ตอนที่ 215
ตอนที่ 215
ตอนที่ 215
เจียงจื่อหรงกับเหยาอวี้มองความงามตรงหน้าจนเหม่อไปชั่วขณะ
อัยหย้า…สตรีผู้นี้งดงามยิ่งนัก
เหยาอวี้เองเป็นคนที่ชื่นชอบสิ่งสวยงามมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากอาหารที่เลิศรสแล้ว สิ่งที่ทำให้เจริญตาเจริญใจก็ล้วนเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
และความงามตรงหน้า…ก็นับเป็นเช่นนั้น
“พวกเจ้ามองจนโง่งมไปแล้วหรือ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น หลูอี๋หรูเอ่ยขึ้นอย่างมีอารมณ์ขัน
“นี่คือคุณหนูสี่สกุลเติ้ง เติ้งเหมยหลิน”
คำแนะนำเรียบง่าย
แต่ทำให้ทั้งสองได้สติกลับมาในทันที
แม้แต่เติ้งเหมยหลินเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ มีผู้ใดเล่าไม่ชอบให้คนชื่นชม ยิ่งเป็นการชื่นชมที่ไม่ปิดบังเช่นนี้ ย่อมทำให้รู้สึกดีโดยไม่รู้ตัว
“พี่อี๋หรู พวกนางคงไม่เป็นไรกระมัง”
น้ำเสียงนุ่มนวล ยิ้มเพียงครู่เดียว กลับงดงามราวบุปผาคลี่บานท่ามกลางลมหนาว จนผู้พบเห็นต้องสะท้านใจ
“คุณหนูสี่เติ้ง” เจียงจื่อหรงกับเหยาอวี้รีบย่อตัวทำความเคารพพร้อมกัน ท่าทีเรียบร้อยไม่ขาดตก
เติ้งเหมยหลินยังไม่ทันเอ่ยตอบ
หลูอี๋หรูก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“พวกเราไปที่ศาลากันเถอะ เห็นว่าฝั่งบุรุษกำลังจะไปรวมกันที่นั่นเพื่อแต่งกวี” นางยิ้มอย่างมีเลศนัยเล็กน้อย “เผื่อเราจะได้ไปร่วมสร้างความคึกครื้น”
คำพูดนั้นทำให้สตรีรอบด้านเริ่มขยับตัว เสียงหัวเราะเบาๆ อย่างเอียงอายก็ดังขึ้น
แต่เดิมสตรีทางใต้ค่อนข้างเปิดเผยอยู่แล้ว เพียงแต่ในเจียงหนานกลับมีความใกล้เคียงกับที่จงหยวนไม่น้อย เพราะเป็นเมืองแห่งบัฯฑิต สตรีชั้นสูงทั้งหลายจึงได้รับการอบรมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เติ้งเหมยหลินหันมองเหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างอ่อนโยน
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด”
แล้วนางจึงก้าวนำออกไปอย่างสง่างาม ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลม มีสตรีหลายคนที่มาถึงก่อนหน้าแล้ว
ขณะสตรีกลุ่มนั้นเคลื่อนตัวไปยังศาลากลางสวน เสียงหัวเราะ เสียงพัดกระทบกันเบาๆ ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับบรรยากาศของงาน
“... หากผลงานออกมาดี ข้าย่อมมีรางวัล”
เติ้งเหมยหลินก้าวเข้ามาพอดีกับที่เสียงของบิดายังแว่วค้างอยู่ในอากาศ นางชะลอฝีเท้าเล็กน้อย
