ตอนที่ 217
ตอนที่ 217
ตอนที่ 217
หลูจุนถิงก้าวเข้าไปใกล้เติ้งหยางช้าๆ สายตากวาดผ่านคราบเลือด กลิ่นหมึก และถ้วยชาที่แตกกระจาย แม้หมอจะยังไม่มา แต่เขาก็รู้สึกไม่ดีเล็กน้อย เพียงแต่บอกไม่ได้ว่าผิดแปลกที่ใด
ท่านหมอถูกเชิญเข้ามาอย่างเร่งด่วน ทันทีที่เห็นอาการของเติ้งหยางก็รีบจับชีพจร สีหน้าค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น
เขานิ่งฟังชีพจรอยู่นานกว่าปกติ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ชีพจรตีกลับ โลหิตกำเริบขึ้นฉับพลัน…”
เสียงของหมอไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน
“คล้ายผู้ที่รับของแสลงเข้าไป กระทบกับร่างกายเดิมที่อ่อนแออยู่แล้ว จึงเกิดอาการกระอักเลือด”
“เช่นนั้นท่านหมอก็บอกมิได้หรือว่าได้รับของแสลงใดเข้าไป” เติ้งจวินห่าวถามอย่างเคร่งขรึม
ท่านหมอชราถึงกับเหงื่อซึม
แค่วินิจฉัยอาการได้ก็ไม่พอหรอกหรือ…
เขาถึงกับประท้วงในใจ แต่เพราะไม่สามารถระบุได้จริงๆ ว่าเกิดจากอะไรจึงได้แต่ตอบตามตรงว่า
“เป็นการถูกพิษ เพียงแต่ไม่รู้ว่าคือพิษอันใด”
พูดจบก็เริ่มฝังเข็มเพื่อระงับอาการไว้ก่อน
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกใจ องครักษ์ในจวนถึงกับต้องปิดกั้นคนเข้าออกทันที เพื่อป้องกันคนร้ายหลบหนี
หลูจุนถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มสับสนไม่น้อย เพราะถ้ามีพิษจริงๆ เขาจะต้องรับรู้ เขาจึงเพียงก้าวไปยังโต๊ะเขียนอักษร ปลายนิ้วแตะขอบแท่นหมึกเล็กน้อย ก่อนโน้มตัวลงสูดกลิ่นอย่างระมัดระวัง
คิ้วของเขาขมวดช้าๆ
“กลิ่นนี้…” เขาพึมพำเบาๆ
มิใช่กลิ่นสนเผาเช่นหมึกทั่วไป แต่เป็นกลิ่นเขียวเย็นจางๆ คล้ายเถาวัลย์สดหลังฝน กลิ่นเบาบางจนแทบจับไม่ได้ หากไม่ตั้งใจย่อมคิดว่าเป็นเพียงกลิ่นหมึกชั้นดี
ทว่ากลิ่นสดเขียวนั้น…กลับแปลกประหลาดยิ่ง
หมึกที่ดีควรหนัก นิ่ง ลึก …ไม่ใช่มีไอสดชื้นเช่นนี้
หลูจุนถิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าครุ่นคิด
“นี่คือกลิ่นชิงเถิงเย่…” เขาเอ่ยเบาๆ
ท่านหมอที่ได้ยิน แม้จะไม่เก่งกาจเรื่องสมุนไพรเท่าหมอยา แต่หมอรักษาก็พอรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง “ชิงเถิงเย่ มิใช่เป็นเพียงสมุนไพรแก้ปวดเมื่อย มิใช่พิษ แต่…”
หลูจุนถิงพยักหน้าแล้วพูดแทนหมอชราให้จบ
“...แต่ก็ไม่ควรปรากฏอยู่ในหมึก”
ขณะเดียวกัน เสียงหนึ่งจากฝั่งสตรีก็ดังขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“หากเป็นเพียงชิงเถิงเย่…ไม่น่าจะทำให้ท่านป๋อกระอักเลือดได้ถึงเพียงนี้” ทั้งศาลาเงียบลงเล็กน้อย “มิใช่ว่า…อาจเกี่ยวกับของที่ดื่มกินเข้าไป หรือกลิ่นบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นหรือไม่เจ้าคะ”
หลูจุนเซิงได้ยินก็หัวเราะหยันออกมา
“มีทั้งหมอและหมอยาอยู่ตรงนี้แล้ว ยังจะให้สตรีในห้องหอมาออกความเห็นอีกหรือ”
น้ำเสียงเย้ยหยันไม่ปิดบัง
ทว่าหลูจุนถิงกลับไม่แม้แต่จะเหลียวมอง นัยตาของเขาเกิดประกายวาบผ่านทันที
เขากวาดสายไปยังโต๊ะอาหาร ขนม และถ้วยชาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่ชาดอกเบญจมาศ เขายกถ้วยขึ้น ดมเพียงครู่เดียว แววตาก็เปลี่ยนไปทันที
“นี่คือ…เถาฮวาเหรินลู่[1]”
เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
หมอชราชะงักเล็กน้อย แล้วรีบจับชีพจรของเติ้งหยางอีกครั้ง จากนั้นก็พลันเข้าใจอาการโดนทันที
นี่คือการกินของแสลงอย่างที่เขาพูดจนเกิดเป็นพิษนั่นเอง!!!
