวเราะเบาๆ ของเหล่าคุณหนู

สองฝั่งแยกจากกันด้วยแนวไม้ดอกและฉากผ้าโปร่ง แม้จะไม่ถึงกับตัดขาด แต่ก็พอให้ต่างฝ่ายต่างรักษากิริยาได้อย่างเหมาะสม

เมื่อคนตระกูลเจียงก้าวลงจากรถม้า สายตาหลายคู่ก็หันมามองโดยไม่รู้ตัว

เจียงเจ๋อหมินก้าวลงก่อน สีหน้าสงบ มาดมั่นคงในฐานะพี่ใหญ่

ถัดมาเจียงมู่ไป๋ก้าวลงจากรถม้า

เพียงแค่เขาปรากฏตัว บรรยากาศโดยรอบก็คล้ายชะงักไปชั่วขณะ

อาภรณ์สีครามเข้มของเขาตัดกับแสงยามบ่าย เส้นสายเรียบคม ขับให้รูปร่างสูงโปร่งยิ่งโดดเด่น ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แววตานิ่งลึกเย็นสงบแฝงความเกียจคร้านอยู่ในที ราวกับไม่มีสิ่งใดในงานนี้จะทำให้เขาหวั่นไหวได้

ทว่าความสงบนั้นกลับไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นความมั่นคง…ที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ราวกับแยกตัวออกจากฝูงชนอย่างเป็นธรรมชาติ

เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเบาๆ

“นั่นคือเจียงอั้นโฉ่วหรือ…”

“คนที่สอบซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุสิบเอ็ด?”

“ได้ยินว่าเพิ่งเข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋อง…”

สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขา ทั้งชื่นชม ทั้งประเมิน ทั้งอยากรู้จัก

แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจสิ่งใดเลย

เจียงมู่ไป๋เพียงยืนรออยู่ข้างรถม้า ก่อนจะยื่นมือออกไป เหยาอวี้ก้าวลงมาอย่างคล่องแคล่ว มือเล็กวางลงบนฝ่ามือเขาอย่างคุ้นเคย

ตามมาด้วยเจียงจื่อหรงที่เดินตามลงมาอย่างกระฉับกระเฉง

ภาพนั้นทำให้สายตาหลายคู่ยิ่งจับจ้อง เด็กหญิงทั้งสองในชุดงดงามยืนเคียงข้างเขา

หนึ่งอ่อนหวานน่ารัก หนึ่งสดใสร่าเริง

ยิ่งขับให้ภาพรวมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

เจียงเจ๋อหมินมองรอบด้าน ก่อนจะพาน้องๆ ก้าวเข้าไปภายใน

เมื่อเข้าสู่ลานงาน บ่าวรับใช้เมื่ออ่านรายนามในเทียบเชิญ ก็รีบเข้ามานำทาง

“คุณชายเจียง เชิญทางนี้ขอรับ”

เสียงนั้นดังขึ้นอย่างนอบน้อม

ก่อนจะพาเจียงเจ๋อหมินและเจียงมู่ไป๋ไปยังฝั่งบุรุษ

ส่วนเหยาอวี้และเจียงจื่อหรง ถูกเชิญไปยังสวนด้านในสำหรับสตรี

ก่อนแยกกัน

เหยาอวี้หันไปมองเจียงมู่ไป๋เล็กน้อย นิ้วมือยังคงจับชายเสื้อเขาอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มเหลือบมองนาง ก่อนจะปล่อยให้บ่าวรับใช้พานางไป โดยไม่เอ่ยคำใด

แต่สายตานั้น…

กลับติดตามร่างเล็กไปจนลับตา แล้วค่อยเดินไปต่อ

บัณฑิตหลายคนเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ ราวกับรอจังหวะที่จะเข้าทักทายเขาอย่างมีมารยาท

ทว่าก่อนที่ผู้ใดจะได้เอ่ยคำ

ก็มีร่างหนึ่งลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างไม่รีบร้อนนัก

คุณชายผู้นั้นก้าวเดินเข้ามาอย่างอาดๆ ฝีเท้ามั่นคง ราวกับเส้นทางเบื้องหน้าถูกเปิดไว้เพื่อเขาเพียงผู้เดียว

