ตอนที่ 223
ตอนที่ 223
ตอนที่ 223
เหยาอวี้หลับยาวจนล่วงเข้าสู่ยามจื่อ[1] เมื่อเปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้น ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้คือความอ่อนล้าเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าตอนแรก
นางขยับตัวเล็กน้อย ผ้าห่มเนื้อนุ่มเลื่อนไปตามการเคลื่อนไหว
ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงแสงเทียนจากเชิงเทียนที่ยังคงส่องสว่างอ่อนๆ เปลวไฟไหวระริกเป็นจังหวะ ให้เงาบนผนังเคลื่อนไหวแผ่วเบา
ทุกอย่างสงบเกินไป ราวกับโลกทั้งใบกำลังหลับใหล
ไม่นานนัก สายลมยามค่ำคืนก็พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ พร้อมพากลิ่นหอมบางเบาของดอกอวี้หลันลอยเข้ามา ชวนให้จิตใจที่ว่างเปล่าค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
เหยาอวี้หันมองไปตามกลิ่นนั้น
เงาร่างหนึ่ง…ปรากฏอยู่ตรงหน้าต่าง
ชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดลงมา แสงสีเงินอาบผ่านเรือนผมและไหล่ของเขา ทำให้เงาร่างนั้นดูเลือนราง ราวกับภาพฝัน
เจียงมู่ไป๋ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งเงียบงัน โดดเดี่ยว และแฝงความเกียจคร้านในที
สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังคิดถึงสิ่งใดที่ไกลออกไป
แม้เพียงยืนเฉยๆ ก็ยังคงมีความสูงส่งและห่างไกลอยู่ในตัว เหมือนคนที่ไม่ควรถูกแตะต้อง และไม่ควรถูกเข้าใกล้
“เจ้าตื่นแล้วหรือ”
ยังไม่ทันที่เหยาอวี้จะได้เรียกเขา ชายหนุ่มก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว เสมือนว่าความสนใจของเขาแท้จริงไม่เคยห่างออกจากตัวนางเลย
“พี่รอง” เหยาอวี้เรียกเขาพลางยิ้มหวานเอาใจ เพราะนางเอาตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางความยุ่งยากเสียแล้ว
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างจนใจ สั่งการบางอย่างกับบ่าวหน้าที่รอหน้าประตู ก่อนจะเดินมาอุ้มนางจากเตียงอย่างนุ่มนวล
“ข้าเดินเองได้” เด็กหญิงพยายามดิ้นอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รู้ว่าสู้แรงเขาไม่ไหว สุดท้ายก็ยอมให้อีกฝ่ายอุ้มไปวางไว้ที่เก้าอี้ข้างโต๊ะกลม
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาก็ดังขึ้น
ถาดอาหารถูกยกเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
เป็นเพียงอาหารอุ่นๆ สำหรับรองท้องยามดึก ชามโจ๊กข้าวขาวถูกวางลงก่อน เนื้อเนียนละเอียด ส่งไอร้อนบางๆ ลอยขึ้นช้าๆ กลิ่นหอมจางของข้าวต้มผสานกับกลิ่นขิงอ่อนๆ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นโดยไม่หนักท้อง
ถัดมาเป็นไข่ตุ๋นเนื้อเนียน สีเหลืองนวล สั่นไหวเบาๆ เมื่อถูกวางลง ผิวหน้าเรียบลื่น ราดด้วยซีอิ๊วบางๆ และน้ำมันงาเล็กน้อย กลิ่นหอมละมุนชวนกิน
ยังมีผักลวกอย่างผักกาดขาวและยอดอ่อน ราดน้ำซุปใสเพียงเล็กน้อย รสชาติอ่อน ไม่กระทบกระเพาะ ข้างกันเป็นเนื้อไก่ฉีกต้มอ่อนๆ โรยเกลือเพียงบางเบา เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย
สุดท้ายเป็นถ้วยน้ำซุปใสร้อน มีเพียงพุทราแดงสองสามเม็ดกับเก๋ากี้ลอยอยู่
ทุกอย่าง…เรียบง่าย
แต่เหยาอวี้รู้ดีว่าทั้งหมดถูกจัดเตรียมอย่างใส่ใจ เพราะนี่เป็นอาหารมื้อดึกที่ไม่ควรทานของหนักๆ แล้ว
