ตอนที่ 216
ตอนที่ 216
ตอนที่ 216
“...ภาพวาดของปรมาจารย์เผยซู่อิ่ง”
ชื่อที่เอ่ยออกมาเพียงแผ่วเบา กลับทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยชะงักงันไปชั่วครู่
ปรมาจารย์เผยซู่อิ่งผู้นี้ มีชื่อเสียงมาราวยี่สิบหรือสามสิบปีเห็นจะได้ นับว่าเป็นผู้มีนามเลื่องลือในวงการภาพวาดและการประพันธ์ หากแต่ประหลาดนัก กลับไม่เคยมีผู้ใดรู้ที่มา หรือเคยพบเห็นตัวจริงแม้สักครั้ง เพราะมักปรากฎภาพจากทุกหนทุกแห่งในงานประมูลใหญ่ๆ ของหลายแคว้น
แม้กระทั่งชื่อ ‘ซู่อิ่ง’ ยังให้ความรู้สึกอ่อนโยน คล้ายสตรีผู้หนึ่ง ทว่าฝีแปรงที่ปรากฏบนผืนภาพกลับหนักแน่น มั่นคง และทรงพลังเกินกว่าจะมองว่าเป็นเพียงงานของผู้บอบบางธรรมดา
เขา…หรือบางทีอาจจะเป็นนาง ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดไขได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนยอมรับตรงกันคือ ฝีมือของปรมาจารย์ผู้นี้…ยากจะมีผู้ใดเทียบเคียง
ไม่ใช่เพียงลายเส้นที่มีชีวิต หากยังรวมถึงหมึกที่ใช้ ซึ่งมีกลิ่นจางเฉพาะตัว ลึกและนิ่ง สีดำมิได้ทึบแข็ง หากแฝงความโปร่งลึกดุจหมอกยามรุ่งสาง ต่อให้เป็นหมึกชั้นเลิศเพียงใด ก็ยังมิอาจให้เฉดและกลิ่นเช่นนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น…สีชาดที่ใช้ประทับตรา ก็ยิ่งเป็นเอกลักษณ์
แดงสดแต่ไม่แสบตา คล้ายเปลวไฟที่ถูกขัดเกลาให้สงบนิ่ง ต่อให้ใช้ชาดชนิดใดในใต้หล้า ก็ยากจะให้สีแดงเช่นนี้ได้
ด้วยเหตุนี้เอง ภาพวาดของปรมาจารย์เผยซู่อิ่งจึงมีมูลค่าสูงล้ำจนยากจะประเมิน เพราะหาผู้ใดเลือนแบบไม่ได้ แต่ละปีมีผลงานปรากฏออกมาเพียงไม่กี่ชิ้น ราวกับเจ้าของพู่กันจะวาดเฉพาะยามที่ตนพอใจเท่านั้น
ยิ่งในช่วงสิบปีก่อน…ยิ่งนับว่าน่าประหลาด
เพราะผลงานของเขา…หรือของนาง คล้ายจะหายไปจากโลกนี้อยู่หลายปีเต็ม
ไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่มีภาพใหม่ปรากฏ ราวกับเจ้าของนาม ‘เผยซู่อิ่ง’ ได้เลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา
กระทั่งในไม่กี่ปีให้หลัง ผลงานจึงเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
และทุกครั้งที่ปรากฏ ล้วนทำให้ทั้งวงการต้องสั่นสะเทือน ราวกับย้ำเตือนว่า…
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพู่กันนี้ ไม่เคยเสื่อมถอยลงแม้แต่น้อย
หลูอี๋หรูเชิดคางขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความถือดีไม่ต่างจากสื่อหรงเฉียง
“แล้วถ้าหากฝั่งสตรีชนะ จะจัดการของรางวัลกันอย่างไรดีเล่าเจ้าคะ”
ถ้อยคำของนางทำให้หลายสายตาหันมามองฝั่งม่านผ้าทันที
แม้หลูอี๋หรูจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกวี ทว่าฝั่งสตรีในที่นี้ ล้วนเป็นบุตรสาวจากตระกูลขุนนางใหญ่แห่งเจียงหนาน ผ่านการอบรมทั้งกวี ดนตรี และมารยาทมาตั้งแต่เยาว์วัย จะให้ยอมแพ้ง่ายๆ ย่อมมิใช่เรื่อง
เติ้งหยางหัวเราะเบาๆ คล้ายเห็นเป็นเรื่องน่าขบขัน
“คำถามนี้ดี”
เขาลูบเคราเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่ออย่างไม่เร่งร้อน
“ในเมื่อเป็นชัยชนะร่วมกัน ของรางวัลก็ไม่อาจแบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้ เช่นนั้น…”
