ตอนที่ 214
ตอนที่ 214
ตอนที่ 214
เติ้งจวินห่าวมองภาพทั้งหมดด้วยสายตานิ่งลึก
แท้จริงแล้ว การเชิญเจียงมู่ไป๋มาในครั้งนี้ ก็เพื่อหยั่งเชิงและทดสอบฝีมืออยู่ก่อนแล้ว ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นคู่แข่งที่เพิ่งสอบเซียงซื่อด้วยกันเมื่อไม่นาน
เขาอยากเห็นว่า บุรุษผู้นี้ จะมีเพียงชื่อเสียง หรือมีของจริง
ทว่าการทดสอบ…ไม่ใช่การสร้างปัญหา
ยิ่งในจวนของตน เขาย่อมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องวุ่นวายเกินควบคุม
แต่เจ้าแซ่หลูผู้นั้น…ช่าง ‘ช่วย’ ได้ดีเกินไปเสียแล้ว
เติ้งจวินห่าวยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ริมฝีปากยังคงยิ้ม
ทว่าความคิดในใจกลับเย็นลงเล็กน้อย อาศัยเพียงชื่อเสียงและความมั่งคั่ง มาโอ้อวดต่อหน้าผู้คน สุดท้ายก็เป็นได้เพียง…ลูกพ่อค้าเกลือ
เส้นทางขุนนางนั้น ปิดตายตั้งแต่กำเนิด
หากอยากก้าวขึ้นมา ก็ต้องทำเหมือนตระกูลเจียง
ใช้ทรัพย์สินปูทาง เปลี่ยนฐานะให้มั่นคง หาใช่มายืนทำท่าองุ่นเปรี้ยว[1]อยู่เช่นนี้ไม่
เขาวางถ้วยชาลงช้าๆ สายตาเหลือบไปยังเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง
คราวนี้…
แววตาที่เคยเป็นเพียงการสังเกต กลับแฝงความสนใจขึ้นมาจริงๆ
บุรุษผู้นี้ ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้าใช้นามอู๋ชินอ๋องมาปิดปากคน ดูท่าความสัมพันคงไม่ธรรมดา
นั่นคือบรรดาศักดิ์เชื้อพระวงศ์อ๋องขั้นหนึ่ง มีหรือที่ขุนนางบรรดาศักดิ์ขั้นสามจะกล้าเทียบชั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้ว่า ไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดใดในงานของตนได้ ถึงอย่างไรนี่ก็คือหน้าตาของจวนป๋อ
เจียงเจ๋อหมินมองน้องชายอย่างอดไม่ได้ที่จะชื่นชม แต่เดิมเขาก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำท่าทีเมินเฉยเหมือนปกติ จนสร้างความเข้าใจผิดกับชนชั้นสูงรอบด้าน
แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เขาที่กังวล และทำสิ่งใดไม่ถูก
สุดท้ายความต่างของคนก็มีมากเกินไป เขาจึงทำได้เพียงยอมรับ และปล่อยวางเท่านั้นจึงจะกลับมาเป็นตัวเองได้
“คุณชายใหญ่เจียง ท่านคงลำบากไม่น้อย มีน้องชายโดดเด่นจนใจเจ็บเช่นนี้” เติ้งจวินห่าวหยั่งเชิง
“มีพี่น้องเก่งก็นับว่าโชคดี สามสิบปีแม่น้ำเปลี่ยนทิศ สามสิบปีสายน้ำเปลี่ยนธาร[2] ย่อมมีวันที่ได้ช่วยเหลือกัน”
เจียงเจ๋อหมินตอบอย่างราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นลมให้จับสังเกต
แม้แต่เจียงมู่ไป๋ยังเหลือบมองเขาเล็กน้อย
เติ้งจวินห่าวหัวเราะเบาๆ