หลูจุนถิงพยักหน้า
“…หากใช้ผสมชาดื่มโดยลำพังย่อมไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหมึก “แต่ชิงเถิงเย่ในหมึก กับเถาฮวาเหรินในชา…”
เสียงของเขานิ่งลง
“เมื่อแยกกัน…ไม่มีพิษ แต่เมื่อรวมกัน…” เขาสูดลมหายใจลึก “จะทำให้ลมภายในและโลหิตปั่นป่วน จนเกิดอาการกำเริบฉับพลัน”
หมอชราสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“เช่นนี้…ก็เหมือนพิษผสานโดยไม่ได้ตั้งใจ!”
หลูจุนถิงพยักหน้า
“ในตำราเรียกว่า…‘จุ้ยจวี๋ซ่าน[2]’”
เขาเหลือบมองเติ้งหยางที่มีเติ้งเหมยหลินนั่งอยู่ข้างๆ “ท่านป๋อมีพื้นฐานร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว เมื่อถูกกระตุ้น จึงแสดงอาการรุนแรงกว่าผู้อื่น”
เขาคิดอย่างตกใจ ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้โดยไม่ตั้งใจ
แต่จะเป็นความบังเอิญจริงๆน่ะหรือ?
จากนั้นเขาหันไปทางม่าน ค้อมกายเล็กน้อย
“คุณหนูผู้นั้น…ช่างสังเกตยิ่งนัก”
ทันใดนั้น สายตาทั้งหมดก็จับจ้องไปยังม่าน
แต่ด้านในกลับเงียบงัน
เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่ทำได้เพียงชะงัก สีหน้าลำบากใจ ไม่กล้าเอ่ยคำใด เพราะถึงอย่างไรนางก็แค่ผู้ส่งสาส์นเท่านั้น เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือน้องสี่ตัวน้อยของนางนั่นเอง
หลูจุนถิงไม่เสียเวลาอีก เขาคว้าพู่กันขึ้นมา เขียนเทียบยาอย่างรวดเร็ว
ลายมือมั่นคง ต่อเนื่อง ไม่มีแม้แต่เสี้ยวลังเล
หมอชรารับไปอ่านเพียงครู่เดียวก็เบิกตากว้าง
“ดีนัก! …สมแล้วที่เป็นศิษย์สำนักเขาโอสถ เทียบยานี้เหมาะยิ่ง!”
บ่าวรับใช้รีบรับคำสั่ง วิ่งออกไปจัดหาสมุนไพรทันที เพราะมีบางอย่างในตำรับ ไม่มีอยู่ในจวน
หลูจุนถิงหันไปทางม่านอีกครั้ง กุมมือคารวะอย่างจริงใจ
“ขอบคุณแม่นางที่ชี้แนะ”
ท่าทีของเขาสุภาพ ไม่หยิ่งยโสแม้แต่น้อย
เพียงชั่วขณะ…สตรีหลายคนก็เผยแววตาชื่นชม แม้แต่ฝั่งบุรุษยังมองผ่านไปอย่างสนใจ
มีเพียงเจียงมู่ไป๋เท่านั้นที่คาดเดาได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้น
สื่อหรงเฉียงกลับหัวเราะหยันเบาๆ
“จุนถิงเอ๋ย…จุนถิง เจ้าเป็นถึงศิษย์สำนักใหญ่ ยังต้องให้แม่นางน้อยเตือน ไม่รู้ว่าแต่ละวันเรียนสิ่งใดกันแน่”
หลูจุนถิงชะงักเล็กน้อย สีหน้ากระดากอายขึ้นมา
ยังมิทันได้ตอบ
หลูจุนเซิงก็เอ่ยแทรกทันที
“คุณชายสื่อ หรือท่านกำลังดูถูกพี่ใหญ่ข้าอยู่หรือ? อย่างไรเขาก็เขียนเทียบยาออกมาแล้วไม่แน่ว่าเพียงดื่มยา ท่านป๋อก็อาจลุกขึ้นได้ในทันที”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้บรรยากาศเบาลงเลย กลับกดดันขึ้นทันที
“หากเป็นเช่นที่เจ้าว่า ข้าคงต้องยอมรับให้ฝีมือพี่ชายของเจ้าแล้ว”
เติ้งจวินห่าวสีหน้าเย็นลง สายตาคมกริบกวาดผ่านทั้งสองคน รู้สึกเหมือนทั้งคู่กำลังเอาอาการของบิดาตนมาเล่าล้อเล่นต่อกัน
แต่เพราะเรื่องนี้ดูจะบังเอิญเกินไปหรือไม่ ที่ดันมีของสองสิ่งอยู่ในงานนี้ของจวนเขาพอดี
