ตอนที่ 224
ตอนที่ 224
ตอนที่ 224
เจียงมู่ไป๋มองเหยาอวี้ในชุดเรียบร้อยในรถม้าที่กำลังมุ่งสู่จวนอู๋ชินอ๋องอย่างไม่สบายใจ
ผู้ใดจะคาดคิดว่านอกจากเจียงมู่ไป๋จะต้องเข้าเฝ้าแล้ว ยังมีรับสั่งจากอู๋เช่อเฟยผู้นั้นตามมา ในพระราชดำรัสกล่าวชัดเจนว่าชื่นชมทักษะแพทย์ของคุณหนูสี่สกุลเจียงอย่างยิ่ง กอปรกับมีโรคเก่าที่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จึงต้องการเรียกตัวนางเข้าเฝ้าไปถวายการรักษาเช่นกัน
คำกล่าวที่หมดจดเช่นนี้ ต่อให้ตระกูลเจียงมีกี่ร้อยหัว ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้
หากแต่สัญชาตญาณของทั้งคู่กลับรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างทั้งนั้น
ในคืนนั้น…ความสัมพันธ์หลักๆ ของสามตระกูลพ่อค้าเกลือนั้น เจียงมู่ไป๋ก็ได้บอกแก่เหยาอวี้ไปหมดแล้ว
อู๋เช่อเฟยผู้นี้ แซ่สื่อ
ดังนั้นทันทีที่รู้เรื่องหลูจุนเซิงที่ต้องไปรักษาตัวในตำบลห่างไกล มาประกอบกับการเรียกตัวเหยาอวี้เข้าเฝ้า ทั้งคู่ย่อมรู้สึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ง่ายดายแน่นอน
เพราะแค่หลูจุนเซิงจะคิดแผนนี้ได้ไง คุณชายสื่อผู้นั้นก็ไม่ใช่ว่าดูจะมีบทบาทอยู่ไม่น้อยในงาน
เพียงแต่ตระกูลสื่อเกี่ยวข้องกับอู๋เช่อเฟย จวนป๋อจึงทำได้แค่ระบายโทสะมาที่สกุลหลูเท่านั้น ไม่ใช่ไม่กลัวสำนักเขาโอสถ แต่รู้ว่าหลูจุนถิงคงไม่ช่วยแน่ หากรู้ว่าน้องชายโง่ๆ นี่ก่อเรื่องกับเขา
ดังนั้นสิ่งที่หลูจุนเซิงได้รับ จึงนับว่าเป็นคำเตือนจากจวนเติ้งป๋อเช่นกัน
“ไม่ใช่ว่าคุณชายสื่อผู้นั้น ดูเหมือนจะชื่นชอบคุณหนูสี่เติ้งหรอกหรือ” นี่เป็นข่าวลือที่เหยาอวี้ไปในยินมา
“เซียงอ๋องมีใจ เทพธิดาไร้ฝัน[1] ถึงอย่างไรเติ้งป๋อก็เป็นขุนนางชั้นสูง อีกทั้งเติ้งป๋อซื่อจื่อก็โดดเด่นมีความสามารถ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะกลายเป็นขุนนางคนสำคัญ มีหรือจะสนใจให้บุตรสาวแต่งออกไปตระกูลพ่อค้าที่สร้างประโยชน์ต่อเส้นสายในเส้นทางราชการมิได้” เจียงมู่ไป๋กล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง
“หืม…พี่รอง ท่านดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ไม่น้อยเลย” เหยาอวี้ที่นั่งตรงข้ามอดไม่ได้ที่จะหรี่ตามอง หยอกเย้าเขา
อย่าลืมว่านางรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคือ โจวกั๋วกงซื่อจื่อ ถึงแม้สุดท้ายจะไม่เข้าใจสถานะปัจจุบันของเขาทั้งหมด แต่นางก็รู้ดีว่านี่เป็นความซับซ้อนของการเมืองภายใน
หากบรรดาศักดิ์ขั้นสาม อย่าง…ป๋อ มีความสำคัญมาก
เช่นนั้นกั๋วกง ที่เป็นบรรดาศักดิ์ขั้นหนึ่ง ย่อมเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่แน่นอน
ดังนั้นชายหนุ่มที่แม้จะยังรั้งอยู่เจียงหนานเช่นนี้ หรือเหออันเพราะปัญหาด้านสุขภาพ แต่ในเมื่อไร้อุปสรรคนี้แล้ว นางจึงคาดเดาได้ว่าสักวันเขาจะต้องกลับไป
ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับเห็นเป็นจริงเป็นจัง เขาจึงตอบอย่างเด็ดขาด
“มีแต่บุรุษที่ไร้ความสามารถเท่านั้น ที่หวังจะกินข้าวนิ่ม[2]”
เหยาอวี้เห็นเขาไร้อารมณ์สุนทรีย์เป็นจริงเป็นจังเช่นนี้ ก็ได้แต่เบะปากในใจ กลับเข้าเรื่องเดิมทันที
“ถ้างั้นที่พวกเขาตั้งใจเล่นงานเติ้งป๋อ ก็คงเป็นแผนยิงเกาทัณฑ์ครั้งเดียว หวังวิหคสองตัว[3] สินะเจ้าคะ”
“ใช่ เพราะถ้าจวนป๋อขาดผู้นำโดยกะทันหัน เติ้งจวิ้นห่าวที่ยังไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางในราชสำนักก็จะขาดความได้เปรียบไป ยามนั้นตระกูลสื่อจะยกสินสอดมาสู่ขอก็จะเป็นเรื่องง่ายกว่า แม้จะเป็นตระกูลพ่อค้า แต่เงินตราย่อมเป็นสิ่งจำเป็นในยามฉุกเฉิน แต่เดิมตระกูลเติ้งก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจตระกูลสื่ออยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นพระญาติ หากเติ้งป๋อเป็นอะไรขึ้นมา เรือลำนั้นย่อมไหวเอนอยู่แล้ว” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเกียจคร้าน ไร้คลื่นลมในอารมณ์ เพราะแต่เดิมนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ความจริงเขาคร้านจะสนใจเสียด้วยซ้ำ
“ทั้งยังสามารถใช้ตระกูลเติ้ง ทำลายตระกูลหลูที่มีสำนักเขาโอสถเป็นเบื้องหลังลงได้ ไหนจะลากตระกูลเจียงของเรามาพัวพันได้อีก” เหยาอวี้พยักหน้าเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องไม่เข้าใจอยู่ดี
“…แต่พี่รองข้าไม่เข้าใจเลย อะไรทำให้พวกเขาคิดว่าตระกูลเจียงเราจะกล้าลงมือกับตระกูลชั้นสูงอย่างตระกูลเติ้งได้เล่า…ไหนจะสำนักเขาโอสถอีก นั่นเป็นสถานที่แบบไหนกัน ถึงกับทำให้พวกเขาต้องการจะโค่นล้มตระกูลหลูให้จงได้”
“เพราะเติ้งจวินห่าวคืออั้นโฉ่วเหมือนกับข้า…” เจียงมู่ไป๋กล่าวถึงตรงนี้ก็หงุดหงิดเล็กน้อย ความจริงเขาไม่เคยสนใจเรื่องหยุมหยิมพันนี้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็วิเคราะห์มันออกมาได้อยู่ดี
“อั้นโฉ่วมีอยู่ทุกปี…” เหยาอวี้บ่นอุบอิบ นั่นคือตำแหน่งสูงสุดของซิ่วไฉ ซึ่งซิ่วไฉมีสอบทุกปี
“ใช่ แต่อั้นโฉ่ว ที่เข้าสอบเซียงซื่อที่เจียงหนานปีนี้มีแค่ข้ากับเขา และหมอนั่น…” ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย เหมือนใคร่ครวญเพียงครู่ แล้วกล่าวต่อว่า “เติ้งจวินห่าวเหมือนจะมีการเปรียบเทียบกับข้าอยู่บ้าง”
เอาล่ะ นี่เป็นเรื่องที่ไร้สาระมากสำหรับเขาแล้ว
แท้จริงเจียงมู่ไป๋ไม่สนใจจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้ความคิดของคนรอบข้าง
หากแต่รู้…แต่ก็ยังไม่สนใจอยู่ดี
“นั่นก็แค่ความคิดของเขาฝ่ายเดียว” เหยาอวี้เบะปากอีกแล้ว นางรู้สึกเหมือนเดินอยู่ดีดี ก็มีธนูจากไหนไม่รู้หล่นลงมามาปักที่หัวเข่า เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ ยังกล้าเอามาเป็นประเด็นว่าตระกูลเจียงจะต้องอยากเล่นงานเติ้งป๋อ
