ตอนที่ 219
ตอนที่ 219
ตอนที่ 219
“จับมันไปขังไว้”
ไม่ต้องให้บ่าวผู้นั้นเฉลยตัวหรือยอมรับผิด แค่ท่าทางเช่นนี้ เติ้งจวินห่าวก็รู้แล้วว่าสมุนไพรตัวนี้ผิดปกติแน่นอน
“ใครก็ได้ไปซื้อซื่อเฉิงผู่มา…” จากนั้นก็ค่อยกำชับต่อว่า “ไปให้ซื้อมาหลายๆ อัน”
จากนั้นบ่าวสามคนก็ถูกสั่งออกไปซื้อมายามาใหม่ คราวนี้มีองครักษ์ติดตามเพื่อตรวจสอบ
สถานการณ์ในศาลายิ่งตึงเครียดเข้าไปอีก
“แม่หนูน้อย เจ้าเก่งจริงๆ ถึงกับแยกสุ่ยเฉิงผู่ กับซื่อเฉิงผู่ได้” หลูจุนถิงมิใช่คนเย่อหยิ่งอะไร อีกทั้งยังมองว่านี่เป็นการได้รับความช่วยเหลือด้วยซ้ำ เพราะหากสมุนไพรนี้ผิดจริงๆ อย่างไรเขาก็คือแพทย์ยาที่รับรองยาตรงนี้ นอกจากจะต้องรับผิดชอบแล้ว ยังทำให้สำนักเขาโอสถเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย
ทว่าเหยาอวี้กลับทำหน้าไร้เดียงสาต่อ “ข้าแค่นึกว่ามันคือสุ่ยเฉิงผู่เท่านั้นเจ้าค่ะ แล้วก็ข้ามิใช่แม่หนูน้อย ข้าแซ่เจียง ลำดับสี่”
แค่เป็นเด็กแปดขวบ นางก็ทนต่อร่างกายเล็กๆ นี่จะแย่ ยังมาถูกคนเรรียกว่า แม่หนูน้อย เช่นนี้ ย่อมรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้กล่าวสิ่งใด เติ้งป๋อ ก็เหมือนจะกระอักเลือดอีกครั้ง จนหมอชราต้องรีบไปดูอาการ
หลูจุนเซิงฉวยจังหวะความตื่นตระหนกนี้ ผลักภาระทั้งหมดออกไปจากตัวเองแทบจะในทันที
ยิ่งเมื่อได้ยินว่านางแซ่เจียง ความขุ่นเคืองในใจก็พลันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
เขายังไม่ลืม…ว่าเจียงมู่ไป๋เคยทำให้เขาอับอายเพียงใด ทั้งในใจก็เตรียมแผนบางอย่างกับพวกเขาในเรื่องนี้ไว้ให้เป็นแพะอยู่แล้ว แต่แผนยังไม่ทันได้ดำเนินการต่อไป กลับถูกเปิดโปงเรื่องสมุนไพรแต่แรกเสียแล้ว เขาจึงไม่กล้าผลีผลามอีก
“หากมิใช่เพราะเจ้ามาวุ่นวาย ท่านป๋อก็คงได้รับการรักษาไปแล้ว” น้ำเสียงเขาแข็งกระด้างขึ้นโดยไม่ปิดบัง “ยังกล้ามาสงสัยข้าอีก…เจ้ายังรู้จักตำรับชิงซินไคเฉียว เปิ่นกงจื่อ[1]ก็รู้เช่นกัน!”
