ตอนที่ 220
ตอนที่ 220
ตอนที่ 220
ถ้วยยาถูกนำเข้ามาอย่างเร่งรีบ ไอร้อนลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นขมจัดแผ่วกระจายอยู่ในอากาศ
เติ้งหยางนอนนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบา ราวกับหลับลึกเกินจะปลุกให้ตื่นได้ง่าย ทุกคนเลยไม่รู้ว่าควรจะป้อนยาเขาเช่นไรดี
เหยาอวี้มองเพียงครู่เดียวก็ไม่ลังเล นางถอนเข็มออกทันที
เพียงไม่นาน…
ร่างของเติ้งหยางก็สะท้านเล็กน้อย ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้น ราวกับผู้ที่เพิ่งถูกดึงกลับมาจากขอบเหว
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นแผ่วๆ แม้ยังอ่อนแรง แต่รู้สึกตัวอย่างแท้จริงแล้ว
บรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนไป จากความหวาดหวั่น กลายเป็นความตกตะลึง
สายตาที่มองไปยังเหยาอวี้…มิใช่เพียงแค่ประหลาดใจอีกต่อไป หากแฝงด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่อาจปิดบัง
เด็กหญิงผู้นี้ คือของจริงแน่นอน
“ยา…”
เสียงของเติ้งจวินห่าวดังขึ้น
เพียงคำเดียว กลับทำให้ทุกคนเหมือนเพิ่งได้สติ
บ่าวรีบประคองถ้วยยาเข้าไป ไอร้อนยังคงลอยกรุ่น กลิ่นขมเข้มข้นชัดเจนขึ้นในระยะใกล้
หลูจุนถิงก้าวเข้าไปตรวจอีกครั้ง สายตาแน่วแน่ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ส่วนเหยาอวี้มองอย่างเดียดฉันท์เล็กน้อย
เงาคอใกล้จะหายอยู่แล้ว เพิ่งจะมานึกได้ว่าต้องตรวจสอบยา
เด็กหญิงแสร้งเข้าไปยกดูถ้วยยาก่อนหยดบางอย่างจากปลายนิ้วลงไป แล้วส่งต่อ
จากนั้นถ้วยยาถูกยกขึ้นช้าๆ ทุกสายตาจับจ้อง ไม่กะพริบ
เติ้งหยางฝืนยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ดื่มยาลงไปทีละอึก กลิ่นขมจัดของหวงเหลียนคลุ้งอยู่ปลายลิ้น ทำให้คิ้วเขาขมวดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง
บ่าวประคองเขาร่างไว้แน่น ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
ช่วงแรก ย่อมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา ลมหายใจของเติ้งหยาง…เริ่มยาวขึ้น จากที่ติดขัดและแผ่วเบา ค่อยๆ คลายตัวอย่างชัดเจน สีหน้าที่ซีดขาวราวกระดาษ ค่อยๆ มีเลือดฝาดแทรกขึ้นมาอย่างช้าๆ
แม้จะยังอ่อนแรง แต่แววตาที่เคยพร่าเลือน กลับมีประกายฟื้นคืน
เขาสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากสิ่งที่กดทับอยู่ในอก มือที่เคยสั่นเล็กน้อย ค่อยๆ นิ่งลง
บรรยากาศรอบด้านเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เร็วเกินกว่าที่จะคาดคิด
เติ้งหยางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตายังมีความอ่อนล้า แต่สภาพโดยรวม…ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพียงประคองชีวิต แต่เป็นการดึงกลับมาอย่างแท้จริง
หลูจุนถิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
แม้ตำรับยานั้นจะเป็นสิ่งที่เขาเขียนออกมาเอง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏ กลับรวดเร็วและชัดเจนเกินกว่าที่เขาคาดไว้ด้วยซ้ำ
แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความมั่นใจ…กลายเป็นความตกตะลึงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
เขามองไปยังถ้วยยาว่างเปล่า ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังเหยาอวี้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็ส่ายหน้าปฎิเสธทันที