ไร้สาระสิ้นดี…
“ใครเล่าจะสนใจ แค่มีลม คนก็พูดเรื่องพายุฝนออกมาได้ ตราบใดที่มีหลักฐาน ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร เราก็ผิดอยู่ดี เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือกิจการของตระกูลเจียง…” กล่าวถึงตรงนี้เจียงมู่ไป๋ก็มีความไม่พอใจขึ้นมา
“ถ้ากล่าวให้ถูกต้อง คือร้านเต้าหู้ในสินเดิมของข้า” เหยาอวี้เองก็เริ่มไม่สบอารมณ์เช่นกัน จึงไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมจึงพบชิงเถิงเย่ในถุงหอมของตน พวกเขาคงคิดมาดีแล้วว่า ต่อให้ตระกูลเจียงรอด แต่นางต้องไม่รอด
คืนนั้นยังคิดว่าอีกฝ่ายจะนิ่งสงบไปสักพัก
ใครจะคาดคิด วันนี้กลับมีรับสั่งให้นางถวายการรักษาอู๋เช่อเฟยสกุลสื่อนั่น
“เช่นนั้นข้าจะไปเข้าเฝ้าเป็นเพื่อนเจ้าก่อน”เจียงมู่ไป๋เอ่ยขึ้นทันที น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
ความไม่สบายใจในอกยังคงกดทับอยู่
เรื่องของเขา…ซับซ้อนเกินกว่าจะเปิดเผย เพราะมีแต่ผลร้ายเกินกว่าจะเป็นผลดี
หากเขาแสดงตัวที่นี่ สิ่งแรกที่จะเจอคือข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง…
เหยาอวี้ส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาดอกท้อกลับนิ่งกว่าปกติ
“ตำหนักหลังของจวนอ๋อง หาใช่สถานที่ที่บุรุษจะเข้าออกได้ตามใจ” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่แฝงความชัดเจน
“ท่านวางใจเถิด” ปลายน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย “อย่างไรข้าก็มีป้ายหยกของหลิงหยวนโหวอยู่” นางยกมือแตะชายแขนเสื้อของตนเองเบาๆ ราวกับย้ำให้เขาเชื่อมั่น
“หากถึงคราวคับขัน…ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ตนเองได้รับความอยุติธรรมแน่”
คำพูดนั้นมิได้แข็งกร้าว แต่กลับมั่นคงอย่างประหลาด
เจียงมู่ไป๋มองนางนิ่ง แววตาลึกลงเล็กน้อย รู้ดีว่านางมิใช่เด็กหญิงที่ไร้เดียงสา
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้เขา…วางใจได้ยาก
ลมหายใจหนึ่งถูกกลืนลงอย่างเงียบงัน สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านอีก ทั้งยังจงใจละเลยอีกคำถามหนึ่งของเด็กหญิงที่เกี่ยวกับสำนักเขาโอสถ
ยิ่งนึกถึงหลูจุนถิงผู้นั้น ในใจเขาย่อมมีความเห็นแก่ตัวสายหนึ่งขึ้นมา
เมื่อรถม้าแล่นเข้าสู่จวนอ๋อง ประตูใหญ่สูงตระหง่านเปิดรับอย่างเงียบขรึม กำแพงสูงทอดยาว แยกโลกภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิง
บรรยากาศภายในสงบ…แต่กลับกดดันอย่างประหลาด
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ เหยาอวี้ก็ถูกขันทีผู้หนึ่งเข้ามาน้อมรับ ท่าทีสุภาพ หากแววตากลับไม่อาจอ่านได้
และเป็นไปตามที่คาด …นางถูกแยกออกจากเจียงมู่ไป๋ในทันที
“คุณหนูเชิญทางนี้ อู๋เช่อเฟยมีรับสั่งให้รีบเข้าเฝ้า”