คำพูดนั้นมิใช่เพียงโต้กลับ แต่ยังเป็นการ ‘ตัดไฟ’ ไม่ให้ความสงสัยลุกลามมาถึงตน เขาย่อมต้องพูดออกมาเพื่อลดความหวาดระแวงของจวนป๋อ
อย่าลืมว่าแท้จริงเขาต้องการแค่ให้หลูจุนถิงพังพินาศไปคนเดียวเท่านั้น ไหนเลยจะให้ตระกูลหลูมาซวยไปด้วยกัน เพราะหากตระกูลหลูเป็นอันใดขึ้นมา เขาก็ไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน บรรยากาศกดดันไม่น้อย
“เช่นนั้น…ท่านจะรับผิดชอบได้หรือไม่” เสียงนั้นเรียบต่ำ แต่กดดันจนผู้ฟังต้องชะงัก “ว่าสิ่งในห่อสมุนไพรนี้…คือซื่อเฉิงผู่จริง”
เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้ามา ทุกสายตาหันไปมองเขาโดยพร้อมเพรียง ราวกับแสงสว่างทั้งหมดในศาลาถูกดึงไปรวมอยู่ที่บุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียว เพราะรูปโฉมของเขานั้น…งดงามเกินกว่าจะใช้คำธรรมดาบรรยาย
โครงหน้าเฉียบคม ดวงตาลึกสงบเย็นเยียบ ราวกับหิมะแรกบนยอดเขาสูง เขามิได้แสดงอารมณ์มากนัก แต่กลับทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตานาน
เป็นความงามที่สูงส่ง ห่างไกล คล้ายสิ่งที่ไม่ควรถูกแตะต้อง และยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น
ราวกับบุรุษผู้นี้…
เกิดมาอยู่ ‘เหนือ’ ผู้คนทั่วไปตั้งแต่แรก
เมื่อเขาก้าวเข้ามา บรรยากาศเดิมที่วุ่นวาย กลับสงบลงอย่างประหลาด
แม้แต่หลูจุนเซิงยังชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
สายตาของเจียงมู่ไป๋มองผ่านทุกคนอย่างไม่สนใจ แล้วหยุดลงแค่ที่เหยาอวี้เท่านั้น
แววตาที่เคยอ่อนโยนต่อเด็กหญิง ในยามนี้กลับมีความเข้มดุขึ้นเล็กน้อย คล้ายไม่พอใจ…ที่นางออกหน้าเอง
โดยไม่กล่าวสิ่งใด เขาเพียงโน้มตัวลง อุ้มเหยาอวี้ขึ้นจากเก้าอี้อย่างเบามือ
ท่าทางเรียบง่ายนั้น…กลับเป็นความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏบนตัวเขา
และเพียงเท่านั้น หัวใจของเหล่าคุณหนูในศาลา ก็พลันสั่นไหวขึ้นโดยไม่อาจห้ามได้ ความรู้สึกยุบยิบแผ่ซ่านอยู่ในอก ทั้งเขินอาย ทั้งหลงใหล ทั้งหวั่นเกรง แต่ก็ไม่อาจละสายตา
ราวกับตกอยู่ในเสน่ห์ของบุรุษผู้หนึ่ง…ที่ทั้งงดงาม และอันตรายในคราเดียวกัน
แม้แต่หลูอี๋หรูที่มักแสดงออกอย่างเปิดเผยไม่น้อย ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
กระทั่งว่ายอดหญิงแห่งเจียงหนานอย่างเติ้งเหมยหลิน ที่กำลังกระวนกระวายกับอาการของบิดายังไม่อาจละสายตาได้เช่นกัน
“ท่านแม่กล่าวไว้ว่าเช่นไร” เจียงมู่ไป๋กระซิบเสียงเข้มกับกับนาง
ทว่าเด็กหญิงผู้นี้ช่างดีนัก เหมือนรู้ว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจทำใจดุนางได้ลงจริงๆ
นางเพียงยกแขนสั้นๆ นั้นโอบรอบคอเขา แล้วอิงศีรษะซบลงมาที่ต้นคออย่างที่ไม่เคยทำ!
เพียงเท่านี้ ร่างกายของเจียงมู่ไป๋ก็ถึงกับแข็งค้างอย่างทำสิ่งใดไม่ถูกแล้ว
หากไม่ใช่เพราะชายหนุ่มมีสีหน้าที่เย็นชาราบเรียบอยู่เสมอ ผู้คนรอบข้างคงสังเกตให้แววตาที่ขัดเขินของเขาอย่างแน่นอน
“พี่รอง ข้าเห็นคนเจ็บต่อหน้าย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว แล้วนี่คือการวางยาพิษเลยนะเจ้าคะ ข้าไม่อาจนิ่งดูดายได้จริงๆ” พูดถึงตรงนี้เด็กหญิงก็ต้องกดเสียงต่ำลงอีก แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนแทบชิดใบหู “ถุงหอมข้าถูกคนฉวยโอกาสแล้วเจ้าค่ะ ในนั้นมีชิงเถิงเย่เพิ่มเข้ามา แต่ข้าแอบเอาไปทิ้งแล้ว”
ถูกคนแอบเล่นงานเช่นนี้ นางจะไม่เอาคืนได้อย่างไร! ดังนั้นนางต้องช่วยชีวิตเติ้งป๋อผู้นี้ให้ได้! ทั้งยังจะช่วยหลูจุนถิงหมอยาจอมทึ่มผู้นั้นด้วย เอาให้แผนมันปั่นป่วนผิดพลาด!
