ตอนที่ 221
ตอนที่ 221
ตอนที่ 221
เติ้งป๋อถูกบ่าวพาไปพักในเรือนด้านในตั้งนานแล้ว เหลือเพียงความวุ่นวายภายนอกที่ยังไม่สงบลง
ส่วนเจียงมู่ไป๋ เดิมทีตั้งใจจะหาเหตุอำลากลับจวน
กลับถูกเติ้งจวินห่าวรั้งไว้สุดชีวิต
อย่าลืมว่า จุดประสงค์แรกของงานนี้คือการประลองกวีด้วยกัน ถึงอย่างไรพวกเขาก็คืออั้นโฉ่วที่เข้าสอบเซียงซื่อปีนี้ เขาย่อมคาดหวังที่จะประลองฝีมืออยู่แล้ว
เมื่อสิ่งนั้นล่มลงไปแล้ว…
การรอประกาศผลสอบเซียงซื่อ จึงกลายเป็น ‘เวทีใหม่’ โดยปริยาย
เรื่องในวันนี้ย่อมต้องขอบคุณพวกเขาให้ดี และแน่นอน เรื่องประกาศผลสอบนี้…เติ้งจวินห่าวย่อมไม่คิดปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ เช่นกัน
“คุณชายเจียง” เขายิ้มบาง น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความตั้งใจ “ขบวนประกาศคงมาตามรายชื่อเทียบเชิญของจวนเติ้งป๋อ หากมาถึงแล้วไม่พบพวกท่าน เกรงว่าจะเกิดความยุ่งยากในภายหลัง”
ถ้อยคำฟังดูเป็นเหตุเป็นผล เติ้งจวินห่าวพูดเหมือนเชื่อไปแล้วว่าเจียงเจ๋อหมิน กับเจียงมู่ไป๋ต้องสอบได้แน่นอน แต่ในใจนั้นเป็นเช่นไร ก็คงมีแต่สวรรค์แล้วที่รับรู้
เพราะหากผลออกมาตรงกันข้าม เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้คนไปอีกนาน
ส่วนเจียงเจ๋อหมินยามนี้นับว่าเหมือนเพิ่งได้นั่งลง กลับต้องมายืนแข็ง[1]อีกแล้ว เขาถึงกับนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้
โชคดีเพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นจวนป๋อ แม้ว่าเจียงมู่ไป๋จะไม่ได้กลับไปส่งเหยาอวี้ที่ฝั่งสตรีเช่นเคย แต่ก็ได้รับการจัดที่นั่งให้ตระกูลเจียงไว้รวมกันเป็นสัดส่วน ถือเป็นเกียรติไม่น้อย
ถึงอย่างไรคุณหนูสี่เจียงก็นับว่าช่วยชีวิตเติ้งป๋อไว้ได้ การได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด
“คุณหนูสี่เจียง เจ้าสนใจอย่างเข้าสำนักข้าหรือไม่” เสียงของหลูจุนถิงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เขาเชื่อว่าหากกลับไปเล่าให้อาจารย์ที่สำนักฟัง ย่อมสนใจในตัวนางแน่ แม้ว่านางจะได้รับการอบรมจากหมอเทวดามาก็ตาม แต่การแยกสมุนไพรของนางนั้นนับว่าเป็นพรสวรรค์ของการเป็นหมอยาแน่ๆ