สายตาของเขากวาดไปยังฝั่งสตรี คล้ายเปิดโอกาสโดยเจตนา
“จะมอบให้ผู้ใด…ก็ให้พวกเจ้าตัดสินกันเองเถิด ถือเสียว่าเป็นทั้งเกียรติและบททดสอบอีกอย่างหนึ่ง และเพื่อเป็นบทลงโทษที่ฝั่งบุรุษจะต้องพ่ายแพ้ให้กับพวกเจ้า ก็ต้องรับสุราลงโทษเพิ่มคนละสองจอกเลย ดีหรือไม่”
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จากการแข่งขันกับฝั่งบุรุษ กลายเป็นแรงกดดันเบาๆ ภายในหมู่สตรีด้วยกันเอง
ส่วนฝั่งบุรุษกลับไม่ยี่หระด้วยซ้ำ เพราะล้วนแต่ถือดีว่าตนนั้นมีดีกว่าสตรีแน่นอน ประมาณว่าเรื่องพ่ายแพ้เช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน
เหยาอวี้ลอบมองปฏิกิริยาและแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากทั้งสองฝั่งก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง หากวันนี้เสิ่นลั่วหยาได้เทียบเชิญมาแล้วล่ะก็ บทสรุปก็ไม่แน่ว่าจะง่ายดายปานนั้น ทุกครั้งที่ฝั่งสตรีได้ต่อบทกวี ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนเป็นแน่แท้ เพราะดูเหมือนแม่นางผู้นั้นจะต้องการแสงตลอดเวลา
หลูอี๋หรูชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยกยิ้ม
“เช่นนั้นก็น่าสนุกยิ่งนักเจ้าค่ะ”
แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้ดี
การเลือก ‘ผู้คู่ควร’ เพียงหนึ่งเดียวในหมู่สตรีชนชั้นสูงที่ล้วนไม่ด้อยไปกว่ากันนั้น…
ยากยิ่งกว่าการต่อกวีเสียอีก
แต่การเป็นเช่นนี้ก็ดีไปอีกแบบ เพราะทำให้พวกนางกระตือรือร้นที่อยากจะแสดงความสามารถออกมาให้เป็นที่ประจักษ์
เติ้งหยางคล้ายถูกบรรยากาศแห่งการแข่งขันปลุกเร้าให้คึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างไรเขาก็นับว่าเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ในเมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เช่นนั้นข้าจะเป็นผู้เริ่มบทแรกเอง”
เขากำหนดกติกาอย่างรวบรัด…ฝั่งบุรุษสองคนก่อน แล้วสลับให้ฝั่งสตรีต่อบทกวี แต่ละครั้งให้เวลาคิดเพียง ‘ครึ่งก้านธูป’ เท่านั้น
เงื่อนไขเช่นนี้ เรียกได้ว่าตั้งใจบีบคั้นทุกคนโดยแท้
กล่าวจบ เขาก็ลุกลงไปยังโต๊ะยาวเบื้องล่าง ซึ่งปูด้วยกระดาษซวนจื่อแผ่นใหญ่ขาวสะอาด บนโต๊ะวางพู่กันด้ามยาวขนหนา พู่กันสำหรับอักษรใหญ่ที่เรียกกันว่า…พู่กันมังกรสำแดงเมฆ
เติ้งหยางยืนสงบนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนยกพู่กันขึ้น
ปลายขนแตะหมึกอย่างมั่นคง แล้ว…กดลง
เส้นแรกหนักแน่นดุจขุนเขา เส้นถัดไปพลิ้วไหวดุจสายลม จังหวะพู่กันมิได้เร่งร้อน หากแต่ต่อเนื่องราวกับลมหายใจของผู้เขียนเอง
หมึกดำซึมลงบนเนื้อกระดาษ ขยายเป็นเฉดอ่อนแก่ราวหมอกบางยามเช้า
ไม่นานนัก บทกวีแรกก็ปรากฏขึ้น
“ลมสารทพัดเบญจมาศเอน
กลีบโปรยเล่นแสงตะวันเฉียง
กลิ่นหอมล่องลอยไม่ยึดเหนี่ยว
ผู้คนในงานกลับผูกพันเพียงชั่วครา”
เมื่อวางพู่กันลง เติ้งหยางนิ่งไปชั่วขณะ
เพียงบทเดียว…กลับรู้สึกเหมือนใช้แรงไปไม่น้อย
สายตาเขาพร่าเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าฉายผ่านเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเจ้าตัวจะหัวเราะในใจ
