ตอนที่ 222
ตอนที่ 222
ตอนที่ 222
เมื่อทุกอย่างเงียบลงอย่างต้องการแล้ว เขาจึงเลิกสนใจทันที เสมือนว่าสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงคือความสงบ เพื่อให้คนในอ้อมแขนได้พักผ่อนเต็มที่
ทว่าความเงียบงันนั้น…ก็อยู่ได้ไม่นาน เสียงแตรอีกระลอกก็ดังขึ้นจากหน้าจวน จนเขาต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
มันทั้ง…กังวาน ลึก และยาวกว่าเดิม ราวกับคลื่นที่ซัดเข้ามาอย่างหนักหน่วง
ผู้คนในศาลาพลันชะงัก สายตาหันไปยังทางเข้าแทบพร้อมกัน
เพราะเพียงฟังก็รู้ได้ทันที ขบวนนี้…แตกต่างจากก่อนหน้า
มิใช่เพียงเสียงแตรที่ดังกว่า แต่ยังมีจังหวะกลองหนักๆ แทรกอยู่เป็นระยะ เป็นจังหวะที่ชวนให้ใจคนฟังสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
บ่าวรับใช้หน้าจวนรีบวิ่งเข้ามา สีหน้าแตกตื่นเล็กน้อย
“ขะ…ขบวนนี้ ดูเหมือนจะเป็นขบวนประกาศชั้นสูงขอรับ!”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนในศาลาเริ่มขยับตัว บางคนลุกขึ้นยืน บางคนถึงกับก้าวออกไปด้านหน้า เพราะต่างรู้ดีว่า ขบวนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมมิใช่เพียงการประกาศจวี่เหรินธรรมดา
หากแต่เป็นรายชื่อที่…เหนือกว่าที่ผ่านมา
ทันใดนั้น ผู้คนในศาลาก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้พร้อมกัน รายนามของเจี้ยหยวน[1] …ยังมิได้ถูกประกาศออกมาเลย
ความคึกคักเมื่อครู่พลันกลายเป็นความตึงเครียดอีกครั้ง สายตาหลายคู่เริ่มกวาดมองไปรอบๆ
บางคนกลืนน้ำลายเบาๆ เพราะผู้ที่จะได้ตำแหน่งนี้ ย่อมมิใช่คนธรรมดา
เสียงแตรค่อยๆ สงบลง แทนที่ด้วยความเงียบที่กดดันยิ่งกว่าเดิม
จากนั้น ขบวนก็เปิดทาง
ชายผู้หนึ่งในชุดขันทีชั้นสูงก้าวเข้ามา เครื่องแต่งกายประณีต ลวดลายปักละเอียด แสดงฐานะมิใช่คนธรรมดา
เขาเป็นถึงขันทีคนสำคัญของอู๋ชินอ๋อง เพียงก้าวเข้ามา บรรยากาศก็พลันเปลี่ยน
ผู้คนโดยรอบต่างลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักคนที่เขาจะประกาศรายชื่อนี้ สายตาของเขากวาดผ่านผู้คนเพียงครู่เดียว แววตานั้นนิ่ง เรียบ และแม่นยำ ราวกับมองเห็นทุกสิ่งอยู่แล้ว
เขาเดินผ่านหลูจุนเซิงที่เพิ่งลุกขึ้นจากพื้น ไม่แม้แต่จะชายตามอง ท่าทางราวกับสิ่งนั้นไม่มีค่าให้สนใจ ทำให้ความอับอายของอีกฝ่ายยิ่งทวีคูณ
ก่อนที่เขาจะหยุดลง ตรงหน้าหนึ่งเดียวในศาลา
เสียงประกาศดังขึ้นชัดเจน
“ยินดีด้วย คุณชายรองเจียง”
จังหวะนั้น…ทั้งศาลาเหมือนหยุดหายใจ
“ท่านคือเจี้ยหยวนในการสอบเซียงซื่อครั้งนี้”