“เติ้งป๋อซื่อจื่อ มิใช่ว่าพวกท่านจะทำเรื่องใหญ่เกินไปหรือ คุณชายใหญ่หลูจุนถิงก็กล่าวเองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ของสองอย่างนี่แต่เดิมก็แค่ของทั่วไป ใครเล่าจะรู้ว่าจวนป๋อบกพร่องเองเล่า” เหอจ้าวหนานกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม มององครักษ์โดยรอบที่ยังคงปิดกั้นศาลาอยู่อย่างไม่พอใจนัก
ถึงอย่างในทั้งหมดนี้ก็เป็นบุตรหลานขุนนาง แต่ละคนล้วนมีเบื้องหลังที่ใหญ่โตทั้งนั้น
เติ้งฮูหยินที่นั่งอยู่แม้จะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรสร้างความบาดหมางกับผู้ใด
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สีหน้าเรียบสงบ หากแววตากลับหนักแน่นจนผู้คนโดยรอบเผลอชะงักไปชั่วครู่
“คุณชายเหอพูดมีเหตุผลนัก เรื่องราวในวันนี้…จะว่าเป็นความบังเอิญ ก็ใช่ว่าจะกล่าวมิได้” เสียงของนางอ่อนโยน ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจน นี่มิใช่โต้แย้งตรงๆ หากเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล ราวกับเพียงปรึกษาหารือ
“จวนเติ้งของข้า แม้จะมิกล้ากล่าวว่ารอบคอบไร้ที่ติ แต่ก็หาได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องเช่นนี้ไม่”
นางหยุดเล็กน้อย สายตากวาดผ่านผู้คนทีละคน
“ในเมื่อคุณชายใหญ่สกุลหลูได้เขียนเทียบยาออกมาแล้ว เช่นนั้น…ข้าก็ขอเพียงให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานอยู่ที่นี่ จนกว่ายานั้นจะถูกจัดเตรียมเรียบร้อย” ริมฝีปากของนางยกขึ้นเพียงน้อย คล้ายยิ้ม แต่หาได้มีความอ่อนข้ออยู่ในนั้น
“ข้าจะไม่กล่าวโทษผู้ใด…และยิ่งไม่คิดสร้างความบาดหมางให้เกิดขึ้น เพียงแต่…เรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตคนในจวน ข้าย่อมอยากเห็น ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ของทุกท่านสักครั้ง”
ประโยคสุดท้ายแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นจนทั้งศาลาเงียบลงโดยพร้อมเพรียง
เหอจ้าวหนานได้ยินกลับมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงยกยิ้มแล้วพยักหน้าให้แต่โดยดี เหมือนจนใจอยู่หลายส่วน
ซึ่งคนอื่นๆ แม้จะรู้สึกเหมือนตกเป็นจำเลย แต่ในเหมือนคนแซ่เหอกล่าวออกมาแล้ว และคำพูดเติ้งฮูหยินก็มิได้ใส่ความผู้ใด ทั้งยังหมดจดเข้าใจได้ ทุกคนจึงได้แต่รอเท่านั้น
แม้แต่หลูจุนเซิง กับสื่อหรงเฉียง ที่มักจะสร้างเรื่องมาตลอดก็พยักหน้ายินดีเหมือนคนเข้าใจง่ายเสียอย่างนั้น
ผิดกับเจียงมู่ไป๋ที่รู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล หากแต่เขาไม่อาจอธิบายได้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติ เพราะมันดูจะบังเอิญไปเสียหมด
กระทั่งมองดูตัวละครทั้งหมดที่ปรากฎตัวออกมาจึง และนึกถึงเรื่องราวภายในเจียงหนานเล็กน้อย ฉับพลันนัยตาก็เกิดประกายที่ทั้งสนุกและอันตรายขึ้นมา และเพียงไม่นานก็กลับสู่ความเกียจคร้านดังเดิม
นี่คืองิ้วโรงใหญ่ หรือนี่…
[1] เถาฮวาเหรินลู่ (桃花人露 - Táo huā rén lù) คือ น้ำค้างดอกท้อ
[2] จุ้ยจวี๋ซ่าน คือ พิษเบญจมาศเมามาย