อาภรณ์ที่สวมเป็นผ้าไหมเนื้อหนา สีเขียวเข้มปักลายทองละเอียด แสงแดดสะท้อนเป็นเงาวาวทุกครั้งที่เขาขยับตัว ชายเสื้อและปลายแขนตกแต่งอย่างประณีตเกินกว่าบุรุษทั่วไปจะสวมใส่ในงานธรรมดา เขาคาดเข็มขัดหนังประดับหัวหยกเม็ดใหญ่ ด้านข้างห้อยถุงหอมและเครื่องประดับอีกหลายชิ้นที่ดูหนักแน่นพอจะบอกฐานะได้โดยไม่ต้องเอ่ย

ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่น แต่เครื่องหน้าได้รูป ผิวพรรณดูแลดี ริมฝีปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววมั่นใจเกินพอดี

ความรู้สึกแรกที่ผู้คนมีต่อเขา…ไม่ใช่ความงาม

แต่คือ…ความร่ำรวย

และความเคยชินกับการเป็นศูนย์กลาง

เขาเดินแทรกผ่านบัณฑิตคนอื่นโดยไม่แม้แต่จะชะลอ สายตาเหลือบมองรอบด้านเพียงผ่านๆ ราวกับคนเหล่านั้นเป็นเพียงฉากหลัง

ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเจียงมู่ไป๋ ยกคางขึ้นเล็กน้อย

“พวกเจ้าคือคุณชายเจียง ที่กลายมาเป็นตระกูลเศรษฐีที่ดินเพื่อเข้าสอบเคอจวี่สินะ” น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดถ้อยชัดคำ

ทุกคนในระยะใกล้ล้วนได้ยิน

เขายิ้มบางๆ คล้ายจะชม แต่กลับแฝงความหมายอื่นอยู่ลึกๆ

“เมื่อวานข้าเพิ่งให้คนไปซื้อผ้าที่หอผ้าจิ่นซิ่วอยู่เลย” สายตาเขากวาดมองชุดของเจียงมู่ไป๋อย่างไม่ปิดบัง “สมกับที่รากเหง้ามาจากผ้าไหม ร้านผ้าของตระกูลเจ้านั้นทำได้ดีจริงๆ”

ถ้อยคำฟังดูเหมือนคำชม แต่เมื่อออกจากปากเขา กลับแฝงน้ำหนักของการ ‘วัดชั้น’ อย่างชัดเจน

ราวกับกำลังเตือนว่า

ต่อให้ยามนี้ยืนอยู่ในงานเดียวกัน

ก็ยังเป็นเพียง ‘พ่อค้า’ ที่ก้าวเข้ามาในโลกของบัณฑิต

เจียงเจ๋อหมินหน้าดำคล้ำทันทีที่ถูกสบประมาท เพราะเขาย่อมฟังความนัยทั้งหมดออก แต่ก็ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร อีกทั้งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ถึงอย่างไรตระกูลเขาก็เพิ่งจะตั้งไข่ที่เจียงหนาน

ตรงกันข้าม

เจียงมู่ไป๋เพียงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกสิ่งใด

“ขอบคุณลูกค้าที่อุดหนุนและใส่ใจตระกูลเจียงของเรา…”

เขากล่าวเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป เสมือนว่าอีกฝ่ายเสนอหน้าออกมาเพื่อขอรับคำชมจากเขา

คำพูดนี้ทำให้อีกฝ่ายถึงกับไปไม่เป็น

ทว่าเจียงมู่ไป๋ยังไม่หยุด เขายังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม ไม่เร็วไม่ช้า

“…หากแต่ต้องแก้ไขความเข้าใจผิด” สายตาเขานิ่งลึก มองตรงไปยังอีกฝ่ายโดยไม่กดดัน แต่ก็ไม่เปิดช่องให้หลบเลี่ยง “แต่เดิมตระกูลเรารากเหง้าบรรพบุรุษก็เป็นชาวนาปลูกข้าวทั่วไป เพราะท่านปู่เรียนรู้วิชาเลี้ยงไหมทอผ้าหลังฤดูเก็บเกี่ยว จึงยังพอให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นมา” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“ทว่า…เพราะยังมีใจใฝ่ความรู้ และอยากส่งเสริมบุตรหลาน จึงหวนกลับสู่การซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูกดังเดิม”

คำพูดนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ความหมายกลับหนักแน่น

ไม่เพียงปฏิเสธการไต่เต้าด้วยเงิน ที่สังคมยุคนี้ไม่ยอมรับ

แต่ยังยกฐานะชาวนา ขึ้นมาอย่างสง่างาม

แม้ในใจลึกๆ ชนชั้นสูงจำนวนมากจะดูแคลนชาวนา แต่เศรษฐีที่ดิน กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในที่แห่งนี้ มีไม่น้อยที่เบื้องหลังคือคฤหาสน์กว้างใหญ่และผืนดินนับพันหมู่

จะให้ดูถูก…ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าทำออกมาตรงๆ

หลูจุนเซิ่งเองก็รู้ดี แต่เมื่อเปิดประเด็นไปแล้ว หากถอยก็เท่ากับเสียหน้า ไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายชุบตัวโดยง่าย เขาจึงฝืนยิ้ม แล้วเอ่ยต่อ

“แต่หอผ้าจิ่นซิ่วที่เต็มไปด้วยผ้าไหมหรูหราปราณีต…” น้ำเสียงยังคงเหมือนชื่นชม แต่ถ้อยคำกลับบีบคั้นยิ่งกว่าเดิม “แม้จะกลายมาเป็นเศรษฐีที่ดินแล้ว แต่ตระกูลเจียงก็ยังคงใส่ใจกิจการและทุ่มเทไม่น้อย”

ชัดเจนว่าเขากำลังจี้ลงไปยังกิจการร้านค้า

กิจการผ้าไหมที่ใหญ่โตถึงเพียงนั้น จะกล่าวว่าเป็นเพียงรายได้เสริม…ใครจะเชื่อ

รอบด้านเริ่มเงียบลงอีกครั้ง หลายสายตาหันมามอง

ทว่าครั้งนี้ เจียงมู่ไป๋กลับไม่รีบร้อนตอบ

เขามองอีกฝ่ายเพียงครู่เดียว

ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย

“คุณชายท่านนี้ ดูจะชอบผ้าไหมที่หอผ้าจิ่นซิ่วจริงๆ” น้ำเสียงสุภาพดังเดิมหากแต่ติดเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย

“แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้” เขาหยุดเล็กน้อย แล้วมองตรงอย่างนิ่งเฉย

“เพราะแม้แต่อู๋ชินอ๋อง…ก็ยังตรัสชม”

เพียงประโยคเดียว บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป

หลูจุนเซิ่งสีหน้าชะงักทันที

เจียงมู่ไป๋ยังคงกล่าวต่อ

“ท่านปู่ข้ายังแทบหลั่งน้ำตาปลื้มปิติไม่หาย สมกับที่ท่านทุ่มเทมาทั้งชีวิต” ถ้อยคำเรียบง่าย แต่แฝงน้ำหนักที่ยากจะโต้แย้ง “หากได้ทราบว่า มีคุณชายสูงศักดิ์ในจวนป๋อวันนี้ชื่นชมไม่ขาดปาก…ท่านปู่ของข้าคงตัวลอยแล้วกระมัง”

คำพูดนั้นจบลงอย่างสุภาพ

แต่ผลลัพธ์กลับรุนแรงยิ่งนัก

หลูจุนเซิ่งถึงกับหน้าซีดเผือก

เพราะนอกจากเจียงมู่ไป๋จะไม่กล่าวเลี่ยงแล้ว ยังสามารถยกอู๋ชินอ๋องขึ้นมาปิดปากอีกฝ่ายจนหน้าถอดสี ทั้งยังลากจวนป๋อเข้ามามัดรวมกันร่วมรับผิดชอบ

ในจังหวะที่บรรยากาศตึงแน่นจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าขยับ เสียงหัวเราะเบาๆ ก็แทรกขึ้นมาอย่างพอดี

“ฮ่าฮ่า…เรื่องเพียงเท่านี้ ไยต้องจริงจังกันถึงเพียงนั้น”

เติ้งจวินห่าวก้าวเข้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีอ่อนของเขาเรียบหรู ไม่ฉูดฉาด แต่ตัดเย็บประณีต พอดีกับรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทีผ่อนคลาย ทว่ามีอำนาจโดยธรรมชาติของผู้เป็นเจ้าบ้าน