“สมกับเป็นพี่น้องกัน วาจาคมคายไม่น้อย” เขาชื่นชม กระทั่งคนตระกูลอื่นยังริษยา แต่เจียงเจ๋อหมินที่เป็นคนในตระกูลเดียวกัน ทั้งยังอายุมากกว่า ย่อมไม่อาจหลุดพ้นของเปรียบเทียบอยู่แล้ว กลับมีท่าทีมั่นคงเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก
บัณฑิตรอบด้านหลายคนเองก็เริ่มมองเจียงเจ๋อหมินใหม่
การอยู่ใต้เงาของผู้โดดเด่น…มิใช่เรื่องง่าย
แต่เขากลับตอบอย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้ นับว่าไม่ง่ายจริงๆ
ขณะนั้นเอง เสียงประกาศเบาๆ ก็ดังขึ้น
“ท่านป๋อมาถึงแล้ว…”
ผู้คนในลานค่อยๆ แยกทางโดยอัตโนมัติ
เติ้งหยาง เจ้าของจวน เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น อาภรณ์ของเขาเรียบหรู สีเข้มสงบ แฝงบารมีของผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย สายตากวาดมองบรรยากาศโดยรอบ ก่อนจะหยุดที่กลุ่มของบุตรชาย
“วันนี้ล้วนเป็นคนหนุ่มผู้มีความสามารถ” น้ำเสียงนุ่มทุ้ม แต่มีอำนาจ “ได้มาชมดอกเบญจมาศร่วมกัน นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย พ่อบ้านข้างกายก็เข้ามาเรียนเชิญทุกคน
“เชิญทุกท่านไปยังศาลาด้านในเถิด ที่นั่นเตรียมชาและที่นั่งไว้แล้ว”
ไม่นาน กลุ่มบัณฑิตก็เคลื่อนย้ายเข้าสู่ศาลาโปร่งกลางสวน
ศาลานั้นเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน เสาไม้แกะสลักประณีต หลังคาโค้งสูง มองออกไปเห็นสวนเบญจมาศที่กำลังผลิบานเต็มที่ กลิ่นหอมอ่อนลอยคลุ้งไปทั่ว ด้านหนึ่งของศาลามีม่านบางสีอ่อนกั้นไว้ หลังม่านนั้นคือที่นั่งของสตรี
เงาร่างอ่อนช้อยปรากฏเลือนราง ผ่านผ้าบางที่พลิ้วไหวตามลม
ตรงกลางศาลา มีโต๊ะเตี้ยจัดเรียงเป็นระเบียบ
ตำแหน่งประธานถูกจัดไว้ด้านหน้า โดยเติ้งป๋อ และฮูหยินของเขานั่งเป็นหลัก ยังมีขุนนางใหญ่อีกหลายคน
สองข้างเรียงตามลำดับศักดิ์และฐานะ
เติ้งจวินห่าวนั่งใกล้ด้านหน้า ส่วนเจียงมู่ไป๋และเจียงเจ๋อหมินเลือกที่นั่งห่างไกลผู้คนเล็กน้อย
เมื่อทุกคนเข้าที่ บ่าวรับใช้ก็ยกชาชั้นดีออกมา ไอร้อนลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมละมุน
เติ้งป๋อยกถ้วยขึ้น “วันนี้มิใช่เพียงชมดอกไม้ แต่ยังอยากให้พวกเจ้าหลายผ่อนคลายหลังการสอบ” สายตาเขากวาดมองเหล่าบัณฑิต
“เช่นนั้น…เราจะมีการประลองเล็กน้อย”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนตั้งตัวทันที
“มิใช่เรื่องยาก เพียงแต่งบทกวีเกี่ยวกับเบญจมาศตามหัวข้อที่กำหนด หรือหากผู้ใดถนัด ก็สามารถแสดงทัศนะด้านการปกครอง หรือบ้านเมืองก็ได้”
เขาวางถ้วยชาเบาๆ แล้วกล่าวอย่างสุนทรีย์ว่า
“ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน หากผลงานออกมาดี ข้าย่อมมีรางวัล”
เสียงฮือดังขึ้น
บางคนตื่นเต้น บางคนเริ่มครุ่นคิด
เติ้งจวินห่าวหันไปมองเจียงมู่ไป๋ผ่านฝูงชนและระยะห่างของชนชั้น