นางมองอาหารตรงหน้า ท้องที่เงียบมาทั้งวันค่อยๆ รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วเริ่มขยับตะเกียบ
“ไม่ต้องทานอิ่มมาก” ชายหนุ่มเตือนท่าทีหิวโหยของนาง เพราะรู้ว่าตั้งแต่ไปจวนเติ้งป๋อแห่งนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นไม่หยุด อย่าว่าแต่ทานสิ่งใดเลย แม้แต่แผนจัดแสดงสินค้าใหม่ของนาง ยังถูกความวุ่นวายนั้นสะกัดจนล้มไปหมด
อีกทั้งสิ่งที่เขากังวล คือการนอนไม่ตื่นของนางเช่นนี้
โชคดีที่เจียงเจ๋อหมิน กับเจียงจื่อหรงรู้ความ ไม่พูดเรื่องในงานกับเฉียนซื่อ เขาที่อุ้มนางลงมา ก็แค่บอกว่าเด็กหญิงเหนื่อยจนหลับไป
อีกทั้งมารดาผู้นั้นของเขาก็กำลังตกใจกับตำแหน่งเจี้ยหยวนของเขา
ไม่นานนักผู้เฒ่าเจียงก็เรียกคนเขาสองแม่ลูกไปพบ ซึ่งนอกจากพวกเขาแล้ว ก็ยังมีคนจวนหลักอยู่กันครบ แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็อยู่ด้วย
ถึงอย่างไรเจียงเจ๋อหมินก็เป็นจวี่เหรินเช่นกัน นางก็คงมีความรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย แม้จะรู้สึกเจ็บใจที่ตระกูลรองอย่างเขาได้เป็นเจี้ยหยวนก็ตาม
พูดคุยกันพักใหญ่ ผู้อาวุโสของบ้านก็ต้องพักผ่อน ทั้งหมดจึงแยกย้ายเช่นกัน
เฉียนซื่อเองปกติก็ไม่ค่อยสุงสิงกับตระกูลหลักนัก หากไม่ใช่เพราะเจียงอวี้เหิงอยู่เหออัน คนที่ไปก็คงไม่ใช่นาง
ส่วนเจียงมู่ไป๋ยังคงเฉยเมยตลอดการพบปะ สำหรับเขาแล้วการสอบเซียงซื่อก็เพียงเพื่อให้เหยาอวี้มีอิสระในจวนเท่านั้น
อีกสามปีก็จะเป็นการสอบฮุ้ยชื่อที่จงหยวน…
แต่เขายังจะเป็นเจียงมู่ไป๋ ไปได้อีกนานเท่าไรกัน…ล้วนแต่ยังไม่แน่นอน
“พี่รอง…พี่รองเจ้าคะ?”
นางไม่เคยเห็นเขาเหม่อลอยเช่นนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะกังวล
“หลูจุนถิง คือบุตรชายคนโตของตระกูลหลูที่เกิดจากฮูหยินเอก” เจียงมู่ไป๋กระพริบตาหนึ่งทีอย่างเกียจคร้าน ความคิดลังเลชั่วขณะก็กลับสู่ปัจจุบันทันที “ส่วนหลูจุนเซิงผู้นั้น คือบุตรของฮูหยินรอง…”
“...” เหยาอวี้นั่งฟังเขาพูดอย่างสนใจ เพราะนางก็อยากรู้เช่นกันว่าแท้จริงแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนเติ้งป๋อนั้น คืออันใดกันแน่
“การที่หลูจุนเซิงจะอิจฉาบุตรชายฮูหยินเอกที่โดดเด่นในรุ่น ทั้งยังมีเบื้องหลังเป็นสำนักเขาโอสถของยุทธภพ จึงอยากสร้างเรื่องให้เขาพังพินาศเพราะจัดเทียบยาผิดจนเติ้งป๋อเสียชีวิต ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เสมือนว่าเดาเรื่องราวนี้ได้แต่แรก
เหยาอวี้ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเข้าใจ นึกถึงใบหน้าหล่อเหล่า แต่แฝงความทึ่มทื่อของหลูจุนถิง ก็พอรู้แล้วว่าเขาได้รับการเลี้ยงดูที่ดีเกินไปจากการเป็นบุตรชายคนโต ไม่นานก็เป็นศิษย์สำนักเขาโอสถ ทั้งปลอดภัย และหายกังวล
ไม่แน่ว่าหากแผนนี้สำเร็จ เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าใครกันที่กล้าเล่นงานเขา
“มิน่าเล่า…เพราะเบื้องหลังของสำนักเขาโอสถยิ่งใหญ่เกินไป จึงคิดจะใช้เรื่องเทียบยาที่คุณชายใหญ่หลูผู้นั้นเป็นจุดด่างพร้อย เพื่อที่สำนักเขาโอสถไม่กล้าออกหน้าให้อับอายที่สั่งสอนลูกศิษย์ไม่ได้ความ จากนั้นก็เป็นจวนเติ้งป๋อที่จะลงมาจัดการได้สะดวก เพราะถึงอย่างไรตระกูลหลูคงไม่กล้าปกป้องเขา คุณชายสามหลูผู้นั้นไม่คิดเลยว่าจะวางหมากได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้” เหยาอวี้แอบทึ่งเล็กน้อย