‘คงเริ่มแก่แล้ว…เรี่ยวแรงไม่เหมือนเดิม’
บ่าวรับใช้รีบเข้ามารับกระดาษอย่างระมัดระวัง ก่อนนำไปติดบนกระดานไม้ขนาดใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น
ขณะเดียวกัน บ่าวอีกสองคนก็เข้ามาประคองเติ้งหยางกลับไปยังที่นั่ง
เติ้งฮูหยินมองสามีด้วยสายตาเป็นห่วงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
กลิ่นหมึกสดใหม่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ
หลูจุนถิงขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย สีหน้าแฝงความไม่สบายใจบางอย่าง คล้ายรับรู้สิ่งผิดปกติที่คนอื่นยังไม่ทันสังเกต
ส่วนหลูจุนเซิงกับสื่อหรงเฉียง ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแยกสายตาออก ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ในความเงียบงันนั้น กลับมีบางอย่างซ่อนอยู่
นอกวงสนทนา ยังมีชายอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่แถวต้น ถัดจากหลูจุนถิง
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
แววตาที่ฉายออกมา…เต็มไปด้วยความยินดีและอันตรายที่แทบปิดไม่มิด
เติ้งจวินห่าวลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง สายตากวาดผ่านบทแรกที่บิดาเขียนไว้เพียงครู่เดียวก็คล้ายจะจับจังหวะได้แล้ว
เขามิได้รีบร้อน เพียงหลับตาครู่หนึ่ง ราวกับปล่อยให้ถ้อยคำเรียงร้อยขึ้นมาเอง
จากนั้นจึงเอื้อมมือรับพู่กันมังกรสำแดงเมฆ
ปลายพู่กันแตะหมึก…แล้วเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
เส้นอักษรเรียบคม มิได้หวือหวา หากแต่มั่นคง น่าเชื่อถือ
ไม่นาน บทกวีบทที่สองก็ปรากฏต่อเนื่องจากของเติ้งหยาง
“ลมพัดผ่านเงากลีบยังคงอยู่
กลิ่นมิรู้โรยราดุจใจคน
หนึ่งคราชมแล้วมิอาจลืม
ดั่งวาสนาพบพานกลางหมู่ชน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ
ต่อบทได้อย่างแนบเนียน ทั้งยังคงสัมผัสและอารมณ์ของบทแรกไว้อย่างครบถ้วน
“สมแล้วที่เป็นอั้นโฉ่วคนล่าสุด…”
ใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างอดชื่นชมไม่ได้
เติ้งจวินห่าววางพู่กันลง สีหน้ายังคงเรียบสงบ ราวกับสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
ถัดจากเขาไปไม่ไกลคือหลูจุนถิง
ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นกวาดตามองบทกวีทั้งสองบท สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ราวกับกำลังเรียบเรียงถ้อยคำในใจ
ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง
เติ้งหยางกลับเริ่มรู้สึกบางอย่างผิดปกติ ลมหายใจของเขาคล้ายจะไม่โล่งดังเดิม อกแน่นขึ้นทีละน้อย ราวกับมีบางสิ่งกดทับอยู่ภายใน
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้บ่าว
“รินชา…”
เสียงเบาลงกว่าปกติ
บ่าวรีบเข้ามาเติมชาดอกเบญจมาศลงในถ้วย กลิ่นหอมละมุนลอยขึ้นมาเบาๆ
เติ้งหยางยกถ้วยขึ้น ดื่มลงไปหวังจะกลบความอึดอัดนั้น
ทว่า…
เพียงชั่วลมหายใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาเบิกกว้าง มือที่ถือถ้วยชาสั่นเล็กน้อย
“อั่ก…!”