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ในใจเขา…การทดสอบที่แท้จริง
เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ย้อนไปทางด้านฝั่งสตรี
ทุกครั้งที่เหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงเดินผ่าน มักส่งกลิ่นหอมเย็นที่เด่นชัดออกมาจนเป็นที่สนใจ
ทั้งสองย่อมบอกอย่างยินดีว่าได้จากการซื้อตลับหอมจินฟู่ของร้านจินฟู่ในตรอกชั่งเปานั่นเอง
ทั้งคู่เป็นเพียงเด็กหญิงและเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทั้งยังมีท่าทีเรียบร้อยสดใส แม้ว่าบรรดาคุณหนูทั้งหลายจะยังมีท่าทางถือตัวอยู่บ้าง แต่ก็ยินดีที่จะพูดคุยเรื่องถุงหอมเหล่านี้
สตรีใดบ้างเล่า ที่ไม่สนใจให้ตัวมีกลิ่นหอมสดชื่นเช่นนี้ ขนาดว่าแค่เดินผ่านก็ยังได้กลิ่นลอยมา ทั้งยังรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยได้กลิ่นมากก่อน
“ร้านจินฟู่ที่ขายเครื่องประทินผิวนั่นน่ะหรือ”
หลูอี๋หรู คือคุณหนูรอง สกุลหลูเข้ามาถามอย่างไม่สำรวมนัก ถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรีพ่อค้า มีโอกาสได้พบเจอคนหลากหลายมากกว่าคุณหนูในห้องหอที่กว่าจะกล่าวเรื่องหนึ่ง ต้องชัดแมน้ำครบทั้งห้าเสียก่อนจึงจะกล่าวได้
“ใช่เจ้าค่ะ” เจียงจื่อหรงมองแม่นางท่านนี้ที่ดูมีท่าทีองอาจ โผงผาง แต่ก็มิได้เสียมารยาทใด เหมือนเป็นคนที่พูดจาตรงๆ คล้ายๆ นาง
“ข้าชอบเครื่องประทินผิวกลิ่นดอกเหมยที่ร้านนี้มาก เห็นว่ากำลังจะวางขายสินค้าตัวใหม่ ยังยึกว่าจะเป็นอะไรเสียอีก ไม่รู้เลยว่าจะเป็นตลับหอม” นางกล่าวอย่างกว้างขวาง เพราะเครื่องประทินผิวจินฟู่นั้นมีเชื่อเสียงมาสักระยะแล้ว กระทั่งตระกูลจินย้ายมายังเจียงหนาน และเปิดร้านมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วม
บรรดาสตรีชั้นสูงทั้งหลาย แต่เดิมล้วนมีร้านเจ้าประจำอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ลองใช้สินค้าของร้านจินฟู่ดู กลับไม่สามารถปันใจให้ร้านอื่นได้อีก เพราะนอกจากเครื่องประทินผิวแล้ว ยังมีสบู่อาบน้ำที่ให้กลิ่นหอมติดตัวยิ่งกว่าการอาบน้ำสมุนไพรทั่วไป
กลายเป็นว่าหากไม่ใช่สบู่ของทางร้าน กลิ่นตัวของทุกคนก็จะไม่หอมเท่ากับคนอื่นอีกต่อไป และหากนำไปมอบเป็นของกำนัลให้กับก็นับว่าได้หน้าตาไม่น้อย
ทำให้จนถึงตอนนี้ยอดการสั่งซื้อสบู่ของร้านจินฟู่แต่ละวันสูงมาก บ้างครั้งยังมีช่วงขาดตลาด จนทำให้คนที่มีสบู่ในครอบครองกลายเป็นของล้ำค่าไปแล้ว
มาตอนนี้เมื่อได้ยินว่ามีตลับหอมออกมา ทั้งยังเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่ และเด่นชัดขนาดนี้ พวกนางแทบอยากจะทิ้งงานชมบุปผานี้ออกไปเพื่อเลือกซื้อเสียแล้ว
แน่นอนว่าทำไม่ได้ จึงได้แต่สั่งการบ่าวข้างกายให้ไปแย่งชิงตลับหอมนั้นมาให้เร็วก่อนที่สินค้าจะหมด!
