LNCrawler

ตอนที่ 21

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 21

ตอนที่ 21


 

“ขะ..ข้า-” เขาเริ่มเอ่ย แต่คำพูดยังไม่ทันพ้นปาก กลิ่นเหล้าจางๆ ที่เจืออยู่ในลมหายใจก็ลอยออกมาชัดเจน ใบหน้าที่แดงจัดกว่าคนปกติ ดวงตาฉ่ำวาวเล็กน้อย ล้วนบอกบางสิ่งที่ปากไม่อยากยอมรับ เขากลืนน้ำลาย พยายามแก้ต่าง

“ข้าเพิ่ง…เพิ่งดื่มเพราะไปตรวจกับหมอที่โรงหมอใหญ่แล้ว!”

เสียงเขาเริ่มขาดช่วง ความมั่นใจที่เคยแข็งกร้าวเริ่มแตกร้าว เพราะคำพูดนี้เขาก็พูดไปหลายครั้งแล้ว และก็ได้รับการตอบโต้แล้วว่าต่อให้เป็นโรคกระเพาะก็ต้องงดสุรา แต่คำนึกคำอื่นไม่ออกแล้ว

ฝูงชนด้านหลังเองก็เริ่มซุบซิบ บางคนเริ่มมองหน้ากัน เพราะกลิ่นสุรานั้น มิใช่สิ่งที่ปิดบังได้ง่ายนัก

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะรวบรวมคำพูดใหม่ เหยาอวี้ก็เอ่ยขึ้นอย่างสุขุม

“ท่านซื่อโค่ว”

นางโค้งศีรษะเล็กน้อย ไม่ให้โอกาสผู้ใดอีก

“เพื่อมิให้เป็นคำกล่าวอ้างของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ข้าขอเชิญหมออีกสามท่านในตำบล ที่มิใช่คนของตระกูลหยาง มาตรวจชีพจรชายแซ่ข่งต่อหน้าศาล”

เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ หลายคนเริ่มหวั่นวิตกแล้ว เนื่องจากเริ่มรู้ชะตากรรมว่าหากจบคดีนี้ ก็ต้องเป็นคดีของตนเอง

จือเสี่ยนเลิกคิ้ว ข้อเสนอเช่นนี้ แสดงถึงความมั่นใจต่อวิชาแพทย์ของตนยิ่งนัก

เหยาอวี้กล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “แต่ก่อนหน้านั้น ขอให้ชายแซ่ข่งนำกากยา หรือเศษสมุนไพรที่ต้มกินตามเทียบยาของข้ามาแสดงต่อหน้าศาล”

คำพูดนี้ ทำให้ชายแซ่ข่งหน้าซีดลงในทันที ยังไม่ทันจะพูดปฏิเสธ ก็ถูกสายตาเฉียบแหลมของเหยาอวี้มองอย่างเสียดแทง

“ห้ามกล่าวว่าทิ้งไปแล้ว”

น้ำเสียงเหยาอวี้นิ่งแต่คมกริบ

“เพราะเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน หากท่านกินยาตามเทียบจริง ย่อมต้องมีกากยาเหลืออยู่” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยประโยคสุดท้ายชัดเจน

“มิเช่นนั้น ข้าจะถือว่าท่านจงใจทำลายหลักฐาน”

คำว่า ทำลายหลักฐาน ทำให้บรรยากาศในโถงไต่สวนตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม

ชายแซ่ข่งอ้าปากค้าง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เพราะความจริงคือ เขามิได้ต้มยาตามเทียบทันทีแต่ก็ได้นำมาต้มกิน ถือว่ามีกากยาอยู่ แต่ที่ไม่อยากนำออกมาเพราะลางสังหรบอกเขาว่า สิ่งนี้อาจจะเป็นหลักฐานมัดตัวเขาก็ได้

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่คุมตัวชายข่งเจียหมิงไปเอากากยา จือเสี่ยนซือโค่วก็ให้คนไปเรียนเชิญท่านหมอสามคน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรงหมอตระกูลหยางออกมา 


 

จางซือที่ได้รับแจ้งจากคนของโรงเตี๊ยม นางหน้าซีดทันที มือที่กำลังไม้กวนครีมสั่น โดยไม่ทันถอดผ้ากันเปื้อนออกให้เรียบร้อย นางก็รีบออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าสู่ศาลหย่าเหมินตำบลชิงเฟิงด้วยหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

เมื่อมาถึงหน้าประตูศาลหย่าเหมิน ฝูงชนล้อมแน่น เสียงซุบซิบดังอื้ออึง จางซือเบียดผ่านผู้คนเข้าไปช้าๆ และทันทีที่สายตามองเห็นร่างเล็กใต้ผ้าปิดหน้า หัวใจของนางก็เหมือนถูกบีบแน่น

เหยาอวี้คุกเข่าอยู่กลางโถง หลังตรง น้ำเสียงมั่นคง กำลังโต้ตอบต่อหน้าจือเสี่ยนซื่อโค่วอย่างไม่สะทกสะท้าน

จางซือยืนชะงัก

ในความทรงจำของนาง บุตรสาวยังเป็นเด็กที่ต้องคอยกุมมือ และติดตามนางไม่ห่าง แม้จะดื้นรั้นเพียงใด ก็ยังถือว่าเป็นลูกน้อยของนาง

แต่ภาพตรงหน้า คือเด็กหญิงผู้ยืนหยัดต่อหน้าฝูงชน ต่อหน้าทางการ ต่อหน้าคำกล่าวหา ด้วยเหตุผลและสติที่เกินวัย

ความตกใจ ความภูมิใจ และความหวาดหวั่น ถาโถมพร้อมกันในอกของผู้เป็นแม่

นางอยากก้าวเข้าไป อยากโอบร่างเล็กนั้นไว้แน่น อยากบอกว่า ‘ไม่ต้องกลัว แม่อยู่ตรงนี้’

แต่ระหว่างนางกับบุตรสาว มีเจ้าหน้าที่ถือกระบองยืนกั้น และมีเส้นแบ่งระหว่างผู้เกี่ยวข้องในคดี กับ ชาวบ้านผู้มามุงดู

จางซือทำได้เพียงยืนอยู่ในฝูงชน สองมือกำชายเสื้อแน่น สายตาไม่ละไปจากร่างเล็กนั้นแม้เพียงวินาทีเดียว ในใจนางทั้งสั่นไหว ทั้งภาวนา… ภาวนาให้คำพิสูจน์ของบุตรสาวสำเร็จ ภาวนาให้ความยุติธรรมยืนอยู่ข้างบุตรสาว

และในขณะเดียวกัน ก็เพิ่งตระหนักชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า เด็กหญิงที่นางเลี้ยงดูมา มิใช่เพียงบุตรตัวน้อยของนางอีกต่อไป

แต่เป็นหมอ..

ผู้กำลังยืนหยัดด้วยสองเท้าของตนเอง เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตน


 

ไม่นานนัก ข่งเจียหมิงก็ถูกพากลับเข้ามาในโถงศาลหย่าเหมิน ในมือมีถุงผ้าห่อกากยา ใบหน้าซีดกว่าตอนก่อนออกไป

เจ้าหน้าที่วางถุงผ้าลงบนโต๊ะกลางโถง กลิ่นสมุนไพรต้มแล้วลอยจางๆ ในเวลาเดียวกัน หมอทั้งสามท่านที่ถูกเชิญมาก็มาถึง

บ้างเป็นหมอเล็กๆ ประจำตำบลชิงเฟิง บ้างอยู่ในหมู่บ้านข้างเคียง ทั้งหมดมิได้ขึ้นกับโรงหมอตระกูลหยาง

หนึ่งในนั้นเป็นหมอเฒ่าแซ่หาน

อีกคนแซ่เฉียว

อีกคนแซ่ลั่ว

จือเสี่ยนซื่อโค่วเอ่ยเสียงขรึม “เชิญท่านทั้งสามตรวจชีพจร และตรวจดูกากยานี้ต่อหน้าศาล”