ม่านบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมอ่อน ผืนแพรสองชั้นแยกออกเพียงเสี้ยวขณะ คล้ายตั้งใจเผยให้เห็นเงาร่างอรชรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แสงสว่างลอดผ่านเนื้อผ้าบางโปร่ง ทาบลงบนรูปโฉมของนางจนดูพร่าเลือน งดงามราวภาพฝัน แล้วในชั่วพริบตาที่ม่านปิดกลับ ความงามนั้นก็คล้ายจะถูกเก็บซ่อนไว้อีกครา เหลือเพียงความรู้สึกติดตาให้ผู้ที่มองเห็นเมื่อครู่ยากจะละสายตา
นางย่อตัวอย่างนุ่มนวล ปลายนิ้วเรียวประคองชายแขนเสื้อ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนหวาน ราวกับสายลมต้นวสันต์
“เมื่อครู่เหมยหลินได้ยินท่านพ่อกล่าวถึงรางวัล…จึงอดคิดมิได้เจ้าค่ะ ว่ารางวัลอันงดงามเช่นนี้ จะมอบให้เพียงฝั่งบุรุษเท่านั้นหรือ”
เพียงแค่เสียงอ่อนหวานกระจ่างใสก็ทำให้เหล่าบุรุษอีกฟังต้องตั้งใจฟัง ชื่อเสียงรูปโฉมของคุณหนูสี่จวนเติ้งป๋อนั้น ย่อมเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขามารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เติ้งเหมยหลินกล่าวต่อว่า
“แท้จริงแล้ว…สตรีเอง แม้มิอาจเอื้อมเทียบผู้มีชื่อเสียงในวงกวี หากลองร้อยคำเล่นบ้าง ก็มิใช่ว่าจะน่าขบขันไปเสียทั้งหมด…หากท่านพ่อมิรังเกียจ เหมยหลินก็ใคร่ขอลองดูสักคราเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่เติ้งหยางจะตอบ เสียงหัวเราะของเติ้งจวินห่าวก็ดังแทรกขึ้น
“เช่นนั้นก็ดีมิใช่หรือ…ให้ฝั่งสตรีช่วยกันคิด ผลัดกับฝั่งบุรุษ ดีหรือไม่น้องสี่”
เติ้งเหมยหลินชะงักเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มบางคล้ายแง่งอน แต่ก็คิดได้ว่าใช่ว่าสตรีทุกคนของฝั่งสตรีจะแต่งกวีได้ ให้เป็นช่วยกันก็ดี คิดได้ดังนั้นไม่นานก็คลี่คลายเป็นรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” นางเอียงหน้าเล็กน้อย เสียงยังคงหวานละมุน แต่แฝงความท้าทายบางเบา “เพียงแต่…ท่านพี่อย่าเสียใจก็แล้วกัน”
คำพูดนั้นทำให้เติ้งหยางกับฮูหยินของเขาหัวเราะออกมาเบาๆ
เติ้งฮูหยินเพียงมองบุตรสาวด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนเอ่ยอย่างไม่จริงจังนัก
“เจ้านี่นะ…เป็นเรื่องรางวัลหน่อยไม่ได้เลยจริงๆ”
ก่อนที่การประชันต่อบทกวีจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียงหนึ่งจากฝั่งบุรุษก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจบรรยากาศ
“หากมีแต่รางวัล ย่อมไม่น่าตื่นเต้น มิสู้กำหนดบทลงโทษให้ทุกคนด้วยจะดีกว่าหรือไม่ขอรับ”