ส่งผลให้ข้างกายพวกนางตอนนี้ แทบไม่มีคนข้างเคียงเสียแล้ว
“ดูเหมือนคุณหนูท่านนี้จะชอบของในร้านจินฟู่ไม่น้อย” เจียงจื่อหรงถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน แม้จะไม่ได้เปิดเผย แต่นางก็รู้ว่าน้องสี่มีส่วนแบ่งรายได้นี้อยู่ นางจึงยินดีนักกับการค้าที่ได้รับความนิยมนี้
“ไม่ใช่แค่ข้า มารดาข้าก็ชอบ ข้ามีสินค้าทุกชนิดของร้านจินฟู่” หลูอี๋หรูเชิดหน้าเล็กน้อยในอำนาจเงินที่มี แม้ว่าเรื่องสถานะจะสู่บุตรสาวขุนนางรอบด้านไม่ได้ แต่เรื่องเงินนั้นนางไม่น้อยหน้าใครอยู่แล้ว
“ท่านช่างร่ำรวยยิ่งนัก” เหยาอวี้เข้ามาผสมโรงชื่นชม เจอท็อปสเปนเดอร์[3]ของตน มีหรือจะไม่ยินดี นางย่อมไม่หวงคำชมอยู่แล้ว
มองรอบด้านก็ยังไม่เห็นแม่นางเสิ่นผู้นั้น ดูเหมือนว่าคงยังหาเทียบเชิญไม่ได้สินะ
ในใจก็พลันโล่งอก ไม่ใช่ว่านางรังเกียจคนจากบ้านเดียวกัน แต่นิสัยที่ยังไม่ยืดหยุนเช่นนั้น หากปรากฎตัวในงานเลี้ยงที่มีแต่ชนชั้นสูงเช่นนี้ ย่อมเป็นปัญหามากกว่าจะเป็นเรื่องดี
สตรีนางนั้นนอกจากความคิดที่ก้าวหน้าแล้ว แต่กลับไร้ซึ่งแบบแผนในการใช้ชีวิตที่เหมาะสม สุดท้ายก็จะมีแต่ทำร้ายตัวนางเองในท้ายที่สุด
“พวกเจ้าช่างรู้จักพูดจา เป็นแม่หนูจากตระกูลใดกัน” หลูอี๋หรูถามอย่างอารมณ์ดี
“ข้าคือคุณหนูสามสกุลเจียง เจียงจื่อหรง ท่านเรียกข้าว่าจื่อหรงก็ได้ ส่วนนี่น้องสี่ของข้า เจียงเหยาอวี้” เจียงจื่อหรงบอก
คุณหนูหลายคนย่อมเห็นตั้งแต่ที่พวกนางเดินเข้ามาพร้อมพี่ชายสองคนอยู่แล้ว อีกทั้งชื่อเสียงของเจียงมู่ไป๋ก็โด่งดังในตระกูลขุนนาง
เรื่องเป็นอั้นโฉ่วนั้นยังถือว่าเล็กน้อย เพราะเจียงหนานมีอั้นโฉ่วของแคว้นไม่น้อยเหมือนกัน แต่การที่มาถึงแล้วได้เข้าเฝ้าอู๋ชินอ๋องนั้น เป็นเรื่องที่่ได้รับความสนใจมากทีเดียว
“พวกเจ้าแซ่เจียงหรือ”
เสียงใสอ่อนหวานดังขึ้น สตรีหลายคนที่ยืนอยู่ ต่างขยับตัวหลบทางโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ราวกับรู้ดีว่า ผู้ที่กำลังเดินเข้ามานั้นคือผู้ใด
เติ้งเหมยหลินก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบา อาภรณ์ของนางเป็นผ้าไหมสีขาวนวลแต้มชมพูอ่อน ไล่เฉดราวกลีบดอกไม้แรกแย้ม ลวดลายปักเป็นดอกเหมยเล็กๆ เรียงตัวประณีต ชายแขนยาวพลิ้วไหวไปตามจังหวะกา้วเดิน