คำพูดเพียงประโยคเดียว กลับดังก้องอยู่ในหูของทุกคน ความเงียบงันแผ่ซ่าน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแรงสั่นสะเทือนของความตกตะลึง
สายตาทุกคู่ หันไปยังเจียงมู่ไป๋ในเวลาเดียวกัน
ชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังถูกเยาะเย้ยว่าสอบไม่ผ่าน
ในชั่วพริบตา กลับกลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการสอบครั้งนี้
เจี้ยหยวน…
ตำแหน่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว
และในยามนี้…ก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
เจียงมู่ไป๋เพียงลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง อ้อมแขนยังคงโอบอุ้มเหยาอวี้ไว้แนบอก มิได้คิดจะวางลงแม้แต่น้อย ท่าทางนั้นเรียบง่าย หากกลับแฝงความเป็นธรรมชาติราวกับเรื่องทั้งหมดนี้…มิได้มีค่าให้ใส่ใจ
ขันทีชราผู้นั้นเห็นดังนั้น สีหน้าก็ยังคงเดิม มิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
เขาค้อมตัวเล็กน้อยอย่างเหมาะสม ปฏิบัติต่อเจียงมู่ไป๋ประหนึ่งบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง
เจียงมู่ไป๋เอื้อมมือออกไปรับป้ายประกาศเกียรติคุณนั้น สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย
มิได้แสดงความยินดี แต่มิได้เฉยเมยเกินไป
ราวกับไม่ว่าได้หรือไม่ได้ ก็หาได้ส่งผลใดต่อจิตใจของเขา
“ยินดีด้วยคุณชายรองเจียง” ขันทีเอ่ยเสียงนอบน้อม “ท่านอ๋องมีดำรัส หากท่านมีเวลา ขอเชิญไปพบอีกสักครา”
คำเชิญนั้น มีน้ำหนักไม่น้อย ผู้คนรอบด้านถึงกับก้มหน้าลงอย่างไม่กล้าสู้หน้า
เพราะคนระดับนั้นมีหรือจะต้องใส่ใจว่าใครจะว่างหรือไม่ แค่เอ่ยปากย่อมไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ แต่พระองค์ถึงกับให้เกียรตินี้แก่คนผู้หนึ่ง ภายในใจของหลายคนเริ่มคำนวนใหม่อีกแล้ว
ไม่ว่าตระกูลใดในที่นี่ เริ่มหวาดเสียวเสียแล้ว ที่คิดจะดึงตระกูลเจียงเข้ามาในโคลนตม เพราะหากแผนการสำเร็จจริงๆ ไม่แน่ว่าจะกลายเป็นการสร้างความบาดหมางล้ำลึกกับคนในราชวงศ์
…ครั้งหน้าต้องวางแผนให้ดีเสียแล้ว
เจียงมู่ไป๋เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวโดยมิได้ต่ำต้อย หรือเย่อหยิ่งว่า “เช่นนั้นอีกสองวันข้างหน้า เรียนกงกงแจ้งท่านอ๋องว่าเปิ่นกงจื่อขอเข้าเฝ้า”
ท่าทีมิได้โอ้อวด แต่ก็หาได้ลดตน
เหมือนรับไว้…เพราะควรรับ
ขันทีชราพยักหน้ามิได้กล่าวสิ่งใด รู้ดีว่าเจี้ยหยวนใหม่ ย่อมมีธุระมากมายให้จัดการ