น้ำเสียงเร่งรัด ราวกับมีเรื่องสำคัญยิ่ง
เหยาอวี้มิได้โต้แย้ง เพียงก้าวตามไปอย่างสงบ
ทว่าทางที่ถูกพาไปนั้น กลับมิได้ตรงไปตรงมา
เลี้ยวซ้าย วกขวา ผ่านทางเดินหิน ข้ามสะพานเล็ก แล้ววกกลับเข้าสวนอีกครั้ง เส้นทางซ้ำซ้อนราวกับจงใจทำให้สับสน
เวลาผ่านไปช้าๆ ความเร่งด่วน เมื่อครู่…กลับดูเหมือนเป็นเพียงข้ออ้าง
สุดท้าย ขันทีก็หยุดลง ชี้ไปยังลานเล็กๆ ข้างสวน
“เชิญคุณหนูสี่เจียงรออยู่ตรงนี้ก่อน อู๋เช่อเฟยกำลังมีแขก”
กล่าวจบก็ถอยออกไป ไม่รอฟังคำตอบ
เหยาอวี้ยืนอยู่เพียงลำพัง ลมพัดผ่านแผ่วเบา ต้นไม้รอบด้านเงียบงัน
ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีแม้แต่เงาของบ่าวรับใช้
ทั้งหมดนี้ ชัดเจนเกินไปว่า…จงใจ
แต่นางจะฟ้องร้องต่อผู้ใดได้เล่า
ในสายตาของพวกเขา นางก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุแปดขวบ ไร้ที่พึ่ง ไร้อำนาจ
บางที…นี่อาจเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง
ในการสั่งสอน ให้รู้ที่ต่ำที่สูง หรือสร้างความหวาดกลัวให้ฝังใจ
เหยาอวี้มิได้แสดงสีหน้าใด เพียงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ
บริเวณนั้นเงียบเสียจนเหมือนโลกทั้งใบเหลือเพียงนางผู้เดียว
ไม่นานนัก…
นางก็สังเกตเห็นบางสิ่ง
ด้านหลังภูเขาจำลองหิน เหมือนจะมีลมเย็นพัดลอดออกมาเป็นระยะ แผ่วเบา แต่ต่อเนื่อง
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย ความสงสัยผุดขึ้นมา นางเองก็มิใช่คนที่จะทำตามคำสั่งไร้สาระเช่นนี้ง่ายๆ อยู่แล้ว
เหยาอวี้จึงก้าวเข้าไปใกล้
ทว่ายิ่งเข้าใกล้ ก็สัมผัสได้ถึงลมที่ชัดเจน
นางจึงอ้อมผ่านด้านหลังของภูเขาจำลอง แล้วจึงพบว่า ด้านในนั้นมีทางแคบซ่อนอยู่ เหมือนช่องทางที่เชื่อมต่อไปยังอีกด้านหนึ่ง
เหยาอวี้ชะงักเพียงครู่ ก่อนจะก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง แสงรอบด้านค่อยๆ มืดลง พื้นทางเดินแคบและเงียบ จนกระทั่งนางก้าวพ้นออกจากพงหญ้าด้านหน้าไปอีกด้านหนึ่ง เห็นต้นไม้ใหญ่ที่บังทางเชื่อมและพงหญ้านี้จนหมด
ภาพที่ปรากฏ คือเรือนเล็กหลังหนึ่ง
เก่า…
ทรุดโทรม…
เงียบงันราวกับถูกลืมเลือน แตกต่างจากความโอ่อ่าของจวนอ๋องโดยสิ้นเชิง
เหมือนสถานที่ที่…ไม่ควรมีอยู่ในที่แห่งนี้เลย…
[1] เซียงอ๋องมีใจ เทพธิดาไร้ฝัน (襄王有心,神女无梦 - Xiāng wáng yǒu xīn, shén nǚ wú mèng) เป็นสำนวนจีนที่ใช้เปรียบเปรยถึง ความรักข้างเดียว
[2] กินข้าวนิ่ม( 吃软饭 - chī ruǎn fàn) เป็นสแลงเปรียบเปรยถึง ผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน หรือแมงดา หรือหมายถึง คนที่ไม่ทำงานทำการ ไม่ทำมาหากินเอง แต่พึ่งพาเงินหรือเลี้ยงชีพด้วยการเกาะผู้อื่นกิน
[3] มาจากสำนวน “ยิงธนูครั้งเดียว ได้นกสองตัว” (一箭双雕 - yī jiàn shuāng diāo) หมายถึง การกระทำเพียงครั้งเดียว แต่ได้ผลประโยชน์ถึงสองต่อ หรือ กำจัดศัตรูได้สองคนในคราวเดียว