เจียงมู่ไป๋เห็นนางเข้าใจเรื่องราวรวดเร็ว จึงกล่าวต่อ “เรื่องนี้ไหนเลยที่คนอย่างหลูจุนเซิงจะคิดได้ เขาก็แค่หมากหนึ่งในกระดานเท่านั้น อย่างไรจวนเติ้งป๋อก็หาใช่เสือกระดาษ ไม่นานย่อมสืบค้นได้ว่าผู้ใดเล่นเล่ห์นี้กับพวกเขา หากเรื่องนี้สำเร็จ…ความแค้นสังหารบิดา มีหรือที่แค่จะจบเพียงคุณชายใหญ่หลูรับผิดชอบ หลูจุนเซิงที่ถูกคนนอกวางแผน ใช้ความโลภในตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลหลูมาทำร้ายหลูจุนถิง ยอมไม่อาจรอดพ้น แท้จริงแล้ว เขาก็แค่หมากที่ถูกใช้แล้วทิ้งเท่านั้น”
“คนร้ายจริงๆ ต้องการลากตระกูลหลูทั้งตระกูล…” เหยาอวี้ถึงกับทอดถอนใจ จากนั้นก็คิดถึงเรื่องหนึ่งได้ก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย “ไม่…ไม่ใช่แค่ตระกูลหลู…”
เจียงมู่ไป๋ได้ยินเช่นนั้นสายตาก็เย็นเฉียบแฝงความอันตรายทันที “ใช่ ยังมีตระกูลเจียงของเราด้วย”
หากไม่ใช่เพราะเหยาอวี้บอกเรื่องชิงเถิงเย่ที่ถูกคนฉวยโอกาสนั้นเขาคงยืนมองดูเสือกัดกันอยู่บนภู[2]ไปแล้ว
“พี่รอง หรือว่าเต้าหู้นี่เราจะ…” เหยาอวี้ถึงกับลังเล แม้นางจะอยากสร้างกุศล แต่การมีชีวิตยอมดีกว่า ถึงจะรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆ ที่มีคนหมายตาสิ่งที่นางอุตส่าห์สร้างมาอย่างยากลำบาก แต่นางไม่อยากให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ยิ่งยุคที่มีอำนาจแห่งชนชั้นเช่นนี้ อีกทั้งพวกเขาอยู่ในที่ลับ ส่วนพวกนางอยู่ในที่แจ้ง โจรพันวันอยากจะป้องกันได้หมด[3]
ชายหนุ่มเห็นแววตาแตกตื่นของนาง ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในอกอย่างไม่อาจอธิบาย
เพียงเสี้ยวความหวาดหวั่นในสายตานั้น กลับทำให้เขาอยากทำลายทุกสิ่งที่เป็นต้นเหตุเสียให้สิ้น
หากวันหนึ่ง…เขาได้อำนาจกลับคืนมา มีหรือจะปล่อยให้นางต้องทนกล้ำกลืนต่อผู้คนโลภมากเช่นนั้น
แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเขาย่อมต้องกลับไปสะส่างเรื่องราวให้ดี ทั้งยังไม่อาจพานางไปเสี่ยงด้วยกันได้
อาไฉนำสาส์นตามตัวจากทางเหนือมาหลายฉบับแล้ว แต่เขายังไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร ยิ่งสถานการณ์ของตระกูลเจียงที่ควรจะมั่นคงกลับเป็นเช่นนี้ เขาจะจากไปอย่างสงบได้อย่างไร
“พรุ่งนี้ข้าได้รับสั่งจากอู๋ชินอ๋องให้ไปเข้าเฝ้าอีก พวกนั้น…ยังไม่กล้าทำสิ่งใดในช่วงนี้” เจียงมู่ไป๋เอ่ยเสียงนุ่มลงเล็กน้อย แล้วบอกเรื่องที่ได้เป็นเจี้ยหยวนให้นางฟัง
มองประกายยินดียดวงตานาง เขาจึงยกมือขึ้นช้าๆ เกลี่ยปอยผมที่ยุ่งเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วแตะผ่านอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวจะทำให้สิ่งตรงหน้าบอบช้ำแม้เพียงนิดเดียว
เหยาอวี้มิใช่คนชอบเล่าเรื่องของตนเองนัก แต่ก็คาดเดาว่าน่าจะสงบสุขปลอดภัยมาตลอดของการเป็นเซียนน้อยกระมัง
และแม้นางจะเฉลียวฉลาดมากเพียงใด ก็คงไม่คุ้นเคยกับการรับมือกับความดำมืดในใจคน ชั่วชีวิตนี้เขาย่อมอยากให้นางปลอดภัยไร้กังวลผาสุกตลอดไป