ใช่…เสียอย่างเดียวคือ มีเจ้าคนแซ่หลูหน้าเหม็นนี่แหละ ที่อาศัยว่าตนเป็นศิษย์สำนักเขาโอสถ จนเติ้งจวินห่าวก็ไม่กล้าขับไล่เขาออกมา จึงได้มาเสนอหน้าร่วมโต๊ะกับพวกเขาเช่นนี้
เจียงมู่ไป๋มองใบหน้าทึ่มๆ นั้นอย่างไม่ปิดบังความรำคาญ
แต่เหยาอวี้ กลับรู้สึกหมดแรงอย่างแท้จริง
ปกตินางสามารถเรียกน้ำทิพย์จากปลายนิ้วได้วันละสองสามหยด
และนั่น…คือขีดจำกัดของนางแล้ว
ทุกครั้งที่ใช้ล้วนต้องแลกด้วยกำลังภายในและสมาธิอย่างมาก และวันนี้นางบังคับเรียกมามาหนึ่งหยดแบบกะทันหันเช่นนี้ นั่นย่อมเป็นการฝืนจนเกินไป
ความจริงเหยาอวี้มีความสนใจต่อสำนักเขาโอสถนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดจะไปเสียเวลาร่ำเรียนอันใด
และเพราะนางที่ตอนแรกถูกเจียงมู่ไป๋อุ้มไว้อยู่แล้ว พอเขานั่งลงกลายเป็นว่านางได้นั่งอยู่บนตักของเขาเช่นนี้
อีกทั้งกลิ่นอายสมุนไพรเซียน ผสมถุงหอมพิมเสนที่เขาแขวนไว้ เหมือนกำลังจะขับกล่อมนางที่อ่อนเพลียจนแทบไร้กระดูก ทั้งยังถูกเขาโอบไว้อย่างดี
ดังนั้นนอกจากว่านางจะไม่ตอบหลูจุนถิงแล้ว ยังขยับตัวเล็กน้อย หาจุดที่สบายที่สุด ก่อนจะซุกศีรษะลงแนบอกชายหนุ่ม ผ่อนลมหายใจแผ่วลงอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่เสียงแตรยังไม่อาจรบกวนนางได้ ราวกับตัดขาดจากความวุ่นวายทั้งหมดโดยสิ้นเชิง…
“ผู้ใดคือ…เจียงเจ๋อหมิน!”
เพียงสิ้นเสียงนั้น บรรยากาศในศาลาก็เหมือนถูกหยุดลงชั่วขณะ
สายตาหลายคู่หันมาทันที เจียงเจ๋อหมินที่เดิมนั่งแข็งเหมือนอยู่บนพรมเข็ม ถึงกับสะดุ้ง มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเขาเบิกกว้างเล็กน้อย คล้ายไม่ทันตั้งรับกับช่วงเวลานี้
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็ก้าวออกมา ท่าทางพยายามควบคุมให้สงบนิ่ง แต่จังหวะฝีเท้ากลับเร็วเกินไปเล็กน้อย เผยให้เห็นความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
“ข้าน้อย…เจียงเจ๋อหมิน”
เสียงตอบไม่ดังนัก แต่มั่นคงพอให้ผู้คนได้ยิน
ทันใดนั้น เสียงจากขบวนก็ดังขึ้น
“ยินดีด้วย!”
“ท่านคือจวี่เหรินแล้ว!”