หมอหานก้าวออกมาก่อนเขาจับชีพจรข่งเจียหมิงอย่างเงียบๆ คิ้วขมวดเล็กน้อย

หมอเฉียวรับช่วงต่อ แล้วหมอลั่วก็ตรวจซ้ำอีกครั้ง

ทั้งสามมองหน้ากัน

หมอหานเอ่ยขึ้นก่อน “ชีพจรลื่นแต่หนัก คล้ายไฟในกระเพาะจริง”

หมอเฉียวพยักหน้า “แต่ไม่กระด้างรุนแรงอย่างไฟที่จะก่อโรคได้ หากเป็นกระเพาะร้อนจัด ชีพจรควรเร็วและกระแทกตันกว่านี้”

หมอลั่วกล่าวเสริม “ข้าสัมผัสได้ถึงความหน่วงและชื้นสะสมในม้ามร่วมด้วย”

ข่งเจียหมิงเมื่อได้ยินหมอคนที่สามเอ่ย ก็รีบเอ่ยเสียงดังกลบลงไป “เห็นหรือไม่! พวกท่านก็บอกว่าเป็นกระเพาะ!”

ทว่า…หมอหานส่ายหน้าเบาๆ

“คล้ายๆ แต่มิใช่” ที่พวกเขาพูดเช่นนี้เพราะถ้าวินิจฉัยเองก็คงพวกเป็นโรคกระเพาะ แต่เมื่อรับรู้ว่ามีข้อพิพาทว่ามีหมอที่วินิจฉัยเป็นความชื้นที่ม้ามด้วย พวกเขาจึงเกิดการชี้นำ เสมือนการชี้แนะ และเมื่อลองตรวจจากการชี้นำนั้น จึงพบว่าแท้จริงแล้ว มันเข้าข่ายโรคชื้นสะสมในม้ามมากกว่า

หมอเฉียวกล่าวช้าๆ

“ลิ้นของเจ้าแม้มีฝ้าเหลืองบาง แต่ฐานลิ้นยังหนาและชื้น นี่คือชื้นสะสมมาก่อน แล้วถูกสุรากระตุ้นจนเกิดไฟแทรก”

หมอลั่วมองไปที่กากยา หยิบขึ้นมาดม และจับแยกสมุนไพรในถุงเพื่อพิจารณา “ตัวยานี้…ไป๋ฝูหลิง เฉินผี หั่วเซียง ฝางเฟิง ครบถ้วน” เขาเงยหน้ามองข่งเจียหมิง “แต่ปริมาณเฉินผีดูอ่อนกว่าเทียบเล็กน้อย เจ้าไปซื้อจากร้านใด”

ข่งเจียหมิงชะงัก

หมอหานเอ่ยเสียงเรียบ “อีกทั้ง หากเจ้าดื่มสุราในระหว่างรักษา ชื้นเดิมจะยิ่งหมักหมม กลายเป็นไฟแทรกในกระเพาะ”

หมอเฉียวพยักหน้า “สุราทำให้กระเพาะร้อนจริง แต่ต้นเหตุยังอยู่ที่ม้ามอ่อนและชื้นสะสม”

ทั้งสามหันมองเหยาอวี้ รู้สึกเลื่อมใสในตัวเด็กน้อยอย่างมาก ที่วินิจฉัยออกมาได้โดยไม่ต้องมีผู้ชี้นำเช่นพวกเขาในวันนี้

เด็กหญิงคุกเข่าอยู่ หลังตรง ผ้าปิดหน้าขยับตามลมหายใจ นางโค้งศีรษะเล็กน้อย “ขอบพระคุณท่านหมอทั้งสามเจ้าค่ะ”