เขาก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง

สายตากวาดผ่านทั้งสองฝ่าย ก่อนจะหยุดที่หลูจุนเซิ่ง

“ในตระกูลใดเล่า…จะไม่มีโฉนดร้านค้าอยู่บ้าง” น้ำเสียงของเขายังมีรอยยิ้ม แต่ถ้อยคำกลับชัดเจน “เป็นเรื่องปกติยิ่ง” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายกล่าวอย่างสบายๆ

“คุณชายหลู เจ้าชื่นชมก็ชื่นชมแต่พอดีเถิด ไยต้องกล่าวให้มากความเพียงนั้น”

ประโยคนี้ แม้จะไม่ได้ตำหนิรุนแรง แต่ก็เพียงพอให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึง…ขอบเขต

หลูจุนเซิ่งชะงักไปเล็กน้อย

เติ้งจวินห่าวไม่ปล่อยให้จังหวะนั้นว่างเปล่า เขาหันกลับมายังเจียงมู่ไป๋และเจียงเจ๋อหมิน  รอยยิ้มสุภาพกลับมาเต็มที่

“ยามนี้คุณชายเจียง ล้วนถือเป็นคนกันเองแล้ว ทั้งคู่เพิ่งมาถึงเจียงหนานไม่นาน พวกเราก็ควรต้อนรับอย่างดีจึงจะถูก”

ถ้อยคำนี้กล่าวออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็เหมือนประกาศสถานะกลายๆ ว่าทั้งคู่อยู่ในวงแล้ว

จากนั้นเขาก็เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

“พวกเจ้าก็อย่าได้ถือสาเลย ตระกูลหลูก็ทำมาค้าขายใหญ่โต เขาคงรู้สึกชื่นชมจากใจจริง…พวกเจ้าเชิญนั่งเถิด”

คำพูดนั้นเป็นทั้งการให้ทางลงแก่หลูจุนเซิ่ง และปิดฉากเรื่องทั้งหมดอย่างเรียบร้อย

บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่ ค่อยๆ คลายตัวลง ราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นมาก่อน

หลูจุนเซิ่งแม้สีหน้าจะยังไม่ดีนัก แต่ก็จำต้องฝืนยิ้มบางๆ ไม่อาจเอ่ยคำใดต่อ

นิสัยเช่นนี้ไม่ต่างจากกระทะว่ากาน้ำดำ[1] เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนจากตระกูลพ่อค้า ทั้งยังเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของสมาคมพ่อค้าเกลือแห่งเจียงหนาน แต่กลับเลือกที่จะพุ่งเป้าไปยังตระกูลเจียงที่เคยเป็นตระกูลคหบดี

นั่นก็เพราะชื่อเสียงของเจียงมู่ไป๋นั้นโด่งดังจนกลบคนวัยรุ่นราวคราวเดียวกันเสียหมด

แน่นอนว่าปกติในงานเลี้ยงชนชั้นสูงเช่นนี้ย่อมไม่ส่งเทียบเชิญให้กลุ่มชนชั้นพ่อค้า แต่ที่เจียงหนานนั้นต่างเล็กน้อย โดยเฉพาะกับพ่อค้าเกลือที่แทบจะเป็นเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจของเจียงหนาน

อีกทั้งตระกูลหลูก็ยังเคยได้รับป้ายอักษรพระราชทาน จึงไม่แปลกที่จะวางท่าเช่นนี้

แต่เทียบกับชนชั้นบุตรหลานขุนนางที่อยู่ในนี้จึงนับว่าด้อยอยู่ขั้นหนึ่ง ดังนั้นการที่เขาจงใจสร้างความลำบากใจให้ตระกูลเจียงนั้นก็เป็นการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่งเท่านั้น



 

[1] กระทะว่ากาน้ำดำ (锅嫌壶黑 - guō xián hú hēi) หมายถึง กระทะที่ก้นดำปื้อจากการทำอาหาร กลับไปบ่นหรือแขวะกาน้ำว่า ‘ทำไมก้นแกถึงได้ดำแบบนั้น’ บริบทนิยาย ใช้เปรียบเทียบคนที่มีมลทินหรือมีพื้นเพเหมือนกัน แต่พยายามทำตัวสูงส่งด้วยการไปตำหนิคนอื่น