เอวคอดคั่นด้วยสายรัดไหมสีอ่อน ทำให้รูปร่างดูบอบบางยิ่งขึ้น เส้นผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูงอย่างงดงาม ปักปิ่นหยกและดอกไม้เงินเล็กๆ ที่สั่นไหวเบาๆ
ใบหน้าอ่อนเยาว์วัยสิบห้า ผิวขาวละเอียด ดวงตากลมใสเปล่งประกาย ริมฝีปากแดงระเรื่อราวกลีบดอกไม้
งดงามผุดผาด
แต่ความงามนั้นมิใช่ชนิดสะดุดตาเพียงครู่ กลับเป็นความงามที่ชวนให้มองซ้ำ…แล้วรู้สึกอยากถนอม
นางหยุดยืนตรงหน้าเหยาอวี้และเจียงจื่อหรง สายตามองสำรวจอย่างมีจริตสาวงาม มีทั้งความอยากรู้ และความพินิจ ท่าทีสง่างามทุกอิริยาบถ
แม้เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้สตรีรอบด้านเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
เติ้งเหมยหลินยิ้มบาง
“ข้าเคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว” น้ำเสียงนุ่มนวล ราวลมอ่อนพัดผ่าน “ตระกูลเจียงที่เพิ่งย้ายมา…แต่กลับเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วเจียงหนาน”
สายตาของนางเลื่อนผ่านเจียงจื่อหรง ก่อนจะหยุดที่เหยาอวี้
แววตาอ่อนโยน แต่แฝงการประเมินบางอย่าง
ราวกับกำลังมอง…บุปผาอีกสองดอก ว่าควรอยู่ในสวนเดียวกันหรือไม่
[1] องุ่นเปรี้ยว เป็นสำนวนที่หมายถึง การพูดจาดูถูกหรือหาข้อเสียให้กับสิ่งที่ตนเอง อยากได้แต่ไม่ได้ เพื่อปกปิดความรู้สึกผิดหวังหรือเพื่อปลอบใจตัวเองว่าสิ่งนั้นไม่มีค่า
[2] สามสิบปีแม่น้ำเปลี่ยนทิศ สามสิบปีสายน้ำเปลี่ยนธาร สำนวนจริงๆ มาจาก ‘สามสิบปีแม่น้ำตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำตะวันตก’ (三十年河东,三十年河西 - Sān shí nián hé dōng, sān shí nián hé xī) เปรียบเปรยว่าชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง สถานการณ์เปลี่ยนไปได้เสมอ วันนี้ตกต่ำ วันหน้าอาจจะรุ่งเรือง หรือวันนี้รุ่งเรือง วันหน้าอาจจะตกต่ำก็ได้ จึงอย่าดูถูกคนที่กำลังลำบาก เพราะในอนาคตเขาอาจจะยิ่งใหญ่กว่าเรา
มาจากการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) ในสมัยโบราณ ซึ่งมักจะเกิดอุทกภัยจนแม่น้ำเปลี่ยนทิศทุกๆ 30 ปี ทำให้หมู่บ้านที่เคยอยู่ฝั่งตะวันออก (เฮ่อตง) กลับไปอยู่ฝั่งตะวันตก (เฮ่อซี) หรือดินที่เคยแห้งแล้งกลับกลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์สลับกันไปมา
[3] ท็อปสเปนเดอร์ (Top Spender) คือ คำเรียกบุคคลที่ มียอดซื้อสูงในร้านค้า