จากนั้นจึงเอ่ยอย่างอ่อนน้อม “ข้าวินิจฉัยจากอาการวันนั้น ท้องอืด ลิ้นฝ้าขาวหนา ชีพจรลื่นช้า” นางหยุดเล็กน้อย “หากเป็นกระเพาะร้อนจริงๆ ลิ้นควรแดงจัด ฝ้าเหลืองหนา ชีพจรเร็วกระแทก และมักมีปากขม กระหายน้ำจัด”

สายตานางนิ่ง “แต่วันนั้น ท่านข่งมิได้มีอาการดังกล่าว” นางเงยหน้ามองข่งเจียหมิงตรงๆ “แต่เพื่อความเป็นธรรมต่อหมอใหญ่ของตระกูลหยาง ไฟที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นผลจากการดื่มสุราและอาหารมัน ซึ่งข้าได้กำชับให้งดแล้ว จึงอาจจะเกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้จากพฤติกรรมในวันนั้นพอดี”

น้ำเสียงสุภาพ แต่ไม่อ่อนข้อ

“จึงมิใช่ว่าข้าวินิจฉัยผิด หากแต่ท่านมิได้รักษาตามแนวทางที่สั่ง และที่สำคัญ…” เหยาอวี้เอ่ยต่ออย่างช้าๆ  สายตานางเลื่อนไปที่ถุงกากยาบนโต๊ะ เด็กหญิงก้าวเข่าเข้าใกล้ หยิบเศษสมุนไพรขึ้นมาวางเรียงบนผ้าขาวตรงหน้า ปลายนิ้วเล็กๆ คีบชิ้นหนึ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงมองดู เพียงได้กลิ่นนางก็แยกแยะได้ว่ากากยานี้มีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมได้

“นี่คือไป๋ฝูหลิง ถูกต้อง”

อีกชิ้นหนึ่ง

“นี่คือฝางเฟิง”

จากนั้นนางหยิบใบสีเขียวคล้ำขึ้นมา คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย “แต่นี่…มิใช่เฉินผี”

เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้น

หมอลั่วโน้มตัวดูใกล้ ชัดๆ “กลิ่นไม่ใช่ส้มแห้ง”

เหยาอวี้พยักหน้า “เพราะนี่คือจื่อซู”

หมอหานรับไปดมอีกครั้ง “จริง…มีกลิ่นเหมือนใบโหระพาป่า”

เหยาอวี้วางชิ้นนั้นลง “เฉินผีมีฤทธิ์ปรับชี่ม้ามและช่วยขับชื้น หากขาดไป ผลของยาจะลดลงมาก”

นางชี้ไปยังอีกกองหนึ่ง “และหั่วเซียง…ปริมาณนี้ไม่ถึงครึ่งตำลึงตามที่ข้าให้จินจื่อหานเขียน”

หมอเฉียวพยักหน้า “ใช่ ปริมาณเบาบางเกินไป”

เหยาอวี้เงยหน้ามองข่งเจียหมิง น้ำเสียงยังสุภาพ “ท่านไปซื้อจากร้านใด”

ข่งเจียหมิงอึกอัก หลบตา ไม่กล้าตอบว่าเป็นร้านเล็กๆ นอกเมือง

เหยาอวี้กล่าวต่อโดยไม่รอคำตอบ “ข้าเดาว่า ท่านอาจคิดกดราคาสมุนไพร จึงมิได้ซื้อจากร้านที่มีไม่ใหญ่ในตัวตำบล …ร้านนั้นจึงลดเฉินผีที่ราคาแพง หรืออาจจะไม่มี จึงดัดแปลงใช้จื่อซูแทน โดยมิได้แจ้งท่าน และลดปริมาณหั่วเซียงลง”

เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วโถง เหยาอวี้กล่าวต่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล “ในขณะเดียวกัน ท่านมิได้งดสุราและอาหารมันตามที่สั่ง”

นางหันไปทางหมอทั้งสาม “เมื่อม้ามชื้นยังมิทันฟื้นตัว กลับถูกสุรากระตุ้น ความชื้นจึงสะสมหนักขึ้น และต่อมา…”