อาไฉจึงก้าวเข้ามาอย่างรู้หน้าที่ ยื่นแท่งเงินจำนวนหนึ่งใส่มือขันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ขันทีชราเพียงชั่งน้ำหนักในมือครู่หนึ่ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก็รู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่จำนวนธรรมดา
เป็นลาภลอยที่เกินคาดเสียด้วยซ้ำ ในใจพลันหัวเราะหึเบา ๆ
ดีจริง…ที่วันนี้ตนมารับงานนี้ด้วยตนเอง
เขารีบเก็บเงินอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยคำมงคลอีกสองสามประโยคอย่างคล่องแคล่ว ทั้งอวยพร ทั้งยกย่อง น้ำเสียงไหลลื่นราวกับผ่านการกล่าวซ้ำมานับไม่ถ้วน จากนั้นจึงค้อมตัวล่าถอย นำขบวนออกจากศาลาไปอย่างเป็นระเบียบ
เสียงแตรค่อยๆ ห่างออกไป
ทว่าความสั่นสะเทือนที่ทิ้งไว้ กลับยังคงค้างอยู่ในใจของทุกคนไม่จางหาย…
หากแต่ศูนย์กลางความสนใจทั้งหมด เพียงหันกลับมาอย่างไม่เร่งรีบ
“เติ้งป๋อซื่อจื่อ ผลประกาศของพวกข้ามาแล้ว เช่นนั้นขอตัว”
เจียงมู่ไป๋เอ่ยเสียงเรียบ ท่วงท่าทั้งสง่า…ทั้งแฝงความเกียจคร้านบางเบา ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น มิได้มีค่าน่าจดจำแม้แต่น้อย
สิ้นคำ เขาก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
ไม่คิดจะรอฟังคำรั้ง ไม่คิดจะให้โอกาสผู้ใดเอ่ยแทรก
ราวกับสถานที่แห่งนี้…ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้แม้เพียงก้าวเดียว
เงาร่างสูงโปร่งค่อยๆ เคลื่อนออกจากศาลา เด็กหญิงในอ้อมแขนยังคงซุกแนบอกอย่างสงบ
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองตาม
เจียงเจ๋อหมินรีบตั้งสติ ยกมือคำนับไปยังเติ้งจวินห่าวและหลูจุนถิงอย่างสุภาพ
“ขออภัยที่ต้องขอตัวก่อน”
กล่าวจบก็รีบจูงน้องสาวตามไปไม่ห่าง จังหวะก้าวแม้เร่งรีบ แต่กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เพราะในยามนี้…สกุลเจียงมีหน้าตาเพียงพอแล้ว
เพียงพอจนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยขัดแม้แต่น้อย
แม้แต่ผู้ที่เคยเยาะเย้ย ก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบกดหัวตัวเองลงไปอย่างอับอายเท่านั้น
เจียงจื่อหรงที่เดินตามอยู่ด้านหลัง แทบจะกดรอยยิ้มของตนไม่อยู่ นางเม้มริมฝีปากแน่น ไหล่สั่นเล็กน้อย
ในหัวกลับนึกถึงภาพเมื่อครู่
ตอนที่หลูจุนเซิงปากมอมนั่นเอ่ยเยาะเย้ยพี่รองของนางอย่างไม่ไว้หน้า
กับภาพตอนขันทีเฒ่าประกาศเกียรติคุณ
มันต่างกันราวฟ้ากับดิน
หากไม่ติดว่าอยู่ในจวนป๋อ นางคงได้เท้าเอว แหงนหน้าหัวเราะเยาะใส่อีกฝ่ายไปแล้ว
เพียงคิดถึงตรงนั้น แววตาของนางก็ยิ่งเป็นประกายขึ้น
หึ…สมน้ำหน้านัก!!!
สะใจจริงๆ!