เสียงกระอักดังขึ้น
เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากปาก หยดลงบนพื้นหินอย่างชัดเจน
ถ้วยชาในมือร่วงหล่นแตกกระจาย
บรรยากาศทั้งงานพลันหยุดนิ่ง
จากความครึกครื้น กลายเป็นความตื่นตระหนกในพริบตา
“ท่านป๋อ!”
เสียงร้องดังขึ้นหลายทิศ
เติ้งฮูหยินหน้าซีดเผือด รีบลุกขึ้นเข้าไปประคอง
บ่าวรับใช้แตกตื่น วิ่งวุ่นกันไปหมด บางคนถอยห่าง บางคนตะโกนเรียกหมอ
ในความโกลาหลนั้น
หลูจุนถิงกลับจ้องมองไปยังคราบเลือดบนพื้น ดวงตาแตกตื่นทันที
ขณะเดียวกัน หลูจุนเซิงกับสื่อหรงเฉียงต่างนิ่งไปชั่วขณะ
สายตาสบกันอีกครั้งเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนจะแยกออกอย่างรวดเร็ว
จากนี้โรงงิ้วใหญ่ก็ได้เริ่มเปิดฉากเสียที
“พี่ใหญ่ ท่านคือศิษย์แพทย์โอสถของสำนักเขาโอสถ ท่านต้องช่วยท่านป๋อได้แน่นอน” หลูจุนเซิ่งเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาประกาศสถานะของหลูจุนถิง
ทันใดนั้นทั้งศาลาก็มองชายหนุ่มชุดขาวดังดอกเบญจมาศขาวบริสุทธิ์ด้วยสายตาซับซ้อน ระคนชื่นชม
ได้ยินมานานแล้วว่าในตระกูลคหบดีแซ่หลู ให้กำเนิดอัจฉริยะแพทย์โอสถผู้หนึ่งขึ้นมา จนถูกตาคนในสำนักเขาโอสถรับไปสั่งสอน
แม้ยามนี้จะยังเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่ทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากมากที่จะเกิดขึ้น
หากไม่นับเรื่องแผ่นดินแว่นแคว้น และการปกครองต่างๆ ทั่วยุทธภพนี้ล้วนให้ความสำคัญกับสามสำนักใหญ่ที่ไม่ขึ้นตรงกับแคว้นใด แต่กลับมีอิทธิพลเบื้องหลังที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่อาจยื่นมือเข้าแทรก
หนึ่งในนั้นก็คือสำนักเขาโอสถที่อยู่ห่างออกไปประมาณห้าร้อยลี้จากแคว้นหนานไห่
ดังนั้นต่อให้ชื่อเสียงของเจียงมู่ไป๋จะดีถึงขั้นที่อู๋ชินอ๋องชื่มชมให้เข้าเฝ้า ก็ยังเทียบไม่ได้กับหลูจุนถิงผู้นี้
“คุณชายหลู…ขอให้ท่านโปรดช่วยบิดาข้าด้วย ไม่ว่า…”
เติ้งเหมยหลินก้าวออกมา น้ำเสียงสั่นเครือ กล่าวไปได้ครึ่งประโยคก็ชะงัก ใบหน้าแดงก่ำ
“มะ-ไม่ว่า ท่านต้องการสิ่งใด…จวนเติ้งป๋อยินดีมอบให้ทั้งสิ้น”
น้ำตานางเอ่อคลอ ร่วงหล่นดุจหยาดน้ำค้างต้องกลีบดอกสาลี[1]เบาบางแต่ไม่อาจห้ามได้
“เหมยหลิน!”