สื่อหรงเฉียงลุกขึ้นกล่าว น้ำเสียงแฝงความโอหังโดยไม่ปิดบัง ท่าทางมั่นใจยิ่งกว่าหลูจุนเซิงที่มักชอบวางท่าเสียอีก ด้วยฐานะของสกุลสื่อที่เป็นพระญาติของอู๋เช่อเฟย[1] จึงไม่น่าแปลกที่เขาจะกล้าเอ่ยเช่นนี้ และที่สำคัญเขาอยากได้รับความสนใจจากเติ้งเหมยหลินด้วย
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายก็พลันเคร่งขึ้นหลายส่วน
“หากคุณชายสื่อกล่าวเช่นนี้…ก็มิใช่ว่าทุกคนในที่นี้ต้องเข้าร่วมทั้งหมดสินะ”
หลูจุนเซิงลุกขึ้นเอ่ยต่อทันที สีหน้าดูคล้ายเพียงสอบถาม แต่แท้จริงกลับมีนัยแอบแฝง สายตาของเขาเลื่อนไปยังที่นั่งถัดจากเติ้งจวินห่าว ตรงนั้นคือพี่ชายของเขา…หลูจุนผิง
เติ้งจวินห่าวพลันมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะในงานวันนี้ คนที่ทำให้จวนเขา ‘มีหน้า’ อย่างแท้จริง มิใช่เจียงมู่ไป๋ หากแต่เป็นหลูจุนผิงผู้นี้ต่างหาก
หลูจุนผิงในชุดสีขาวสะอาด เนื้อผ้าเรียบไร้ลวดลายหรูหรา หากกลับขับให้บุคลิกของเขาดูสงบ สุภาพ และน่าเชื่อถือ กลิ่นอายสะอาดบริสุทธิ์คล้ายจะติดตัวมาโดยธรรมชาติ ท่าทางนอบน้อม เกรงใจผู้คน แต่กลับมีความหนักแน่นบางอย่างที่ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
เขาเห็นสีหน้าของเติ้งจวินห่าว จึงเพียงยิ้มบาง พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นค้อมกายไปยังเติ้งหยาง
“เอาตามที่น้องสามกล่าวก็ได้ขอรับ แม้ข้าจะมีความสามารถเพียงน้อยนิด แต่คงพอช่วยให้งานคึกครื้นขึ้นมาบ้าง”
คำพูดถ่อมตนนั้นยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกดีต่อเขา
แม้แต่เหยาอวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งท้ายๆ กับเจียงจื่อหรงยังอดไม่ได้ที่จะมองไปตามเสียงนั้น
เติ้งหยางแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ในใจ อย่างน้อยหลูจุนผิงก็หาได้มีนิสัยโอ้อวดเช่นน้องชาย เขาจึงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนรับคำทันที
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องบทลงโทษ…เอาเป็นสุราบุปผาหนึ่งจอก และแสดงความสามารถอีกหนึ่งอย่างก็พอ”
เขากวาดสายตามองทุกคน พลางยิ้มอย่างเจ้าภาพ
“หากพวกเจ้ามาเมามายในจวนของข้า ข้าคงไม่มีคำตอบดีๆ ไปกล่าวแก่บิดามารดาของพวกเจ้าแล้ว”
คำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งงาน
ทว่าเสียงของสื่อหรงเฉียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เช่นนั้น…หากฝั่งสตรีของคุณหนูสี่เติ้ง…ร่วมกันต่อกวีไม่ทัน จะทำอย่างไรเล่า? หรือจะให้แสดงความสามารถกันทุกคน?”