ขณะที่ร่างของสกุลเจียงค่อยๆ หายลับออกจากศาลา
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน…
และความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยของผู้ที่ยังคงยืนอยู่เบื้องหลัง
เหล่าคุณหนูที่นั่งอยู่หลังม่าน ต่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว สายตาทอดยาวตามเงาร่างที่ค่อยๆ ห่างออกไป
บางคนถึงกับเผลอลุกขึ้นเล็กน้อย มือที่เคยวางเรียบร้อยบนตักกลับกำชายผ้าแน่นโดยไม่รู้ตัว
ม่านบางพลิ้วไหว เปิดเผยแววตาที่มิอาจซ่อนเร้นได้ทัน มีทั้งความตื่นตะลึง ความชื่นชม และบางสิ่ง…ที่ซ่อนลึกกว่านั้น
คุณหนูบางคนเม้มริมฝีปาก แก้มแดงระเรื่อ บางคนแอบถอนหายใจเบาๆ
เงาภาพของบุรุษผู้หนึ่ง ที่ทั้งงดงาม สูงส่ง เย็นชา แต่กลับอุ้มเด็กหญิงไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียว ติดตรึงอยู่ในสายตาของพวกนางไม่เลือนหาย
จนกระทั่งเงาร่างนั้นลับหายไปจากประตูศาลา
ก็ยังมีหลายคน…
ที่นั่งนิ่ง มองตามไปตาละห้อย
ราวกับหัวใจบางส่วน ได้ถูกพาออกไปพร้อมกับเขาแล้ว…
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะของเจียงจื่อหรงดังลั่นอยู่ภายในรถม้า นางหัวเราะจนไหล่สั่น ดวงตาเป็นประกาย ราวกับยังไม่หายสะใจกับภาพเมื่อครู่
ทว่า เพียงชั่วอึดใจ
สายตาคมเย็นของเจียงมู่ไป๋ก็เหลือบมองมา
มิได้กล่าวคำใด แต่แรงกดดันนั้น…ชัดเจนพอ
เจียงจื่อหรงถึงกับหุบปากฉับ ยกมือปิดปากตนเองทันที เสียงหัวเราะทั้งหมดหายไปในพริบตา เพราะนางเองก็รู้ดีว่า เสียงนั้น…รบกวนเด็กหญิงในอ้อมแขนเขา
ภายในรถม้าจึงกลับมาเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงล้อหมุนและแรงสะเทือนเบาๆ
เจียงเจ๋อหมินมองภาพนั้นแล้วก็อดสงสารน้องสาวไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“เจ้าถนุถนอมน้องสี่เกินไปหรือไม่…”
คำพูดยังไม่ทันจบดี สายตาเย็นเฉียบอีกสายก็มองมา คราวนี้ตรงมาที่เขา
เจียงเจ๋อหมินชะงัก ยกมือแตะจมูกตนเองเบาๆ ก่อนจะเงียบลงอย่างรู้งาน ไม่กล้าพูดต่อแม้แต่คำเดียว
บรรยากาศกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งนิ่ง แขนหนึ่งโอบเด็กหญิงไว้มั่นคง ท่าทางไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราวกับสิ่งอื่นใดล้วนไม่สำคัญ
เจียงเจ๋อหมินมองภาพนั้นแล้วก็ถอนหายใจในใจเบาๆ
เอาเถอะ…คิดอีกที ชีวิตของน้องรองก็ได้เด็กหญิงผู้นี้ช่วยเอาไว้ แม้การที่เขาจะใส่ใจน้องสี่จะเกินคาด ก็นับว่าเข้าใจได้อยู่บ้าง… เพียงแต่เขาก็มองเด็กหญิงนั้นเพียงชั่วครู่ ไม่คิดว่านางจะหลับสนิทได้ไปทั้งอย่างนี้
ความจริงเจียงมู่ไป๋ก็รับรู้ถึงความผิดปกตินี้ของเหยาอวี้ หากเพราะความใกล้ชิดยากนักที่จะทำให้ละทิ้ง อีกทั้งมีเพียงครั้งเดียวที่เด็กหญิงหลับไหลจนปลุกอย่างไรไม่ตื่น นั้นคือตอนที่กำลังไปเมืองหลิงหยวนั่นเอง หากแต่สุดท้ายนางก็บอกแค่ว่าเหนื่อยสะสมเท่านั้น เขาจึงไม่ได้คิดมากอันใด
แล้วนี่คือการเหนื่อยสะสมอีกหรือไม่? เหตุใดเหมือนนางจะหลับใหลไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว?
[1] เจี้ยหยวนคือ ผู้ที่สอบได้อันดับที่ 1 ในการสอบระดับภูมิภาคหรือระดับมณฑล ที่เรียกว่าการสอบ เซียงซื่อ ผู้ที่สอบผ่านในระดับนี้จะได้รับวุฒิ จวี่เหริน แต่คนที่เป็นที่หนึ่งของรุ่นเท่านั้นถึงจะเรียกว่า เจี้ยหยวน