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งกับเหตุการณ์เช่นวันนี้
หลูจุนเซิงหน้าโง่ผู้นั้นจึงสมควรตาย…
รุ่งเช้าวันถัดมา
ข่าวหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วเจียงหนาน ราวกับลมพายุที่พัดผ่านอย่างไม่ทันตั้งตัว
หน้าจวนสกุลหลู…
มีผู้พบเห็นบ่าวผู้หนึ่งถูกลากมาทิ้งไว้ในสภาพปางตาย ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดซึมแห้งติดผิว
คนของจวนเติ้งป๋อเป็นผู้ลงมือ และมิได้ปิดบังแม้แต่น้อย ทิ้งไว้เช่นนั้น…ราวกับเป็น ‘คำเตือน’ ที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด
เพียงไม่นาน ข่าวอีกสายก็ตามมา
คุณชายสามแห่งสกุลหลู…ล้มป่วยกะทันหัน อาการหนักถึงขั้นต้องรีบส่งตัวออกจากเมือง ไปพักรักษาในตำบลห่างไกล
ผู้คนต่างแตกตื่น คาดเดากันไปต่างๆ นานา
ไม่มีผู้ใดเข้าใจได้ว่า…
เหตุใดตระกูลหลู ที่มีคุณชายใหญ่เป็นถึงศิษย์สำนักเขาโอสถ ไปล่วงเกินสิ่งใดจนทำให้จวนเติ้งป๋อไม่พอใจถึงเพียงนี้
หลายคนจึงคาดเดาไปว่าอาจจะเป็นเพราะคุณชายใหญ่หลูกระทำผิดจนจวนเติ้งป๋อไม่กลัวอำนาจเบื้องหลังของสำนักเขาโอสถเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ตระกูลหลูจะยอมกล้ำกลืนความอัปยศนี้ไว้
มิได้โต้ตอบ มิได้แก้ต่าง ราวกับเลือกจะตัดบางสิ่งออกไป…เพื่อรักษาสิ่งที่ใหญ่กว่า
และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คนที่ต้องรับเคราะห์ กลับมิใช่คุณชายใหญ่ แต่เป็นคุณชายสามขี้โอ่ผู้นั้น
ฮูหยินรองของจวนหลูถึงกับร่ำไห้แทบขาดใจ เสียงสะอื้นดังลั่นเรือน นางคุกเข่าอยู่หน้าประตูเรือนใหญ่หลายชั่วยาม พร่ำขอความเมตตาไม่หยุด ทั้งอ้อนวอน ทั้งโศกเศร้า หวังเพียงให้บุตรชายของตนรอดพ้นจากชะตานี้
ทว่า สิ่งที่นางได้รับกลับมิใช่ความสงสาร แต่เป็นหนังสือหย่า พร้อมคำสั่งขับไล่ ให้กลับไปยังบ้านเดิมในทันที
เรื่องราวพลิกผันจนผู้คนแทบไม่อาจเชื่อ ภายในเวลาเพียงคืนเดียว สตรีผู้เคยมีฐานะในจวนใหญ่ กลับกลายเป็นคนนอกโดยสิ้นเชิง
ส่วนคุณชายสาม…ผู้ที่ถูกส่งออกไปยังตำบลห่างไกลนั้น ก็ราวกับหายไปจากโลกนี้ ไม่มีข่าวคราว ไม่มีผู้ใดรู้ว่าอาการเป็นเช่นไร
เหมือนไปแล้ว…ก็ไปลับ ราวกับถูกกลืนหายเข้าไปในหมอกเมฆ
และนี่ก็เป็นเรื่องที่พูดคุยกันในภายหลังจากนี้
[1] ยามจื่อ (23.00 – 00.59 น.)
[2] มาจากสำนวนจีนที่ว่า “นั่งบนภูดูเสือกัดกัน” (坐山观虎斗 - zuò shān guān hǔ dòu) หมายถึงการวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของผู้อื่น แต่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เพื่อรอจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรืออ่อนแรงลง แล้วจึงค่อยเข้าไปฉวยผลประโยชน์จากสถานการณ์นั้น
[3] มาจากสำนวนจีนที่ว่า “ในโลกนี้มีแต่โจรพันวัน แต่ไม่มีคนเฝ้าบ้านพันวัน” (只有千日做贼,哪有千日防贼 - Zhǐyǒu qiānnián zuò zéi de, nǎ yǒu qiānnián fáng zéi de) สื่อว่าการจะป้องกันภัยหรือระวังตัวตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะ ‘โจร’ (หรือปัญหา/ภัยอันตราย) สามารถรอคอยจังหวะและโอกาสได้เป็นร้อยเป็นพันวันเพื่อจะลงมือเพียงครั้งเดียว แต่ ‘คนเฝ้า’ (หรือการระแวดระวัง) ไม่สามารถตื่นตัวหรือเข้มงวดได้เต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