คำประกาศเพียงประโยคเดียว กลับเหมือนปลดปล่อยบางสิ่งออกมา
เจียงเจ๋อหมินชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับยังไม่ทันเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนแววตาจะสว่างขึ้นทันที สีหน้าที่เคยตึงเครียด ค่อยๆ คลายออกเป็นความยินดีอย่างแท้จริง
รอบด้านเริ่มมีเสียงแสดงความยินดีดังขึ้น
เติ้งจวินห่าวเองก็ยกยิ้มเล็กน้อย
“ยินดีด้วย คุณชายใหญ่เจียง”
น้ำเสียงสุภาพ แต่แววตากลับมีความหมายลึกซึ้งบางอย่างแฝงอยู่
หลูจุนถิงก็ร่วมยินดีเช่นกัน “ยินดีด้วยคุณชายใหญ่เจียง”
“พี่ใหญ่ท่านทำได้แล้ว ยินดีด้วยเจ้าค่ะ” เจียงจื่อหรงถึงกับหน้าแดงเปี่ยมสุข แต่เดิมดวงตาผลซิ่งของนางก็น่ารักอยู่แล้ว ประกอบกับใบหน้าแห่งความสุขนี้ ทำเอาหลูจุนถิงมองอย่างโง่ง่ม
“เจ้าคือคนที่ทักท้วงเรื่องของดื่มกินของท่านป๋อ กับให้ตรวจสอบเทียบยาในตอนแรกใช่หรือไม่” เขาถาม
เจียงจื่อหรงได้ยินคำถามนี้ก็เขินอายเล็กน้อย นางมิได้เขินเขา แต่เขินที่ได้รับความดีนี้มาแทน นางจึงกระซิบบอกอย่างหมดเปลือกว่า “ความจริงเป็นน้องสี่ข้าที่บอกให้พูด หากท่านจะขอบคุณก็ให้บอกนางเถิด”
หลูจุนถิงได้ยินเช่นนั้นกลับมิได้ผิดหวัง ถึงขั้นรู้สึกว่านางเป็นสตรีที่จริงใจผู้หนึ่ง จึงตอบกลับอย่างสุภาพว่า
“ถึงอย่างไรก็ขอบคุณแม่นาง”
เจียงจื่อหรงถึงกับไม่รู้จะตอบกลับเช่นไร เพราะนอกจากผู้ชายในจวน ก็มีแค่นายน้อยเซี่ยผู้นั้นที่นางเคยพูดคุยด้วย นางจึงค่อนข้างทำตัวไม่ถูกกับบุรุษอื่น
หลูจุนถิงจึงค่อยรู้ตัวว่าเสียมารยาทที่เข้ามานั่งอยู่ในกลุ่มนี้ แต่เมื่อหันไปเห็นว่าเติ้งจวินห่าวก็อยู่ด้วยเช่นกัน เขาจึงค่อยๆ ยืดตัว และออกห่างเล็กน้อย เพื่อไม่ได้ทำให้คุณหนูให้ในห้องหออึดอัดเกินไป
ผ่านไปไม่นานเสียงเรียกชื่อของเติ้งป๋อซื่อจื่อก็ดังขึ้น
เสียงยินดีก็ดังขึ้นทั่วศาลา ผู้คนโดยรอบต่างยกจอกขึ้น
“ยินดีด้วยซื่อจื่อ!”
“สมแล้ว!”
เสียงหัวเราะและคำอวยพรประสานกัน
แม้แต่ฝั่งสตรีที่นั่งอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดลุกจากที่ นั่งรออยู่หลังม่านที่ปิดอะไรไม่มิดอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือสถานที่จะได้สอดส่องอย่างแท้จริง ว่าผู้ใดคู่ควรแก่การเป็นคู่ครองในอนาคต
สายตาหลายคู่ทอดมองไปยังร่างของเติ้งจวินห่าว
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ที่มิใช่เพียงรูปโฉมหล่อเหลา หากยังเป็นทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ป๋อในอนาคต
และในยามนี้ ยังพ่วงด้วยฐานะจวี่เหริน
เกียรติยศสองชั้นซ้อนทับกันเช่นนี้
ย่อมทำให้ชื่อของเขา…ยิ่งโดดเด่นขึ้นในสายตาผู้คนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เนิ่นนานจนเงียบไป ขบวนประกาศรายชื่อนี้เริ่มทยอยกันออกไปแล้ว หากแต่ทั้งศาลากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ผู้ที่ถูกขานชื่อย่อมยิ้มแย้ม แต่ผู้ที่ยังไม่ได้ยินชื่อของตน…กลับนิ่งงัน
สายตาหลายคู่หลบเลี่ยงกันอย่างเงียบๆ