ถึงอย่างไรนี่ก็คือเทียบยาที่เขาเขียนเอง แค่หมอผู้หนึ่งฝังเข็มไม่ก็เข็ม จะเปลี่ยนประสิทธิภาพของยาได้อย่างไร
เป็นไม่ได้แน่นอน ต้องเป็นเพราะเทียบยาและปริมาณสมุนไพรที่เขาคิดไว้อย่างพอดี
“เทียบยาของพี่ชายท่านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ” เหยาอวี้รีบพูดอย่างชื่นชม
แน่นอนว่านางต้องรีบหาคนรับความชอบนี้ให้ไกลตัว ถึงอย่างไรนางก็ทำอะไรกับถ้วยยานั้นจริงๆ แต่ย่อมไม่มีใครรู้แน่นอน และตอนนี้นางเริ่มล้าแล้ว
‘แม้แต่เด็กหญิงผู้นี้ยังยกหางให้เขาแล้ว’
หลูจุนถิงมีหรือจะไม่ตัวลอย เขาถึงกับพยักหน้ารับอย่างเขินอายยินดี แต่เปี่ยมไปด้วยความปีติเป็นที่สุด
ต้องไม่ลืมว่าเขาเป็นเพียงศิษย์สายนอกของสำนักเขาโอสถเท่านั้น แม้คนข้างนอกจะมองด้วยสายตาอิจฉาชื่นชมเพียงใด แต่ภายในสำนักคือคนที่ไร้ตัวตน มิเช่นนั้นจะแยกสุ่ยเฉิงผู่ กับซื่อเฉิงผู่ไม่ออกได้อย่างไร
แต่เพราะโดยนิสัยแล้วเขามิใช่คนทะเยอทะยานอะไร จึงมิได้อยากแก่งแย่งกับผู้ใด
หากแต่ก็มิใช่คนโง่ทึ่ม ที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังถูกวางแผนลับหลัง
ดังนั้นเด็กหญิงสกุลเจียงผู้นี้ไม่ใช่แค่ช่วยเติงป๋องเท่านั้น ยังนับว่าเป็นผู้มีพระคุณของเขาอีกด้วย
“โฮ่ นับว่าเปิ่นกงจื่อได้เปิดหูเปิดตาเสียแล้ว ได้ยินว่าร้านเต้าหู้ที่เหออันนั้นเป็นสินเดิมที่ตระกูลเจียงเตรียมให้คุณหนูสี่เจียง ไหนจะซีอิ๊วที่ใช้แทนเกลือได้อีก ไม่คิดเลยว่านอกจากจะค้าขายร่ำรวยแล้ว คุณหนูสี่ยังมีวิชาหมอที่ลึกล้ำ ทั้งยังรู้จักสมุนไพรไม่น้อย” เหอจ้าวหนานก้าวเข้ามาพูดเหมือนเลื่อมใส แต่ภายในใจใครจะหยั่งรู้ได้ว่าแท้จริงเขาคิดเช่นไร
เพราะมีคนดีดีที่ไหนมาพูดเรื่องสินเดิมสตรีต่อหน้าคนทั้งหลายเช่นนี้
ยามนี้ ชื่อเสียงของเต้าหู้ขจรขจายอยู่ในเจียงหนานมาสักพักแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสามตระกูลพ่อค้าเกลือในนี้ แม้แต่ชนชั้นสูงเองก็เริ่มได้ยินมาไม่น้อย
แค่เรื่องซีอิ๊วก็ทำเอาสมาคมพ่อค้าเกลือต้องหมายหัวคนตระกูลเจียงไว้ไม่น้อย มิเช่นนั้นหลูจุนเซิงจะออกตัวเป็นปรปักษ์ตั้งแต่เห็นเจียงมู่ไป๋ได้อย่างไร
ส่วนเต้าหู้นั้น… ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด มีใครบ้างที่ไม่มีกลุ่มพ่อค้าข้าวอยู่ในมือ
แทนที่จะได้ทำกำไรจากส่วนนี้ กลับถูกเต้าหู้ราคาถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการค้านี้ออกไป
สุดท้ายกลายเป็นว่าพ่อค้าข้าวทุกเจ้าต้องลดราคาลงให้ต่ำกว่าเดิมด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นข้าวคงค้างโกดัง กลายเป็นข้าวเก่าที่ไม่มีคนซื้อแล้ว
คำว่า ‘ร้านเต้าหู้’ กลับทำให้บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนไปในพริบตา
เหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่ต่างหันมองเด็กหญิงในชุดผ้าไหมเหลืองอ่อนแทบพร้อมกัน
สายตาเหล่านั้น…มิได้มองเพียงความงาม
แม้เหยาอวี้จะมีอายุเพียงแปดขวบ แต่โครงหน้ากลับได้รูป ดวงตาดอกท้อใสกระจ่าง ผิวพรรณผ่องละมุน ราวกับจะมองเห็นเค้าความงามในวันข้างหน้าได้ไม่ยาก
หากเติบโตขึ้น ย่อมเป็นหญิงงามผู้หนึ่งแน่นอน
แต่ในหมู่บุรุษที่นี่
ความงามนั้น…กลับมิใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด
ร้านเต้าหู้ต่างหาก ที่ทำให้หลายคนเกิดความสนใจขึ้นจริงๆ
เพราะมันหมายถึง เงินตรา ความมั่งคั่ง
สายตาหลายคู่เริ่มเปลี่ยนไป จากเพียงมองกลายเป็นพินิจ จากพินิจกลายเป็นคำนวณบางอย่างในใจ