แน่นอนว่าเพราะใจของเจียงมู่ไป๋ก็มีผีต่อนางอยู่แล้ว ลักษณะการพูดแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ ย่อมทำให้ความรู้สึกเตลิดไปไกล แต่เพราะเนื้อหาที่ได้ยินกลับทำให้ชายหนุ่มโกรธเคืองจนแทบจะเกิดจิตสังหารอยู่แล้ว
เหยาอวี้คือผู้ใด…
นางคือผู้ที่มีรากวิญญาณเซียน ย่อมมีสัมผัสที่เฉียบคมกว่าคนปกติ แต่เพราะร่างกายนางเป็นเพียงเด็กญิงธรรมดา ต่อให้รับรู้ถึงความผิดปกติ ก็ใช่ว่าจะป้องกันได้ทั้งหมด สุดท้ายจึงถูกคนฉวยโอกาสนี้ไว้ได้ เพราะถึงอย่างไรข้างกายนางก็เป็นแค่บ่าวธรรมดาเท่านั้น
นึกถึงตรงนี้ก็เพิ่งคิดได้ว่าไม่เห็นฝานซูเมิ่ง ไม่รู้ว่าเด็กสาวผู้นั้นทำสิ่งใดอยู่ ถึงได้หายไปนานเพียงนี้
เมื่อรับรู้ดังนั้น เจียงมู่ไป๋จึงได้แต่สะกดจิตสังหารของตนลงไป แล้วกล่าวออกมาว่า
“อวี้เอ๋อร์เคยได้รับการสั่งสอนจากหมอเทวดาผู้หนึ่ง แม้แต่โรคที่รักษาไม่หายของข้าก็ได้นางรักษา อย่าเห็นแค่นางเป็นเด็ก แต่วิชาหมอของนางนั้นไม่ธรรมดาขอรับ” พูดจบก็ก้าวเดินไปยังเตียงพักชั่วคราวของเติ้งป๋อ แล้ววางนางลง
เด็กหญิงจึงเข้าไปยืนข้างๆ หมอชราผู้นั้นเพื่อมองสีหน้าของเติ้งป๋อ ไม่นานหมอชราก็ถอยออกมาเล็กน้อย เหยาอวี้ไม่รอช้า หยิบผ้าเช็ดหน้ามาวางที่ข้อมือ ก่อนจะเริ่มจับชีพจร
เติ้งฮูหยินเห็นท่าทีระมัดระวังและไร้เดียงสาของเด็กหญิงก็รู้สึกชื่นชอบ
ไม่รู้ว่านางจะมีความสามารถเพียงใด แต่อาการป่วยของเจียงมู่ไป๋หากถูกเด็กหญิงผู้นี้รักษาได้ นั่นก็คงมีฝีมืออยู่ไม่น้อย
มิน่าเล่าถึงได้รู้จักตำรับยาของหลูจุนถิง
ปกติหมอรักษาจะรู้จักตำรับยาสำคัญๆ นั้นมีไม่มาก แต่คุณหนูสี่เจียงถึงกับเอ่ยได้แม้แต่น้ำหนักของสมุนไพร คงจะมีความรู้ลึกล้ำกระมัง
เติ้งฮูหยินคิด
เติ้งเหมยหลินผละออกจากเตียงเล็กน้อย พยายามจัดชุด และหน้าตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ที่น่าจะดูไม่ได้ อย่างเขินอาย ก่อนจะลอบมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเด็กหญิงคนนั้น ก้รู้สึกกระดากอายเล็กน้อยที่ตอนนั้นรับปากบางอย่างกับหลูจุนถิงไปเพราะความร้อนใจ โชคดีที่เจ้าตัวมิได้กล่าวอัน
ยิ่งเห็นเจียงมู่ไป๋ในระยะใกล้เพียงนี้ นางก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะกระเด็นลอยไปจนต้องบิดมือตัวเองไว้
หลังจากเหยาอวี้ได้จับชีพจรด้วยตัวเองแล้ว ก็รู้แล้วว่าเป็นเพราะเติ้งป๋อผู้นี้ร่างกายอ่อนแอเฉยๆ เมื่อได้รับพิษพวกนั้นจึงกำเริบได้ง่าย หากแต่พิษนั่นก็มิได้ร้ายแรงจนถึงขั้นจะเอาชีวิตเขาโดยทันทีแน่นอน
สิ่งที่จะเอาชีวิตนั้นก็คือสุ่ยเฉิงผู่ต่างหาก
ดูเหมือนว่าสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้นั้นไม่ผิดเลย คนร้ายตั้งใจให้หลูจุนถิงใช้ตำรับยานี้อยู่แล้ว และต้องการให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อเทียบยา และสมุนไพร