หากแต่ทั้งหมดนั้น ยังมิเท่ากับความเงียบรอบตัวเจียงมู่ไป๋
เพราะจนบัดนี้ ชื่อของเขายังไม่ถูกเรียกขาน
ทั้งศาลารู้ดีว่า นั่นหมายถึงสิ่งใด
ทว่าเจ้าตัวกลับนั่งนิ่ง ประคองเด็กหญิงในอ้อมแขนอย่างไม่ไยดี
สีหน้าเรียบสงบ ราวกับเรื่องตรงหน้า หาใช่สิ่งที่ควรใส่ใจ
ท่าทีเช่นนั้น…ยิ่งทำให้ผู้คนยากจะอ่านออก
แม้แต่เจียงเจ๋อหมินก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด ขนาดเจียงจื่อหรงที่ช่างจ้อนักกับเขากับก็ยังพูดไม่ออก เพราะนางก็คาดไม่ถึงว่าคนอย่างพี่รองจะสอบไม่ได้
หากแต่ผู้ที่พูดออกกลับไม่สมควรพูดด้วยซ้ำ…
“อัยหย้า…เจียงอั้นโฉ่ว” น้ำเสียงยาวเยิ่น แฝงความเวทนาเสแสร้ง “มิคาดคิดว่าเจ้าจะสอบไม่ผ่าน” ผู้พูดส่ายหน้าเบาๆ ราวกับเสียดาย
“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะต้องโดดเด่นเสียอีก ไหนเลยจะคิดว่า…” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหัวเราะหึในลำคอ “หรือจะเป็นเพราะอาการป่วยเรื้อรังหลายปีของเจ้ากันเล่า ได้ยินมาว่าเจ้ามักเก็บตัว ไม่ค่อยออกพบผู้คน อ่านหนังสือก็ไม่สม่ำเสมอ… เช่นนี้จะสอบผ่านได้อย่างไร”
คำพูดยังไม่จบ กลับยังคงต่อเนื่องราวกับตั้งใจทับถม
“เอาเถิด อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีชื่อเสียงเรื่องกวีอยู่บ้าง แม้สอบไม่ผ่าน…ก็คงยังพอเอาหน้าได้ในวงสังคม หรือไม่ ก็กลับไปพักรักษาตัวให้หายก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกสามปี?”
น้ำเสียงฟังดูเหมือนปลอบใจ แต่ทุกถ้อยคำ กลับกรีดลึกอย่างชัดเจน
ผู้คนโดยรอบบางส่วนถึงกับขมวดคิ้ว บางส่วนก็มีสะใจอยู่ลึกๆ แต่ยังไม่ทันที่หลูจุนถิงจะว่ากล่าวตักเตือนน้องชายต่างมารดาผู้นั้น
ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปาก
สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่เสียงคำพูดใดๆ ของเจียงมู่ไป๋ หากเป็น…สายตา
เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาเย็นเฉียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับกดดันจนบรรยากาศโดยรอบเหมือนถูกกดให้ต่ำลง ในนั้นมีเพียงความรำคาญ ราวกับมองสิ่งไร้ค่า…ที่ส่งเสียงเกินควร
หลูจุนเซิงสบตาเข้าเพียงเสี้ยววินาที หัวใจก็พลันกระตุกวูบ ความเย็นวาบแล่นขึ้นสันหลังอย่างไม่อาจควบคุม
ก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ทว่าเพราะถอยเร็วเกินไป แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเก้าอี้ด้านหลังอย่างแรง
“อั่ก…!”
ร่างเสียหลักทันที ล้มลงไปทั้งอย่างนั้น ท่าทางตื่นตกใจจนไม่เหลือเค้าความโอหังเมื่อครู่แม้แต่น้อย
ความเงียบปกคลุมศาลาในพริบตา ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
เพราะทุกคน… ล้วนมองเห็นสิ่งเดียวกัน
เจียงมู่ไป๋ ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มิได้ขยับแม้แต่น้อย
ราวกับเมื่อครู่…
เขา…มิได้ทำสิ่งใดเลย
[1] เพิ่งได้นั่งกลับต้องมายืนแข็ง หมายถึง เพิ่งผ่านเรื่องกังวลเรื่องหนึ่ง กลับต้องมากังวลต่ออีกเรื่องหนึ่งต่อทันที