น้ำเสียงนางชัดถ้อยชัดคำ

“ความชื้นที่ยังไม่ถูกขับออก กลับหมักหมมจนเกิดธาตุไฟแทรก กลายเป็นอาการร้อนในกระเพาะดังที่โรงหมอใหญ่ตรวจพบ”

หมอหานพยักหน้าอย่างหนักแน่น ใครครวญตามที่ฟัง “ลำดับอาการสอดคล้อง”

หมอเฉียวจึงเข้าใจเรื่องราวด้วย นั่นเป็นสาเหตุที่แต่เดิมอาการของโรคก็คล้ายกันอยู่แล้ว ยิ่งมาถูกพฤติกรรมคนไข้ทำให้ไขว้เขว้ จึงไม่แปลกที่หมอใหญ่แซ่หยางนั่นจะวินิจฉัยผิด

หมอลั่วมองเหยาอวี้ด้วยแววตาชื่นชม “ช่าง…แม่นยำยิ่ง”

เหยาอวี้โค้งศีรษะอีกครั้ง “ดังนั้น มิใช่ว่าหมอใหญ่ของตระกูลหยางวินิจฉัยผิดทั้งหมด” นางกล่าวอย่างยุติธรรมและเน้นชื่อโรงหมอ แต่ภายในใจนั้น…มีเพียงนางที่รู้ว่าคิดอย่างที่พูดจริงๆ หรือไม่

“และก็มิใช่ว่าข้าวินิจฉัยผิด” สายตานางนิ่งตรงไปยังข่งเจียหมิง “แต่โรคของท่านถูกแทรกซ้อน เพราะพฤติกรรมของท่านเอง และการดัดแปลงตัวยา”

เมื่อพูดกับชายแซ่ข่งเสร็จนาง ดวงตาคมกริบก็มองไปรอบๆ “แล้วคนอื่นๆที่ตามมาเพื่อฟ้องร้องข้านั้นจะเริ่มสืบพยานและหลักฐานต่อหรือไม่เจ้าคะ”

หากเป็นเรื่องอื่นอันใดนางย่อมสามารถเอ้อระเหยลอยชายไม่สนใจก็ได้ อย่างเช่นเด็กแซ่เว่ย หรือความสำคัญของอนุ หรือฮูหยิน หรือแม้แต่ชนชั้นทางสังคมของผู้ป่วย แต่หากเป็นเรื่องแนวทางการรักษา หรือต้องการสงสัยความสามารถของนางละก็ นี่คือเป็นขีดจำกัดสุดท้ายของนาง หรือของผู้เป็นหมอแทบทุกคน หากใช่ หรือมิใช่ ย่อมต้องถกเถียงกันอย่างสุจริตชน เพราะถือว่าอย่างไรก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย มิใช่เพราะความไม่รู้และมักง่าย แล้วจะมากดข่มนางเช่นนี้ นางไม่มีวันยอม

โถงศาลหย่าเหมินเงียบสนิท ฝูงชนบางส่วนเริ่มก้มหน้า ส่วนผู้ที่ตั้งใจมาปั่นป่วน สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด เพราะบัดนี้ มิใช่เพียงคำอธิบาย แต่เป็นการพิสูจน์ต่อหน้าหมอผู้มีอาวุโสทั้งสาม ว่าความรู้ของเด็กหญิงใต้ผ้าปิดหน้า มิใช่เรื่องลมปาก

และนั่น ทำให้หลายคนเริ่มหวั่นเกรงอย่างแท้จริง และไม่ต้องให้คาดเดาผลลัพธ์นาน ด้วยพยาน หลักฐานที่มี ทุกอย่างกระจ่างแม้แต่ข่งเจียหมิงก็ไม่กล้าแก้ตัวอันใดอีก เขารู้สึกแก่ขึ้นกว่าที่เคย ทั้งยังสะท้อนใจว่าไม่น่าเชื่อคำยุยงเหล่านั้นเลย