สายตาของเขาจงใจทอดไปยังตำแหน่งของคุณหนูสี่จวนป๋ออย่างไม่ปิดบัง
เติ้งจวินห่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เรื่องนี้…เห็นควรให้ฝั่งสตรีเลือกตัวแทนขึ้นมาแสดงความสามารถจะเหมาะสมกว่า เพื่อมิให้ลำบากเกินไป”
คำพูดนั้นอ่อนโยนและให้เกียรติ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายสวนทันที
“เช่นนั้นก็ดูจะเอาเปรียบไม่น้อย”
น้ำเสียงแฝงการยั่วยุอย่างชัดเจน
หลูอี๋หรูที่นั่งฟังอยู่ทนไม่ได้อีกต่อไป นางลุกขึ้นอย่างไม่ลังเล
“หากฝั่งสตรีต่อกวีไม่ได้…ก็จะดื่มสุราบุปผาทุกคน เช่นนี้ท่านพอใจหรือยัง คุณชายสื่อ”
ถ้อยคำตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย
สื่อหรงเฉียงสีหน้าเปลี่ยนไปทันที คล้ายถูกตอกกลับจนเสียหน้า หากแต่ด้วยความถือดี เขาจึงยังฝืนกล่าวตอบ
“เช่นนั้น…ก็ตามที่คุณหนูหลูเห็นสมควร”
แม้มองไม่เห็นใบหน้าเต็มๆ แต่เพียงฟังเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นหลูอี๋หรู ด้วยนิสัยเปิดเผยของนาง อีกทั้งทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นสามตระกูลใหญ่ในสมาคมพ่อค้าเกลือ ย่อมเคยพบเจอกันมาแล้ว
ความจริงอย่างไรเสีย เขาก็แค่หาเรื่องพูดคุยเพื่ออยากถ่วงเวลาเท่านั้น มิได้คิดจะแข่งขันกวีแต่อย่างใด
เติ้งหยางแม้จะไม่พอใจสกุลสื่ออยู่ลึกๆ แต่ด้วยความสัมพันธ์กับจวนอู๋ชินอ๋อง เขาก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดมากไปกว่านี้ เมื่อมีหลูอี๋หรูออกหน้าแล้ว เขาจึงทำได้เพียงแล่นเรือตามน้ำ
“ในเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว เรื่องบทลงโทษก็เอาตามนี้”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ส่วนของรางวัล…เพื่อให้สมกับผู้ชนะในงานชมดอกเบญจมาศครั้งนี้ ข้ายอมสละของรักชิ้นหนึ่งออกมา…”
เติ้งหยางทอดสายตามองบ่าวรับใช้ที่คุกเข่ารับคำ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภาคภูมิ
“...ภาพวาด ‘เงาบุปผายามลมสารท’ ของปรมาจารย์…เผยซู่อิ่ง”
สิ้นเสียงนั้น บ่าวรับใช้สองคนก็ประคองกล่องไม้ยาวเข้ามาอย่างระมัดระวัง เมื่อเปิดออก กลิ่นหมึกจางๆ ออกมา
ผืนภาพถูกคลี่ออกช้าๆ ทันทีที่เนื้อแพรเผยเต็มสายตา บรรยากาศโดยรอบก็คล้ายเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
ภาพนั้นมิได้ใช้สีสันฉูดฉาด หากแต่เน้นเพียงหมึกดำไล่น้ำหนักอ่อนแก่ เส้นพู่กันพลิ้วไหวดุจลมพัดผ่านกอเบญจมาศ กลีบบางเบาราวจะปลิวออกนอกภาพได้ทุกเมื่อ
กิ่งก้านทอดเฉียงอย่างมีจังหวะ มิได้ตั้งตรงแข็งทื่อ กลับให้ความรู้สึกอิสระและสงบนิ่งในคราเดียวกัน พื้นที่ว่างรอบภาพถูกเว้นไว้อย่างจงใจ ยิ่งขับให้บุปผาเพียงไม่กี่กิ่งนั้นโดดเด่นราวมีชีวิต มุมหนึ่งของภาพมีลายมือเขียนบทกวีสั้นๆ ตัวอักษรเฉียบคมแต่ไม่แข็งกระด้าง คล้ายจะกล่าวถึงความงามที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ในฤดูสารท งดงามแต่ไม่ยึดติด
ตราประทับสีชาดถูกกดไว้อย่างพอดี มิได้แย่งสายตา หากแต่เพิ่มน้ำหนักให้ภาพทั้งผืนดูสมบูรณ์
ผู้ที่มีสายตาย่อมมองออกในทันที ภาพนี้มิใช่เพียงงดงาม หากยังแฝงอารมณ์และจิตวิญญาณของผู้วาดไว้อย่างลึกซึ้ง
เติ้งหยางมองภาพนั้นด้วยแววตาเสียดายเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเบาๆ
“ของชิ้นนี้…ข้าหวงนัก หวังว่าผู้ที่ได้ไป จะมิทำให้มันต้องเสียชื่อ”
[1] เช่อเฟย คือ พระชายารอง