เติ้งจวินห่าวเอ่ยดุเสียงต่ำ
แม้ถ้อยคำของนางจะดูไม่ระมัดระวัง ทว่าในใจเขากลับมิได้ขัดข้องแม้แต่น้อย
หากหลูจุนถิงต้องการเกี่ยวดอง ก็หาใช่เรื่องเสียหาย
ถ้าแค่ตระกูลหลู จวนเติ้งป๋อย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา
แต่ถ้าเบื้องหลังนั้นคือสำนักเขาโอสถ นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี
ทว่าหลูจุนถิงหลับมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธอันใด เขาเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ต้องรอท่านหมอมาวินิจฉัย ตัวข้าผู้นี้ย่อมดูแลเทียบยาอย่างสุดความสามารถ” เสียงของเขานิ่ง สุภาพ แต่ไม่เปิดช่องให้ตีความ
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนหลายคนชะงักไปเล็กน้อย
หมอรักษา…กับหมอยา
แม้จะมีรากเดียวกัน ทว่าหนทางกลับแตกต่างกันไม่น้อย หมอรักษาเชี่ยวชาญการจับชีพจร วินิจฉัยโรค ฝั่งเข็ม และรักษาอาการ
ส่วนหมอยา เชี่ยวชาญการปรุงหรือทำยา การจัดตำรับเทียบยา และการควบคุมฤทธิ์ของสมุนไพร
ทั้งสองแขนงล้วนเกื้อหนุนกัน แต่หาใช่ว่าจะมีผู้ใดเชี่ยวชาญทั้งสองด้านได้โดยง่าย
สำหรับชาวบ้านหมอก็คือหมอ…วินิจฉัย รักษา และเขียนเทียบยา จากนั้นก็นำเทียบยาไปซื้อสมุนไพรมาต้มดื่มกิน
แต่สำหรับชนชั้นสูง ขุนนาง ราชสำนัก หรือโดยเฉพาะในยุทธภพแล้ว หมอยา หรือแพทย์โอสถ คือบุคคลล้ำค่ามากผู้หนึ่ง พอๆ กับหมอเทวดาที่หาได้ยากยิ่ง
โดยเฉพาะแพทย์โอสถจากสำนักเขาโอสถ
มีผู้คนเล่าลือกันว่า บางคนในสำนักนั้น สามารถกลั่นยาอายุวัฒนะได้ด้วยซ้ำ
ขุมกำลังเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใด…ก็ไม่กล้าแตะต้อง
ยกตัวอย่างเช่นหมอเทวดาเซวียน เขาสามารถตรวจหาสาเหตุและวินิจฉัยอาการของไท่จื่อได้ แต่สุดท้ายในขั้นตอนทำยา แม้จะรู้ว่าต้องใช้สมุนไพรอะไรก็ไม่รู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง หรือสามารถพลิกแพลงตำรับยาให้เหมาะกับอาการของไท่จื่อได้ จึงได้เกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้นมา ไม่แน่ว่าหากวันนั้นเขานำแพทย์โอสถมาด้วยเรื่องราวอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ทว่า…แพทย์โอสถทุกคนก็มีระดับที่แตกต่างกันไป ก็ไม่แน่ว่าจะรู้จักการใช้หลงกู่ชิงทุกคน
[1] ดุจหยาดน้ำค้างต้องกลีบดอกสาลี สำนวนจริงๆ คือดอกสาลีต้องฝน (黎花带雨 - Lí huā dài yǔ) เป็นสำนวนจีนที่ใช้เปรียบเปรยใบหน้าของสตรี หรือผู้ที่มีความงดงาม ยามร้องไห้สะอึกสะอื้น ว่ามีความงดงามน่าทะนุถนอมและน่าน่าเวทนา ประหนึ่งดอกสาลีสีขาวบริสุทธิ์ที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝน มีที่มาจากบทกวีของไป๋จวีอี้แห่งราชวงศ์ฮัน ที่บรรยายถึงหยางกุ้ยเฟย