ทว่ายังไม่ทันที่เหยาอวี้จะได้ตอบสิ่งใด หรือมีผู้ใดจะก้าวเข้ามาใกล้ทำความรู้จัก
ร่างสูงโปร่งของเจียงมู่ไป๋ก็ขยับเข้ามา
เพียงก้าวเดียว กลับเหมือนบดบังสายตาทุกคู่เอาไว้หมดสิ้น
เขาโน้มตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติ อุ้มเด็กหญิงขึ้นเช่นเดิม แขนเรียวยาวกดศีรษะของนางลงแนบอก
ท่าทางเรียบง่ายนั้น กลับชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมองมากไปกว่านี้
สายตาหลายคู่จำต้องเบนหนีอย่างกระอักกระอ่วน
บรรยากาศที่เพิ่งเริ่มแปรเปลี่ยน…ถูกตัดขาดในพริบตา
“ท่านป๋อ…เติ้งป๋อซื่อจื่อ…”
เจียงมู่ไป๋เอ่ยขึ้น เสียงนิ่งเรียบ กำลังจะกล่าวคำอำลา
ทว่า…
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ เสียงแตรยาวก็ดังขึ้นจากนอกจวน ดังแหลมกังวาน แฝงความยิ่งใหญ่
ทุกคนในศาลาชะงักไปพร้อมกัน
จากนั้นเสียงฝีเท้า เสียงขานรับ และความวุ่นวายก็ดังแทรกเข้ามา
“ขบวนประกาศผลสอบมาแล้ว!”
เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น
ทันใดนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ลุกขึ้น
เพราะผู้ที่มาร่วมงานในวันนี้ ล้วนเป็นบัณฑิตที่เพิ่งผ่านการสอบเซียงซื่อ
เมื่อพวกเขาตรวจสอบรายชื่อแล้วก็รู้ว่าในงานมีหลายคนที่กลายเป็นจวี่เหรินแล้ว จึงมุ่งหน้ามาที่จวนเติ้งป๋อทันที
เสียงแตรยังคงดังต่อเนื่อง ความตึงเครียดก่อนหน้า กลับถูกแทนที่ด้วยความคึกคักและคาดหวังในพริบตา ราวกับอีกฉากหนึ่ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเวลาเดียวกัน
เสียงแตรยาวค่อยๆ สงบลง
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงประกาศกังวานจากนอกจวน
“ผู้ใดคือ… หลินจิ้งเหยียน!”
เพียงสิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดครามหรูหราก็ลุกพรวดขึ้น สีหน้าแฝงความตื่นเต้นจนยากจะเก็บงำ มือที่จับพัดสั่นเล็กน้อย
“ข้า…ข้าเอง!”
เขาก้าวออกไปอย่างรีบร้อน แทบสะดุดชายเสื้อของตนเอง
ขบวนด้านนอกส่งเสียงยินดีทันที
“ยินดีด้วย…ท่านคือจวี่เหรินแล้ว!”
จากนั้นก็มีการมอบป้ายเกียรติคุณ
เสียงเฮเล็กๆ ดังขึ้นรอบด้าน บางคนยิ้ม บางคนปรบมือ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่นิ่งเงียบ สายตายังคงจับจ้องไปยังทางเข้าจวน
เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้ใดคือ… เฉินเหวินซาน!”
ชายในชุดเขียวเข้มที่นั่งอยู่มุมหนึ่งถึงกับกำชายเสื้อแน่น ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ สีหน้าครึ่งยินดี ครึ่งไม่อยากเชื่อ
“ข้าน้อยเอง…”
เสียงของเขาแผ่วเบา แต่ดวงตากลับสว่างวาบ
“ยินดีด้วย….ท่านคือจวี่เหริน!”
เสียงประกาศยังคงดำเนินต่อ
เสียงยินดีดังขึ้นอีกระลอก
บรรยากาศเริ่มคึกคัก
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งกดดันผู้ที่ยังไม่ได้ยินชื่อของตน
บางคนเริ่มขยับตัวไม่อยู่สุข บางคนเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาหลายคู่เหลือบมองกันเอง ราวกับพยายามอ่านสีหน้าของอีกฝ่าย
แต่ละชื่อที่ถูกขานออกมา ล้วนเหมือนค้อนหนักที่เคาะลงในใจของผู้ที่รอคอย
ผู้ที่ได้รับการเรียก …ย่อมเปี่ยมด้วยความยินดี
ผู้ที่ยังไม่ถูกเรียก …กลับยิ่งเงียบลงทุกขณะ
บางคนเริ่มมีเหงื่อซึมที่ขมับ บางคนก้มหน้าลง ไม่กล้าสบสายตาใคร
ขณะที่เสียงประกาศยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด
บรรยากาศในศาลา จึงเต็มไปด้วยทั้งความหวัง และความหวั่นไหวในคราเดียวกัน…