ส่วนนางก็คือคนที่ใช้ชิงเถิงเย่กับหมึกนั่น แม้จะไม่รู้ว่าสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบไหน แต่นางที่แซ่เจียง ต้องถูกลากไปเกี่ยวข้องในท้ายที่สุดแน่นอน
เหยาอวี้ดึงเข็มของหมอชราออก ก่อนจะเริ่มฝังใหม่ทันที
ยังไม่ทันที่หมอชราผู้นั้นจะได้ทักท้วง
สีหน้า และลมหายใจของงเติ้งป๋อก็กลับมาปกติ เหมือนนอนหลับไปเท่านั้น
ทันใดนั้นทุกคนก็เริ่มมองนางอย่างเลื่อมใส แม้แต่หมอชรายังต้องมองจุดฝังเข็มนั้นอย่างใคร่ครวญ แต่เพราะสถานการณ์อึดอัดเกินไป เขาจึงไม่กล้าเอ่ยถามให้เสียเชิง
เจียงจื่อหรงมายืน ข้างๆ เจียงเจ๋อหมินที่ยืนวงนอกอย่างกังวลได้สักพักแล้ว เห็นภาพรวมเช่นนี้นางก็เหมือนได้วางหินหนักๆ ลงสักที
ความจริงความสามารถของเหยาอวี้นั้น เจียงเจ๋อหมินเคยได้ประจักษ์จริงๆ ก็ตอนที่ท่านปู่ล้มลงหลังคืนเข้าหอของเจียงมู่ไป๋วันนั้น
แต่เรื่องที่นางรักษาเจียงมู่ไป๋ได้ เขาก็รับรู้เช่นกัน แต่เดิมก็ไม่ควรกังวล แต่เพราะนี่คือจวนป๋อ และรายล้อมด้วยชนชั้นสูงมากมาย จึงอดที่จะกดดันออกมาไม่ได้
หากแต่เขาก็ทำได้เพียงแต่เชื่อใจ สองพี่น้องจึงเหมือนยืนอยู่ตรงนั้น เพื่อให้กำลังใจเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ ที่ต่อให้มีแผนการใด ก็ต้องเก็บหัวหางให้ดีเสียแล้ว เพราะผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า เหยื่ออีกคนของพวกเขา จะกลายเป็นผู้ทำลายแผนการนี้ลง
หลังจากนั้นไม่นานนัก บ่าวรับใช้ก็นำซื่อเฉิงผู่จำนวนไม่น้อยเข้ามา
หลูจุนถิงมองมันอยู่ครึ่งค่อนวัน[2] แล้วเอามาเทียบกับของในห่อเดิมก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะแยกอยู่ดี
เหยาอวี้ถึงกับมองท่าทีมึนงงของศิษย์แพทย์โอสถก็ถลึงตาใส่เล็กน้อย ให้ความรู้สึกอยากด่าคนอยู่สาม กับท่าทีทำเป็นตรวจสอบยาของเขา จนหลูจุนถิงต้องถอยออกไป
เด็กหญิงเหลือบมองแล้วพยักหน้า เดินเข้าไปหักซื่อเฉิงผู่เจ้าปัญหานั่น ก่อนนำสุ่ยเฉิงผู่ออก แล้วพูดว่า “ซื่อเฉิงผู่ครึ่งเฉียน เอาทั้งหมดไปเคี้ยวยา”
แต่ยกมือกะเอาก็ได้หรือ!
หลูจุนถิงถึงกับอยากลาออกจากสำนักเพื่อมากราบไหว้อาจารย์ท่านใหม่
บ่าวรับใช้มีความลังเลเล็กน้อย ทว่าเติ้งจวินห่าวที่มองเด็กหญิงเงียบๆ อยู่นาน กลับพยักหน้าทันที จากนั้นก็มีองครักษ์คุ้มกันเพื่อดูแลการเคี้ยวยาทุกขั้นตอน
อย่าลืมว่าบ่าวคนเก่าที่ถูกจับไปคุมขังผู้นั้น ไม่นานก็สารภาพออกมาแล้วว่าแท้จริงที่ไปซื้อนั้นคือสุ่ยเฉิงผู่จริงๆ
ซึ่งเป็นไปตามที่เด็กหญิงผู้นี้กล่าวไว้ทั้งหมด เขาจึงค่อนข้างมีความเชื่อถือต่อนางมาก
เหลือแค่บีบเค้นหาผู้บ่งการเบื้องหลังออกเท่านั้น!
[1] เปิ่นกงจื่อ คือ ตัวข้าคุณชายท่านนี้ (คำพูดแทนตัวเอง)
[2] ครึ่งค่อนวัน เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึง นานมากๆ ในความรู้สึก ไม่ได้เป็นเวลาครึ่งค่อนวันจริงๆ
เ